อ่านข้อมูลทั้งหมดที่เวป http://www.khunsamatha.com/

เรื่องเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า

     ถ้าคุณ สมถะ พอจะเล่าได้จากประสบการณ์จริงว่า คุณสมถะพบอย่างไรเห็นอย่างไร เอาเช่นตอนไปกราบท่านนี้ก็ได้ จะเป็นประโยชน์มากนะครับ ลองพิจารณาข้อเสนอของผมดูนะครับ

จากคุณ : จักรแก้ว - [ วันวิสาขบูชา 17:03:20 ]

เมื่อคุณจักรแก้วถามเรื่องการเข้าไปกราบพระบรมศาสดาทำอย่างไร จะขอกล่าวแต่โดยย่อ ดังนี้

ทุกครั้งไม่ว่าเราจะเดินวิชชาอะไร เราต้องทำกายและใจให้ใสที่สุด เพราะถ้าไม่ใสจริง ใจจะไม่ตกศูนย์ วิธีการคือ

เดินวิชชา 18 กายเป็นอนุโลมปฏิโลม ไปจนกว่าเราบันเทิงอารมณ์(คือใจหยุด นิ่ง แน่น ใสจริง แล้วอารมณ์จะบันเทิง) ตำราบอกว่า 7 เที่ยว แต่เรื่องจริงคือ กี่เที่ยวก็ได้ให้มากเข้าไว้จนกว่าจะบันเทิงอารมณ์

จากนั้น เอาใจนิ่งที่จุดเล็กใสเท่าปลายเข็มกลางดวงธรรมของกายธรรมพระอรหัตต์ละเอียด(เมื่อเดินวิชชา 18 กายจนบันเทิงอารมณ์ดีแล้ว) อธิษฐานใจเข้าหาต้นธาตุก่อน

ต้นธาตุคือกายธรรมของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านทำหน้าที่เป็นต้นธาตุ ประจำอยู่ตรงว่างใส ระหว่าง นิพพานกับภพ 3 ใครจะเข้าไปในอายตนะนิพพาน ต้องผ่านต้นธาตุก่อน ให้พระองค์ตรวจเราอีกทีว่าใสจริงไหม ถ้าใสไม่จริงก็เป็นภาระให้พระองค์แก้ไขเราอีก

ตอนนี้เองเราจึงทราบว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำของเราอยู่ตรงนี้ ทำหน้าที่ปกครองอยู่ตรงนี้ เราจะเห็นเป็นกายธรรมใหญ่มหึมาสุดลูกหูลูกตาเชียว ถ้าต้องการจะทราบว่าใช่หลวงพ่อวัดปากน้ำจริงหรือเปล่า ก็ให้เดินวิชชาลำดับกายต้นธาตุ จากกายธรรมไปหากายโลกีย์ จนไปถึงกายฝันก็จะเห็นเป็นหลวงพ่อของเรา

(สำหรับคนที่เป็นธรรมกายใหม่ๆ ครูเขาจะพานักเรียนชุดนั้นเข้าเฝ้าต้นธาตุเพื่อฝากธาตุธรรมต่อพระองค์ )

เมื่อเดินวิชชามาถึงตรงนี้ ต้องตรวจสอบให้ดี ก็คือเราก็อาราธนากายธรรมพระอรหัตต์ละเอียดของเรา เข้าไปที่ปากช่องจมูกของกายธรรมต้นธาตุ หญิงซ้าย ชายขวา แล้วไล่ไปตามฐานทั้ง 7 ไปหยุดในท้องต้นธาตุ จะสนทนากับกายธรรมต้นธาตุจะทำอย่างไร ก็ให้เอาดวงเห็น ดวงจำ ดวงคิด ดวงรู้ ของเราเข้าไปซ้อนกับดวงเห็น ดวงจำ ดวงคิด ดวงรู้ ขององค์ต้นธาตุ ให้จุดเล็กใสเท่าปลายเข็มตรงกันทุกดวง เรียกว่าซ้อนกันให้สนิท แล้วก็พูดคุยกับต้นธาตุเราจะได้ยินเสียงก็ตรงจุดเล็กใสนี่แหละ ปาก(ต้นธาตุ)ขยับแต่มาได้ยินตรงจุดเล็กใสนี้ เหมือนพูดออกไมโครโฟนแต่มาได้ยินเสียงที่ลำโพง นี่คือการเปรียบเทียบ จากนั้นเราจะเข้านิพพานจะทำอย่างไร

ลำดับดวงธรรมในท้องต้นธาตุ 6 ดวงโดยอธิษฐานขอเข้าไปในอายตนะนิพพาน พอจุดเล็กใสเท่าปลายเข็มกลางดวงธรรมที่ 6 ของต้นธาตุว่างออก เราจะเห็นอายตนะนิพพาน

