ถ้าพูดถึงข่าวสารที่เราบริโภคอยู่ในปัจจุบันผ่านหลากหลายช่องทาง เช่น โทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ และผ่านทางอินเทอร์เน็ต ก็สามารถแยกได้ออกเป็นหัวข้อหลัก ๆ อยู่ 3 หัวข้อ คือ
1. ข่าวเศรษฐกิจ (ในประเทศ+ต่างประเทศ)
2. ข่าวการเมือง (ในประเทศ+ต่างประเทศ)
3. ข่าวบันเทิงและกีฬา (ในประเทศ+ต่างประเทศ)
ในเนื้อหาของข่าวสารต่าง ๆ นั้น ถ้ามองดูผิวเผินนั้นเราอาจจะแยกได้ว่าข่าวใดคือข่าวในประเทศข่าวใดคือข่าวต่างประเทศ แต่ถ้ามองให้ลึกลงไปอีกในตัวเนื้อหาสาระ ปัจจัยแวดล้อม รวมทั้งผลกระทบในระดับต่าง ๆ เราคงต้องยอมรับว่าข่าวในประเทศและข่าวต่างประเทศไม่สามารถแยกออกจากกันได้เลย เพราะถ้ามองจากพื้นฐานแล้วประเทศไทยก็เป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลก คนไทยก็เปรียบได้เหมือนประชากรโลก หรือพลโลกเช่นเดียวกัน ดังนั้น เมื่อเราอยู่บนผืนปฐพีเดียวกัน เราจะแยกตัวออกจากความเป็นหนึ่งนั้นได้อย่างไร
ด้านเศรษฐกิจ
ผมขอยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราติดตามข่าวเศรษฐกิจในประเทศ แน่นอนว่าปัจจัยแวดล้อมของเศรษฐกิจระหว่างประเทศตลอดจนเศรษฐกิจโลก ล้วนส่งผลกระทบต่าง ๆ ต่อภาพรวมของเศรษฐกิจไทย ผมขออนุญาติยกตัวอย่างหนึ่งซึ่งสามารถทำให้ท่านเห็นภาพได้อย่างแจ่มชัดยิ่งขึ้นนะครับ นั่นคือคือ กรณีของบริษัทจัดอันดับความเชื่อถือ (Credit Ratings) ที่เรา ๆ ท่าน ๆ รู้จักกันดี คือ บริษัท Standard and Poor หรือ S&P (ไม่ใช่ร้านเบเกอร์รี่ S&P ที่ทุกท่านคั้นเคยกันนะครับนะครับ) แต่เป็นบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือยักษ์ใหญ่ของโลก ซึ่งถ้าวันดีคืนดีบริษัท S&P แถลงข่าวปรับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางเศรษฐกิจของประเทศไทยให้เป็นไปในทิศทางบวก นักลงทุนและพ่อค้าชาวต่างชาติก็จะมีความมั่นใจยิ่งขึ้นในการที่จะเข้ามาลงทุน ตลอดจนการทำการค้ากับเรา ภาครัฐของเราเองก็จะชื่นมื่นว่านโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศดำเนินการมาได้อย่างถูกทาง ทำให้นักธุรกิจต่างชาติมีความเชื่อมั่น ซึ่งเหล่านี้ส่งผลให้เกิดความเชื่อมั่นต่อภาคธุรกิจในภาพรวม และแน่นอนประชาชนอย่างเรา ๆ ก็มีความรู้สึกมั่นคงในรัฐบาลและเศรษฐกิจของประเทศด้วย กอปรกับมีความเชื่อว่าเศรษฐกิจประเทศของเราสามารถเดินไปได้อย่างมั่นคงในอนาคต ส่วนภาคธุรกิจมีแรงขับดันที่จะดำเนินธุรกิจต่อไป มนุษย์เงินเดือนส่วนใหญ่ก็มิต้องกลัวที่จะต้องตกงาน หรือไม่ต่อสัญญา คนที่มีฐานะปานกลางหรือชนชั้นกลาง ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศก็จะมีความมั่นใจในการใช้เงินจับจ่ายซื้อของ ตลอดจนการลงทุนในรูปแบบต่าง ๆ อันจะนำมาซึ่งสภาพคล่อง (Liquidity) ทางเศรษฐกิจ สิ่งเหล่านี้มีกระผลกระทบเป็นทอด ๆ หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็น Domino Effects ก็ได้ ซึ่งทำให้ทุกภาคส่วนของธุรกิจเดินต่อไปได้อย่างมั่นคง ในทางกลับกัน ถ้าบริษัท S&P ลดความน่าเชื่อถือของเศรษฐกิจของเรา ผลลัพธ์ก็ย่อมที่จะเปลี่ยนแปลงไปจากที่ได้กล่าวมาข้างต้นอย่างแน่นอน