มีพระธรรมกายจำนวนมาก สว่างไสวไปด้วยรัศมีของกายธรรม แต่จะมีกายธรรมองค์กลางซึ่งมีรัศมีสว่างกว่ากายธรรมทั้งหลาย กายธรรมองค์นี้เป็นกายธรรมของพระบรมศาสดาเจ้าของนิพพานแรกนี้ คือกายธรรมของพระสมณโคดม เจ้าของศาสนา อย่าเพิ่งทำอะไร ให้เราอาราธนากายธรรมพระอรหัตต์ละเอียดของเรา เข้าไปที่ปากช่องจมูกกายธรรมพระบรมศาสดา หญิงซ้าย ชายขวา แล้วลำดับไปที่ละฐาน มาหยุดนิ่งตรงฐานที่ 7 จากนั้นให้ดวงเห็น ดวงจำ ดวงคิด ดวงรู้ ของเราเข้าไปซ้อนกับดวงเห็น ดวงจำ ดวงคิด ดวงรู้ ของพระบรมศาสดา หยุดนิ่งให้ดี แล้วก็พูดคุยกับพระองค์ ถ้าใจหยุดนิ่งไม่ดีจริง เราจะไม่ได้ยิน จะเห็นแต่พระโอษฐ์ขยับแต่ไม่ได้ยินเสียง ต้องหยุดต้องนิ่งจริงๆ พระสุรเสียงนั้นดังกังวาลดังเสียงราชสีห์ เย็นสะอาดบริสุทธิ์เมื่อได้ฟัง ส่วนการถามก็เหมือนเราเข้าเฝ้าเบื้องสูงจะพูดจะจาอะไรก็ควรให้เหมาะสม การตรัสของพระองค์ก็ต้องดูว่าไม่เป็นอันตรายต่อพระองค์ด้วยเพราะภาคมารเขาจ้องอยู่เขาห้ามให้พระองค์บอกวิชชากับใคร แต่ตอนนี้สะดวกขึ้นแล้วคุยได้มากแล้ว

การเข้านิพพานนั้น เพื่อจะให้ได้บุญบารมีจริงๆ ให้เกิดประโยชน์จริงๆ ควรไปให้สุดนิพพาน ทั้งนิพพานกายธรรมและนิพพานเป็น จะทำอย่างไร

จากนั้นเราจะออกจากนิพพานของพระสมณโคดม อ้อ...ความรู้เสริมอีกเรื่อง การขอรัตนะเจ็ด ให้เราขอที่พระนิพพานของพระสมณโคดมพุทธเจ้านิพพานนี้เลย เพราะเป็นศาสนาของพระอค์ การขอรัตนะเจ็ดเป็นสิ่งจำเป็นของผู้เป็นธรรมกาย (ขอได้เฉพาะช่วงออกพรรษา)

เอาล่ะเราจะไปนิพพานต่อไป ทำยังไง ให้เราลำดับดวงธรรมในท้องพระบรมศาสดา 6 ดวง จุดเล็กใสกลางดวงธรรม 6 ว่างออกเห็นอีกนิพพานนึงแล้ว มีธรรมกายมากมายนั่งล้อมพระธรรมกายองค์กลางซึ่งเป็นเจ้าของนิพพานนี้ คือนิพพานที่ 2 เราก็เดินวิชชาเข้าหาพระองค์ อย่างเดียวกับที่เข้านิพพานแรก จะสนทนาหรือไม่ก็แล้วแต่ แต่การเดินเช่นนี้ช้าไป เราจะเข้าไปให้สุดนิพพานกายธรรม เพื่อไปให้ถึง ผู้ปกครองใหญ่นิพพานกายธรรม คือองค์ต้นใหญ่ จะทำยังไง

ให้เราลำดับดวงธรรมในท้องพระบรมศาสดานิพพานที่ 2 นี้ 6 ดวง พอหยุดกลางดวงธรรมที่ 6 ท่องใจ หยุดในหยุด ดับอธิษฐานถอนปาฏิหาริย์ ถอนปาฏิหาริย์ดับอธิษฐาน แล้วท่องว่า กลางของกลาง ดับหยาบไปหาละเอียด ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ไปให้สุดนิพพานในอดีต นิพพานปัจจุบัน นิพพานอนาคต เราก็ผ่านสิบผ่านศูนย์ของพระบรมศาสดาเจ้าของพระนิพพานเรื่อยไป นับอสงไขยพระนิพพานไม่ถ้วน แต่เราไปไม่ถึงดอก ทำอีกกี่ร้อยปีกี่โกฏิปีเราก็ไปไม่ถึงองค์ต้นใหญ่ แต่เราอาราธนาพระองค์ออกมารับเรา พระองค์ก็จะทรงถอนถอยธาตุธรรมออกมารับเรา เราจึงจะไปถึงกายธรรมองค์ต้นใหญ่ผู้ปกครองนิพพานกายธรรมทั้งหมด

องค์ต้นใหญ่องค์นี้แหละที่ส่งหลวงพ่อวัดปากน้ำลงมาเกิด องค์นี้แหละที่ตรัสว่า พระของขวัญนี้เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในโลก องค์นี้แหละที่จะบอกได้ว่าใครควรจะปราบมารหรือไม่ พระองค์จะลงมาบังคับเอง เหมือนอย่างหลวงพ่อวัดปากน้ำของเรา พอพระองค์ให้หลวงพ่อปราบมาร หลวงพ่อขอใคร่ครวญวิชชาอยู่ถึง 8 ปี

เอาล่ะเรามาถึงพระองค์แล้ว เป็นบุญกุศลมหาศาลของเราที่มาถึงพระองค์ เพราะพระองค์เป็นธาตุธรรมผู้ใหญ่ในนิพพานกายธรรม แต่เราประสงค์ไปให้เห็นนิพพานเป็นซึ่งอยู่ลึกเข้าไปอีก จะทำอย่างไร

ให้เราอธิษฐานใจต่อกายธรรมต้นใหญ่ ขอให้พระองค์ช่วยยิงส่งกายธรรมของเราไปให้ถึงนิพพานเป็น(นิพพานกายมนุษย์)ด้วยเถิด ลำดับดวงธรรมในท้องต้นใหญ่ 6 ดวง หยุดในหยุด พอถึงดวงธรรมที่ 6 ว่างออก ในว่างใสนั้น เห็นอายตนะนิพพาน มีกายพระสงฆ์หรือกายมนุษย์หยาบจำนวนมาก สว่างไสวโชติช่วง กายพระสงฆ์องค์กลางนั้น คือกายของพระบรมศาสดาเจ้าของนิพพานนี้ เป็นนิพพานเป็นที่ 1 นิพพานเป็นต่างจากนิพพานกายธรรมคือ ไม่มีเกตุดอกบัวตูม กายนั้นเหมือนพระสงฆ์แต่ใสเป็นแก้ว เราก็เดินวิชชาเข้าหาพระองค์ตามฐานทั้ง 7 จะคุยก็คุยไป ถ้าไม่คุยก็เดินวิชชาต่อไป เพื่อไปสู่นิพพานเที่ 2 ของนิพพานเป็น แต่เราต้องการไปให้สุดนิพพานเป็น คือไปให้ถึงองค์ต้นนิพพานเป็นผู้ปกครองนิพพานเป็นทั้งหมด เราจะทำอย่างไร

เราก็หยุดนิ่งกลางดวงธรรมของพระบรมศาสดานิพพานเป็นองค์ปัจจุบันที่ไปถึง ลำดับดวงธรรมพระบรมศาสดาของนิพพานเป็น 6 ดวง หยุดกลางดวงธรรมที่ 6 ของพระองค์ตรงจุดใสเท่าปลายเข็ม แล้วท่องใจ หยุดในหยุด ดับอธิษฐานถอนปาฏิหาริย์ ถอนปาฏิหารย์ดับอธิษฐาน แล้วท่องว่า กลางของกลาง ดับหยาบไปหาละเอียด ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ไปให้สุดนิพพานเป็นในอดีต สุดนิพพานเป็นปัจจุบัน สุดนิพพานเป็นอนาคต เราก็ผ่านสิบผ่านศูนย์ของพระบรมศาสดาเจ้าของพระนิพพานเป็นเรื่อยไป นับอสงไขยพระนิพพานเป็นไม่ถ้วน แต่เราไปไม่ถึงดอก ทำอีกกี่ร้อยปีกี่โกฏิปีเราก็ไปไม่ถึงองค์ต้นนิพพานเป็น แต่เราอาราธนาพระองค์ออกมารับเรา พระองค์ก็จะทรงถอนถอยธาตุธรรมออกมารับเรา เราจึงจะไปถึงองค์ต้นนิพพานเป็นแล้ว

เราก็เข้าหาต้นนิพพานเป็นแล้วไปหยุดนิ่งในท้องฐานที่ 7 ขององค์ต้นนิพพานเป็น จะกล่าวอะไรก็ว่าไป ถึงตอนนี้ถือว่าเราโชคดีแล้ว ที่เดินวิชชามาสุดทั้งนิพพานกายธรรมและนิพพานเป็น พระพุทธเจ้ารู้จักเราหมดทุกนิพพานแล้ว เป็นวาสนาบารมีของเราแล้ว

ต่อไปเราจะเดินปฏิโลมวิชชากลับ เพื่อให้พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์มาชูช่วยเรา เราอาราธนาพระองค์มาซ้อนในกายของเราทุกกายไปจนสุดหยาบสุดละเอียด แล้วนึกรวมนิพพานกายธรรมและนิพพานเป็นทั้งปวงให้เป็นหนึ่ง นำหนึ่งนั้นยิงเข้ามาที่สิบที่ศูนย์ในกายธรรมพระอรหัตต์ละเอียดของเรา ยิงเข้ามาที่กายธรรมพระอรหัตต์หยาบของเรา กายธรรมพระอนาคามีละเอียด อนาคามีหยาบ สกิทาคามีละเอียด สกิทาคามีหยาบ โสดาละเอียด โสดาหยาบ โคตรภูละเอียด โคตรภูหยาบ อรูปพรหมละเอียด อรูปพรหมหยาบ พรหมละเอียด พรหมหยาบ ทิพย์ละเอียด ทิพย์หยาบ กายฝัน กายมนุษย์ นึกรวมให้เป็นกายธรรมพระอรหัตต์ใสแจ่มอยู่ในท้องของเรา

แล้วเดินใจเข้าปากช่องจมูก เพลาตา ไปหยุดในท้องกายธรรมพระอรหัตต์ ท่องใจ หยุดในหยุด ดับอธิษฐานถอนปาฏิหาริย์ ถอนปาฏิหาริย์ดับอธิษฐาน นึกให้เห็นกายธรรมพระอรหัตต์และดวงธรรมของกายธรรมพระอรหัตต์อยู่ในท้องของ เรา (ฐานที่ 7) ใสแจ่มในทุกอิริยาบถ ทั้งยืน เดิน นั่ง นอน ลืมตาก็เห็นได้ หลับตาก็เห็นได้เชียวนะ จบการเดินวิชชา นี่กล่าวโดยย่อนะครับ