จุดใหญ่ใจความที่อยากจะชี้ให้เห็นก็คือบทบาทของบริษัท S&P รวมถึงบริษัทข้ามชาติอื่น ๆ ในบริบทของโลกาภิวัฒน์ (Globalization) จะเปรียบเสมือนผู้เล่นที่เป็นตัวเชื่อมหรือเป็นตัวสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างซึกโลกหนึ่งกับอีกซีกโลกหนึ่งให้มีความใกล้ชิดกันมากขึ้น สำหรับบริษัท S&P จะใช้การชี้นำและความมีอิทธิพลด้านเศรษฐกิจ ทั้งนี้ บริษัท S&P ก็มิได้บอกตรง ๆ ว่าควรที่จะไปลงทุนทำการค้ากับประเทศนั้นประเทศนี้ เพียงแต่บอกว่าประเทศนั้นมีศักยภาพดี เหมือนกับว่าเป็นพ่อสื่อนั่นแหละแต่ไม่ได้บอกอย่างจำเพาะเจาะจงว่านาย ก. เป็นคนร่ำรวยที่สาว ๆ ควรที่จะต้องล็อกไว้เป็นตัวเลือกในลำดับต้น ๆ หากสาวเจ้าอยากที่จะหาเจ้าบ่าวที่มีความสมบูรณ์แบบ หรือชายในฝัน หากแต่บอกว่านาย ก. มีลักษณะดีอย่างนั้น ไม่ดีอย่างนี้ ส่วนเรื่องของความชอบก็ถือเป็นเหตุผลส่วนตัวของสาว ๆ แต่ละคน
วกกลับเข้าเรื่องโลกาภิวัตน์อีกสักนิดครับ สิ่งที่อยากกล่าวถึงเป็นลำดับต่อไปคือผลกระทบของโลกาภิวัตน์นั่นเอง ซึ่งโลกาภิวัตน์เองนั้น (ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว) ถือเป็นตัวเชื่อมทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมที่ทำให้โลกมีความใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น (ซึ่งมีทั้งดีและไม่ดี ขอให้ท่านผู้อ่านพิจารณาเป็นรายกรณีไปครับ) ในบางครั้งโลกาภิวัฒน์อาจจะเชื่อมเสื่อสองผืนเข้าเป็นผืนเดียวด้วยซ้ำไป อีกนัยหนึ่ง โลกาภิวัตน์ทำให้โลกนั้นแบนราบ (ในทรรศนะของ Thomas Friedman ผู้เขียนหนังสืออันโด่งดังชื่อ The World is Flat) โดยที่ผมเองก็ได้อ่านแล้วบางส่วน ก็มีความคิดเห็นไปเป็นในทิศทางเดียวกันกับปรมาจารย์ข่าวผู้นี้ครับ แน่นอนว่าการแบนราบนั้นไม่ใช่ลักษณะทางภูมิศาสตร์ แต่เป็นลักษณะทางพฤติกรรมศาสตร์ที่ถูกขับเคลื่อนโดยข้อมูลข่าวสารอันไร้พรมแดน นั่นก็คือ เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technologies - IT) นี่คือสั้น ๆ ด้านเศรษฐกิจนะครับ ถึงตอนนี้ท่านตอบตัวเองได้หรือยังครับว่ายังไกลตัวท่านหรือเปล่า ถ้าใจท่านยังตอบว่า “ยัง” ขอให้ลองอ่านมิติด้านการเมืองในย่อหน้าถัดไปเลยครับ
ด้านการเมือง
ด้านการเมืองระหว่างประเทศนั้น ถือได้ว่ามีความสำคัญไปไม่น้อยกว่าด้านเศรษฐกิจเลย ในบทความนี้ขอยกตัวอย่างของการก่อการร้ายข้ามชาติ (International Terrorism) ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการกำหนดนโยบายต่างประเทศ และวิถีชิวิตของคนบนโลก คำว่า “ก่อการร้าย” กลายเป็นคำที่ติดหูคนทั้งโลกในภายในชั่วข้ามคือ ด้วยเพราะสาเหตุการวินาศกรรมตึกแฝด World Trade Center เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001ซึ่งจวบจนปัจจุบันก็ยังไม่สามารถจับตัวผู้บงการอย่างแท้จริงมาได้ ซึ่งจากเหตุการณ์นั้น ทำให้ผู้คนทั่วโลกหวาดกลัว และเกิดความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพสิน และจากเหตุการณ์ดังกล่าวก็ได้เปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตคนของคนในปัจจุบันจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว โดยหลายท่านเมื่อเวลาไปไหนมาไหนก็ต้องกวาดสายตามองสิ่งรอบคอบอย่างละเอียดถี่ถ้วนขึ้น พร้อมทั้งต้องสอดส่องดูแลเป็นพิเศษว่ามีสิ่งแปลกปลอมแอบแฝงเข้ามากับตัวท่านเองหรือไม่ เช่น เชื้อแอนแทรก กัมมันตภาพรังสี ระเบิด หรือสิ่งปลอมปนต่าง ๆ ผมเองเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าหลายท่านเองก็คงจะหวาด ๆ เหมือนกันในช่วงแรก ซึ่งปัจจุบันการก่อการร้ายมีการดำเนินการแบบเป็นเครือข่ายมากขึ้น ซึ่งแต่ก่อนอาจจะมุ่งทำลายความเชื่อมั่นของรัฐบาล แต่ปัจจุบันนั้นผู้บริสุทธิ์ก็ยังต้องตกเป็นเหยื่ออย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