จากคุณ : สมถะ - [ 13 พ.ค. 49 12:10:29 ]

การที่เราเห็นหลวงพ่อวัดปากน้ำอยู่ที่ชั้นดุสิตนั้น ชื่อว่าไม่ถูกต้อง เพราะผู้ฝึกวิชชาธรรมกายทุกสาย ยกเว้นวัดพระธรรมกาย จะทราบดีว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำคือใคร ก่อนเกิดหลวงพ่ออยู่ที่ไหน หลวงพ่อเกิดมาเพื่อทำอะไร เมื่อละโลกไปแล้วหลวงพ่ออยู่ที่ไหน ทำอะไร เพราะหลวงพ่อบอกเราตั้งแต่หลวงพ่อมีชีวิตอยู่แล้ว ใครที่อ้างชื่อหลวงพ่อวัดปากน้ำว่าไปอยู่ชั้นดุสิต ถามว่าท่านเดินวิชชาอย่างไร เพราะภาคมารเขาจำแลงแปลงกายมาหลอกเราได้ ท่านรู้วิชชาตรวจสอบว่าอะไรจริงอะไรหลอกหรือไม่ เพราะเรื่องนี้ผู้เป็นวิชชาธรรมกายชั้นสูงถือเป็นเรื่องใหญ่แปลว่า เราเดินวิชชาถูกธาตุธรรมภาคขาวหรือไม่? ถ้าเดินไม่ถูก แล้วภาคใดอำนวยผลให้เราเห็นนั่นเห็นนี่ วิธีตรวจสอบว่าใครเดินวิชชาถูกธาตุธรรมหรือไม่นั้นมีอยู่ ผู้เป็นธรรมกายระดับสูงย่อมรู้อยู่แก่ใจ หลอกกันไม่ได้ เพราะเราตรวจกันไปถึงธาตุธรรมเชียวหนา....... ขอฝากไว้เป็นข้อคิดให้ท่านผู้เป็นบัณฑิตได้พิจารณาให้จงถ้วนถี่เถิด.......

จากคุณ : สมถะ - [ 13 พ.ค. 49 13:45:44 ]

ขอบคุณ คุณสมถะมากนะครับที่เล่าให้ฟัง ของอย่างนี้ไม่รู้ว่าจะได้ยินจากที่ไหนได้อีก จากผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่เล่าเอง และเราถามต่อไปได้อย่างนี้ ถ้าไปถามพระ ท่านคงตอบอย่างนี้ไม่ได้ เพราะพระวินัยห้ามไว้ แต่คุณสมถะยังไม่ได้เป็นพระจึงตอบได้ จึงเป็นประโยชน์ในมุมกว้างมากครับ
ผม จะเรียนถามว่า เวลาคุณสมถะเข้าอย่างนี้ หรือพานักเรียนไปอย่างนี้ เขาเห็นตรงกันไหมครับ กรุณาอย่าตำหนิผมที่ถามอย่างนี้ เพราะคนจำนวนมากที่ไม่เชื่อในวิชชานี้ เขาจะว่า คุณสมถะ เห็นไปเองคนเดียว เหมือนใช้คำที่ไม่สุภาพหรือตรง คือ เหมือน จิตหลอกตนเอง คุณสมถะได้สอบทาน แน่ใจว่าทุกคนทีพาไป เห็นตรงกัน และเป็นทีมเดียวกันเห็นเหมือนกันในเวลาเดียวกันหรือไม่ คำถามนี้ ผมก็เคยถาม ศิษย์หลวงพ่อ ฤาษีลิงดำ ซึ่งเป็นเพื่อนหมอด้วยกันมาแล้ว เวลาเขาว่า เขาได้ไป กราบ พระเจดีย์จุฬามณี บนดาวดึงส์
ขอบคุณสำหรับทุกอย่างนะครับ

จากคุณ : จักรแก้ว - [ 13 พ.ค. 49 14:12:20 ]

ต้องเห็นเหมือนกันนะครับ และเห็นตรงกันด้วยจึงจะพอเชื่อได้ว่าเห็นจริง คืออย่างนี้ครับ กายละเอียดนี่เราเห็นกันได้นะครับ แต่วิชชาต้องดีจริง คุยกันด้วยกายละเอียดก็ทำได้ จับมือถือแขนกันก็ได้ แต่ต้องฝึกมามากพอสมควร ไม่ใช่พอเห็น 18 กายแล้วจะทำได้ทุกคน เราต้องพัฒนาใจของเราให้มากกว่านี้จึงจะทำได้ มีตัวอย่างมากมายครับ ที่กายละเอียดเขาทำอะไรต่ออะไรร่วมกันร่วมกัน เพียงแต่ว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละท่านจึงไม่อาจกล่าวได้

อีกแบบหนึ่ง เพื่อนเราเข้านิพพานไปถามความรู้พระพุทธเจ้า พอเราเข้าไปบ้างเราก็ถามพระองค์ว่าที่เพื่อนถามนั้นพระองค์ตอบไปเช่นนั้น ใช่ไหม พระองค์ก็จะทรงยืนยันเอง การเดินวิชชาเป็นหมู่คณะต้องรู้เห็นตรงกัน วิชชาตรงกัน ได้ข้อมูลตรงกัน เพียงแต่ว่าเราจะเดินวิชชาละเอียดไปแค่ไหนหรือหยาบแค่ไหนเท่านั้นเอง

แต่ต้องย้ำนะครับที่โดนหลอกก็เยอะคือไปเจอเหตุหลอกรู้ลวงญาณทัสสนะ เหตุจูงรู้จูงญาณแล้วไม่เฉลียวใจ ไม่ตรวจสอบให้ดี ความรู้จึงเชื่อถือไม่ได้ เราจึงต้องช่วยกันตรวจสอบ จะมานั่งเชื่อรู้เชื่อญาณทัสสนะตนเองอยู่คนเดียวไม่ได้ อันตราย เราไม่รู้ว่าเราจะหลงกลภาคมารเขาเมื่อไร

อย่างเรื่องการบูชาข้าวพระพุทธเจ้า เราก็เห็นว่าพระองค์ทรงมารับ แต่พอตรวจสอบเข้าไป กลายเป็นมารจำแลงแปลงกายมาหลอกกิน เป็นอย่างนี้ร้อยทั้งร้อย วิธีการตรวจสอบคือ

เมื่อเราเห็นพระพุทธเจ้า เห็นหลวงพ่อวัดปากน้ำ เห็นผู้มีคุณ หรือเห็นใครก็แล้วแต่ในรู้ในญาณทัสสนะ อย่าเพิ่งเชื่อ ให้อาราธนากายธรรมพระอรหัตต์ของเรา ยิงเข้าไปที่ปากช่องจมูกของกายที่เห็นหญิงซ้าย ชายขวา เข้าไปทั้ง 7 ฐาน ไปอยู่ฐานที่ 7 ของกายที่เราเห็น อาราธนาดวงธรรมของเราให้เป็นเซฟ มรรค แก็ส กรด ไอ อัศนีย์ธาตุ กินละลายไปให้ทั่ว ดวงเหล่านั้นเขารู้หน้าที่เขาจะทำงานตามที่เราสั่ง เราก็สั่งอีกว่า ย่อย แยก ระเบิด ผ่า ดับ ละลาย ถ้าเป็นตัวจริงก็ขอให้ไม่ละลายถ้าตัวปลอมก็ให้ละลายไปสิ้น... เสร็จแล้วลำดับไปทุกกายของเขา ทำอย่างนี้ไปทุกกาย(18 กายหลักของเขา) ถ้าเป็นมารจำแลงแปลงกายมาหลอกเรา เราลำดับไปแค่ กาย สองกาย จะเจอกายมารอยู่ข้างใน เป็นกายดำซ้อนอยู่ในนั้น จากนั้นกายทีเขาจำแลงมาจะหายไปเลย นี่เป็นวิธีการตรวจสอบเบื้องต้น วิธีหนึ่ง ยังมีอีกหลายวิธีตามแต่สถานการณ์

เราจะเชื่ออะไรง่ายๆ ไม่ได้ เพราะภาคมารเขาหลอกเรามาตลอด เชื่อไม่ได้เลย จะเห็นได้ว่า กว่าจะรู้เห็นอะไรได้สักอย่างดูว่าไม่ง่ายเลย ส่วนที่ใดที่สอนให้เห็นแล้วให้เชื่อว่าเห็นจริง ให้จิตนำไปก่อน อย่างนี้เสร็จหมด ที่เห็นนะเห็นจริง แต่สิ่งที่เห็นนะไม่จริง คำนี้ใช่ได้อยู่ แต่บางเรื่องเขาก็ไม่ขวาง เห็นได้จริงเพราะไม่ทำให้ภาคมารเขาเสียปกครอง เขาก็ยอมให้เห็น ฉะนั้นการเห็นโดยไม่ผ่านการตรวจสอบเข้าไปถึงธาตุธรรมต่างๆ ว่าใครส่งวิชชามาให้เห็น มีทั้งเห็นได้จริง กับเขาหลอกก็มี แต่เรื่องของพระพุทธเจ้านี้ ถ้าจะเห็นได้จริงและถูกต้อง ต้องเข้ากลางของกลางเท่านั้น เห็นแบบอื่น เชื่อไม่ได้... จะเชื่อไม่เชื่อแล้วแต่ท่านจะพิจารณาเอาเองนะครับ

จากคุณ : สมถะ - [ 13 พ.ค. 49 15:40:33 ]

เรื่องแผ่นฌาณมีประโยชน์อะไรบ้าง ตามที่คุณxcvbnm ก็ต้องกล่าวโดยภาพรวมๆ ว่ามีประโยชน์ในการทำวิชชา โดยธรรมชาติแล้วกายพรหมทั้งหยาบและละเอียด มีแผ่นฌาณ 4 แผ่นเรียกว่า รูปฌาณ 4 ที่ก้นกายอยู่แล้ว กายอรูปพรหมทั้งหยาบและละเอียดก็มีแผ่นฌาณ 8 แผ่น ที่ก้นกาย คือรูปฌาณ 4 และอรูปฌาณ 4 ส่วนกายธรรม มีแผ่นฌาณครบทั้ง 8 แผ่น อารมณ์ฌาณของฌาณโลกกีย์กับฌาณโลกุตตระมีอารมณ์ฌาณเหมือนกัน ต่างแต่ว่าฌาณโลกุตตระอารมณ์ฌาณจะละเอียดกว่า