ด้านบันเทิง
เข้ามาเรื่องบันเทิงกันบ้าง คิดว่าทุกท่านคงจะทราบดีแล้วนะครับว่า “กระแสเกาหลี” หรือ Korean Fever นั้นมาแรงเหลือเกิน ทั้งในรูปแบบของละครซีรี่ วงการเพลง ตลอดจน Trend ของการแต่งกาย ซึ่งคิดว่าบทความเฉพาะในย่อหน้านี้น่าจะใกล้ตัวเราหน่อยเพราะเป็นเรื่องบันเทิง ซึ่งหลาย ๆ ท่านโดยเฉพาะท่านที่ยังเป็นวัยรุ่นนั้นน่าจะมีความรู้ด้านนี้อยู่พอสมควรเลยทีเดียว แต่อยากจะขยายความอีกสักหน่อยว่าในแง่ของวัฒนธรรมนั้น ชนชาติต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอเชียเราก็มีความกลมกลืนกันมากอยู่แล้วในด้านของรูปลักษณ์ และวิถีการใช้ชีวิตความเป็นอยู่ ซึ่งเห็นได้อย่างเด่นชัดเลยว่าสังคมไทยนั้นมีรสนิยมความเป็นเกาหลีมากขึ้น เช่น สาวไทยก็อยากมีผิวที่ขาวใสเหมือนสาวแดนกิมจิ ปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้เรามีความรู้สึกไม่แปลกแยก อันนำมาซึ่งความใกล้ชิดทางด้านสังคมและวัฒนธรรมผ่านสื่อความบันเทิงประเภทต่าง ๆ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผมก็คิดว่าข่าวบันเทิงของประเทศไทยเราเองก็ไม่มิได้มีความต่างกันมากนักเมื่อเทียบกับข่าวบันเทิงเอเชีย ไม่ว่าจะเป็น จีน ญีปุ่น หรือเกาหลีใต้ แต่ถ้าเทียบกับวงการฮอลลีวู้ดแล้วก็อาจจะมีช่องว่างที่มากกว่านิดหน่อย (ในความคิดของผมเอง) สิ่งเหล่านี้ทำให้เรื่องต่างประเทศเป็นเรื่องในประเทศไปแล้ว หรือเปล่าครับ?
ปิดท้าย
แต่สิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือว่า ประเด็นต่าง ๆ ระหว่างประเทศนั้นแต่ละประเด็นล้วนมีความสำคัญที่เป็นเอกลักษณ์แตกต่างกัน และแต่ละประเด็นก็มีมิติตื้นลึกหนาบางแตกต่างกันออกไป แต่โดยรวมแล้วทุกประเด็นล้วนเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวเรา โดยผมเองนั้นอยากจะบอกว่าเราเองจะมุ้งเน้นแต่ความบันเทิงเพียงอย่างเดียวนั้นหาได้ไม่ เพราะเมื่อเราอายุมากขึ้น เราเองก็ควรที่จะมีความรู้ในหลากหลายแขนงที่มากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งโลกเทคโนโลยีข่าวสารในปัจจุบันนั้น คนที่มีความรู้หลากหลายสาขาย่อมได้เปรียบอยู่เสมอ ทั้งในด้านการเรียน การทำงาน ดังนั้น จึงอยากให้ทุกท่านเป็นคนไผ่รู้และติดตามข่าวสารอยู่อย่างสม่ำเสมอ เพื่อที่ท่านจะได้เรียกตัวเองอย่างเต็มปากว่า “เรานั้นก็เป็นคนทันสมัย เป็นคนทันโลก” ไม่ใช่คนล้าหลัง สุดท้ายนี้ขอยกคำพูดของคุณสุทธิชัย หยุ่น ที่กล่าวว่าในรายการจับกระแสโลกว่า “เรื่องต่างประเทศไม่ได้เป็นเรื่องที่ไกลตัวเราอีกต่อไป” และผมคิดว่าท่านเองก็คงเห็นด้วยนะครับ...
**หากท่านผู้อ่านมีข้อคิดเห็น หรือข้อเสนอแนะ ทางผู้จัดทำยินดีน้อมรับความคิดเห็นของท่านดังกล่าว เพื่อที่จะนำไปปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นในโอกาสต่อไปครับ ขอขอบพระคุณ
22 มีนาคม 2550
ขอบคุณครับที่ให้ความรู้ครับ
มีสาระมากๆครับ ขอบคุณมากครับ :)