ส่วนกายมนุษย์และกายทิพย์ทั้งหยาบและละเอียดไม่มีแผ่นฌาณที่ก้นกาย เราต้องพัฒนากันตอนเดินวิชชา การเหาะเหิรเดินอากาศในสมัยพุทธกาลก็คือการเดินฌาณให้เกิดแก่กายมนุษย์นั้น เอง ส่วนการทำวิชชาชั้นสูงเราก็เดินฌาณสมาบัติด้วย ให้แผ่นฌาณใสสะอาดด้วย

อันที่จริงแล้วการเรียนวิชชาธรรมกายในระดับสูง มีเรื่องให้ต้องเรียนรู้อีกมาก ส่วนที่กล่าวเรื่อง การเดินวิชชาซ้อนกายซับกาย ซ้อนสับทับทวี ตั้งกายสุดหยาบสุดละเอียดนี่ เป็นแค่ขั้นเดินวิชชา 18 กายให้ละเอียดขึ้นเท่านั้น เพื่อให้กายใสจริงสะอาดจริง เตรียมพร้อมเพื่อจะเรียนสู่ขั้นอื่นต่อไป

จากคุณ : สมถะ - [ 13 พ.ค. 49 15:56:20 ]

ขอบคุณมากนะครับ ผมเข้าใจแล้ว คุณสมถะตอบได้อย่างชัดเจนมากครับ

จากคุณ : จักรแก้ว - [ 13 พ.ค. 49 19:25:24 ]

ผมนึกคำถามได้อีก ไม่รู้จะถามใคร สงสัยมานานแล้ว
คำถามมีว่า ในความรู้ความเห็นของคุณสมถะ พระพุทธองค์ของเรา ท่านนั่งสมาธิ ในวันตรัสรู้ด้วย อานาปานสติ หรือวิชชาธรรมกายครับ
แล้ว ทำไม ในพระไตรปิฎก พระพุทธองค์ทรงย้ำแต่ให้ทำอานาปานสติ ไม่ได้ย้ำเรื่องการทำวิชชา ธรรมกาย
ขอบคุณมากนะครับ

จากคุณ : จักรแก้ว - [ 14 พ.ค. 49 08:12:12 ]

ต้องเข้าใจคำว่า "วิชชาธรรมกาย" เป็นเพียงใช้เรียกผู้ฝึกสมาธิแนว "ธรรมกาย" เพื่อให้เห็น ธรรมกาย ไม่ใช่ว่าเราต้องไปตามค้นหาว่า คำว่าวิชชาธรรมกายไม่มีเลยในพระไตรปิฎก ในพระไตรปิฎกหรือในอรรถกถา ใคคัมภีร์โบราณ มีแต่คำว่า ธรรมกาย ไม่มีคำว่า "วิชชาธรรมกาย" เพราะคำว่า วิชชาธรรมกาย เป็นคำศัพท์ในภาษาไทย ไม่มีในบาลี เพราะแค่บ่งบอกว่า เป็นผู้ฝึกให้เห็น ธรรมกาย

ส่วนเรื่อง ในพระไตรปิฎกบอกเรื่องอานาปานัสตินั้นก็เป็นไปตามนั้น แม้หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านก็ปฏิบัติแบบอานาปานัสสติในวัดโบสถ์บน บางคูเวียง แล้วจึงเห็น ธรรมกาย แบบเดียวกับที่พระพุทธองค์ทรงกระทำก่อนการตรัสรู้ ตรงนี้เราต้องเข้าใจว่า ไม่ว่าจะปฏิบัติแบบอานาปานัสสติ หรือจะเป็นแบบกัมมัฏฐานทั้ง 40 วิธี สุดท้ายก็เป็นทางสู่มรรคมีองค์แปดเหมือนกัน และต้องเข้ากายในกายเป็นชั้นๆ เรื่อยไปเหมือนกัน เพียงแต่ท่านกล่าวแต่วิธีการ ไม่ได้บอกเรื่องกายในกายซึ่งผู้ปฏิบัติอย่างถูกต้องแล้วจะรู้เองเห็นเอง แต่อันที่จริงแล้วเรื่องกายในกายท่านก็กล่าวเอาไว้มากมายทั้งในพระไตรปิฎก เรื่องรูปกาย และนามกาย รวมทั้งเรื่องธรรมกายด้วย

คนที่ปฏิบัติแล้วเห็นแล้ว เข้าถึงแล้วเขาก็มีความเห็นว่า ธรรมของพระพุทธเจ้านี้ ไม่ใช่มีแต่ในตัวหนังสือ แต่ถ้าจะเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้ว ต้องเข้าสู่ภาคปฏิบัติ หลายๆ เรื่องในพระไตรปิฎกบอกไว้เป็นไกด์ลาย เมื่อเราปฏิบัติเข้าจริงแล้ว ผลของการปฏิบัติที่เรียกว่าปฏิเวธธรรมนั้นวิจิตรพิสดารกว่าที่กล่าวไว้ใน พระไตรปิฎกเสียอีก

ผมพยายามให้ข้อมูลมากมายเพื่อให้ทุกท่านเชื่อมโยงความมหัศจรรย์ของภาค ปฏิบัติ สำหรับคนที่มีใจเป็นกุศลไม่คิดเบียดเบียนกัน ก็จะมองและพิจารณาตามได้ แต่สำหรับคนที่มีใจมากด้วยอกุศลคิดแต่จ้องทำลายกัน อย่าว่าแต่อ่านเลย แค่เห็นหัวข้อโทสะก็เกิดแล้ว บางคนอ่านก็เพียงเพื่อจะจับข้อผิดพลาด มองข้ามข้อมูลดีๆ มองหาแต่ข้อผิดพลาด นี่แหละคือพวกอกุศลบังคับใจเขาอยู่ บอกยังไงก็ไม่มีวันเห็นจุดประสงค์ที่แท้จริง ขอให้ตรองดูเถิด

จากคุณ : สมถะ - [ 14 พ.ค. 49 10:54:42 ]

ขอเรียนว่าเรื่องอานาปานัสสติที่พระพุทธเจ้าทรงสอนนั้น เป็นเรื่องเดียวกับฐานของใจทั้ง 7 ฐาน ส่วนจะไปละม้ายคล้ายเรื่องจักกระหรือปราณแบบพวกอื่นก็ว่ากันไป คืออย่างนี้ครับ

หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านก็ปฏิบัติแบบอาณาปานัสสติ คือกำหนดลมหายใจเข้าออก เมื่อท่านปฏิบัติจริงจังโดยอธิษฐานขอเอาชีวิตเข้าแลก ณ วัดโบสถ์บน บางคูเวียง หลวงพ่อฯก็ใช้วิธีแบบอาณาปานัสสติ แต่มีช่วงนึงลมหายใจเข้ากับลมหายใจออกยาวเท่ากัน ก็จะเห็นดวงปฐมมรรคแวบนึง เป็นอย่างนี้อยู่หลายครา หลวงพ่อจึงไม่เอาใจวิ่งเข้าวิ่งออกตามลมหายใจอีก โดยเอาใจนิ่งที่ดวงที่เห็นอย่างเดียว และในที่สุดหลวงพ่อเห็นจุดเล็กใสเท่าปลายเข็มกลางดวงใส แล้วจึงเห็นวิชชาความรู้ต่างๆ ขึ้นมา

ซึ่งเมื่อมาเปรียบโดยหลักวิชชาแล้ว อานาปานัสสติคือการกำหนดลมหายใจเข้าออกนี้ ลมหายใจวิ่งเข้าวิ่งออกครบทั้ง 7 ฐานทุกครั้ง หลวงพ่อฯจึงได้ความรู้เพิ่มอีกว่า ทั้ง 7 ฐานนี่ เป็นทางไปเกิดมาเกิดของสัตว์ดโลกด้วย เป็นที่หลับที่ตื่นของสัตว์โลกด้วย หลวงพ่อท่านจึงใช้ฐานที่ตั้งถึง 7 ฐาน จะเรียกว่าฐานของลมหายใจ 7 ฐานก็ได้ ถามว่าทำไมไม่มีบัญญัติไว้ในสมัยพุทธกาล เพราะเหตุว่าการกำหนดอานาปานัสสติครอบคลุมเรื่องฐานของใจทั้ง 7 ฐานอยู่แล้ว เพียงแต่ยุคนี้หลวงพ่อท่านทำให้ชัดเจนขึ้น และแทนที่หลวงพ่อจะสอนแบบกำหนดลมหายใจแบบอาณาปานัสสติ หลวงพ่อก็มาสอนแบบอาโลกสิณ(กสิณแสงสว่าง) และแสดงทางเดินของใจถึง 7 ฐาน เพราะเหมาะกับคนทุกจริตนั่นเอง

โดยหลักการบำเพ็ญภาวนานั้นต้องมีองค์ประกอบ 3 อย่าง คือบริกรรมนิมิต บริกรรมภาวนา และที่ตั้งของใจ ถ้าเป็นอานาปานัสสติ บริกรรมนิมิต คือ ลมหายใจ บริกรรมภาวนาจะเป็นอะไรก็ได้ เช่น พุทโธ ที่ตั้งของใจก็คือลมวิ่งเข้าวิ่งออก ลมวิ่งออกจากจุดไหน ลมวิ่งเข้ามาถึงจึดไหน นั่นก็คือที่ตั้งของใจนั่นเอง ในกาลก่อนมีพระอริยสงฆ์หลายท่านก็ปฏิบัติแบบอาณาปานัสสติจนเห็นดวงปฐมมรรค เช่นกัน เช่น สมเด็จโตฯ ครูบาศรีวิชัย หลวงปู่มั่น ฯลฯ เพียงแต่ท่านปฏิบัติได้แล้วท่านก็ไปกำหนดจิตตรงว่างใสในดวงนั้น ก็ส่งผลให้รู้เห็นอะไรต่ออะไรได้ด้วยญาณทัสสนะ เพียงแต่หลวงพ่อวัดปากน้ำโชคดีกว่าตรงที่หลวงพ่อ เข้ากลางของกลางได้ เพราะหลวงพ่อละจากดวงใสแรก โดยเข้ากลางของกลางจนไปเห็นเรื่องกายในกาย

จึงขอให้เข้าใจเถิดว่า อานาปานัสสตินั่นแหละที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ไม่ผิด สามารถเห็นกายในกายได้เหมือนกัน พระพุทธเจ้าเพียงเป็นผู้บอกทาง เมื่อเราปฏิบัติแล้ว ผลจะเกิดกับเราเอง

จากคุณ : สมถะ - [ 14 พ.ค. 49 14:44:46 ]

ขอบคุณนะครับ ผมคิดว่ากระทู้นี้ คุณสมถะให้ประโยชน์แก่ผู้อ่านมากที่สุดในเรื่องวิชชาธรรมกายเลยครับ

จากคุณ : จักรแก้ว - [ 14 พ.ค. 49 20:28:22 ]

ความจริงแล้ว เมื่อใช้ธรรมกายไปนิพพาน ไม่จำเป็นต้องผ่านเข้ากลางท้องของหลวงพ่อสดก็ได้ เพราะ ในหนังสือมรรคผลพิศดาร ไม่ได้บอกว่า ต้องเข้ากลางท้องของหลวงพ่อสดก่อนจึงไปเห็นนิพพานได้

จากคุณ ............... [06/06/02 14:34] (124.120.80.65) 538

คิดอย่างนั้นก็ได้ครับ เพราะมรรคผลพิสดารบันทึกในขณะหลวงพ่อสดมีชีวิตอยู่บนโลก แต่เมื่อหลวงพ่อสดมรณะภาพ หลวงพ่อทำหน้าที่เป็นต้นธาตุ อยู่ระหว่างนิพพานกับภพ 3 ฉะนั้นก่อนเข้านิพพาน เราก็ต้องแวะเข้าหาหลวงพ่อองค์ต้นธาตุของเราก่อน ให้หลวงพ่อช่วยแก้กายของเราให้ใสจริงเสียก่อน ผู้หลักผู้ใหญ่ในธาตุในธรรมมีอยู่เราต้องเข้าพบองค์สำคัญๆ ที่ทำหน้าที่ปกครองให้หมด ถึงจะเรียกว่าเดินวิชชาถูกธาตุธรรมจริงๆ

ก็หลวงพ่อของเราแท้ๆ ท่านสอนเรามา แล้วพอเราเดินวิชชาเข้านิพพานได้ ทำไมเราไม่เข้านมัสการหลวงพ่อของเราก่อนล่ะ เรื่องนี้ต้องพิจารณาที่เหตุผลในด้านผู้ปกครองด้วย หลวงพ่อจะเสียพระทัยแค่ไหนที่เราไม่เคยมาพบท่านเลย เห็นว่าจำเป็นอย่างยิ่งครับ แสดงว่าเรารู้แต่ของเก่า เรื่องเก่าๆ ในธาตุในธรรมเขาเปลี่ยนแปลงอย่างไร เราไม่รู้เลย ต้องเรียนรู้ไว้ด้วยครับ...

สมถะ [06/06/02 16:32]

เรียนถามพี่สมถะครับ

เรื่ององค์ต้นต่าง ๆ เนี่ย ถ้าเราคิดเอ่ยพระนามท่านเพื่อทำการบูชา
เราจะเรียกท่านว่่าอย่างไรครับ เช่นองค์ต้นของสายขาวทั้งหมด
และองค์ต้นอื่น เท่าที่อ่านจากข้อมูลอื่นที่พี่สมถะเอามาแสดงจะมีสำัคัญแค่ ต้นใหญ่ ต้นปราบ

จากคนไม่เป็นธรรมกายครับ

อดิศร นุชเครือ [06/06/03 06:53]

เราเรียกรวมก่อนว่า ธาตุธรรมภาคขาวทุกพระองค์ แล้วนึกถึง องค์ต้นธาตุ(หลวงพ่อสด) องค์ต้นใหญ่(ผู้ปกครองนิพพานกายธรรมทั้งหมด) องค์ต้นนิพพานเป็น(ผู้ปกครองนิพพานเป็นทั้งหมด) องค์ต้นปราบใหญ่(แม่ทัพพระพุทธเจ้าฝ่ายจักรพรรดิ) รวมทั้งจักรพรรดิกายสิทธิ์ของธรรมภาคขาวทั้งปวง แล้วบูชาด้วยพวงมาลัยดอกมะลิสด เมื่อถวายท่านแล้วให้นั่งสมาธิเสร็จแล้วอธิษฐานใจตามต้องการ พระองค์ก็จะมาชูช่วยเราตามสมควร...

สมถะ [06/06/03 14:10]

แล้วองค์ต้นที่ปกครองภาคขาวทั้งหมดหล่ะครับ

อดิศร นุชเครือ [06/06/03 14:30]

ท่านแบ่งหน้าที่กันตามที่แจ้งไปนั่นแหละครับ เพราะนิพพานกายธรรมและนิพพานเป็นมีผู้ปกครองแยกกัน นิพพานเป็นเกิดก่อนนิพพานกายธรรมกายครับ เรื่องนี้รู้แค่นี้พอครับ

สมถะ [06/06/03 16:42]

http://www.khunsamatha.com/

ห้องสนทนาวิชชาธรรมกาย
http://group.wunjun.com/khunsamatha

**********