<p style="margin: 0mm 0mm 0pt" class="MsoNormal">….</p>
“เรามาด่ากันเถอะ, ด่ากันเยอะๆ แล้วอดทนให้ใจสูง” นามอันธพาล ผู้ตั้งกระทู้
ท่านเห็นอย่างไรกันบ้างกับถ้อยคำเหล่านี้
สำหรับเราแล้ว เรามุ่งคบหาบัณฑิตไม่อยากคบหาอันธพาล คำด่า เป็นสิ่งที่เราไม่นิยมชมชอบ เราจึงไม่อยากเข้าใกล้ .... ดังนั้นเมื่อแรกเห็นกระทู้นี้ เราจึงไม่เปิดอ่าน
เมื่อ 3-4 วันผ่านไป เราก็ได้เห็นว่ามีผู้คนเข้ามาต่อกระทู้นี้มากขึ้น จึงคิดว่ามันน่าจะมีอะไรดี เมื่อเราเปิดใจที่จะรับรู้ข่าวสารนั้น เราก็ได้เห็นประโยชน์ที่แอบแฝงอยู่
เราขอคัดลอกบางข้อความที่ผู้ตั้งกระทู้ได้แสดงธรรมโต้ตอบในเรื่องราวดังกล่าวมาดังนี้......
”ผมเป็นน้องใหม่ในลานสนทนานี้ เปิดอ่านลีลาการโต้ตอบกระทู้ความกรณีลุง A แล้วรู้สึกแปลกดี น่าสนใจมากว่า นี่ถ้าผมโดนด่าอย่างนี้บ้างก็คงจะได้ฝึกใจตนไม่น้อยทีเดียว จึงชวนทุกท่านว่า กรุณาด่าผมที แม้ด่าไม่เป็นก็ช่วยด่าเอาบุญบ้างนะ ผมอยากให้ด่า พอด่ามาแล้ว ผมจะได้ด่าตอบ เพื่อที่ท่านจะได้มีข้อความที่จะยกเป็นเหตุมาด่าผมต่อ แต่ขอความกรุณาให้อยู่ในกติกาผมหน่อยเท่านั้นคือ ให้เรากล่าวแก่กันอย่างบัณฑิต หากมีข้อความที่ทำให้ท่านฉุนๆบ้าง แม้โกรธแล้ว ก็พึงระงับความโกรธเสียโดยไว ทั้งให้ชำระจิตที่จะเป็นเหตุให้พยาบาท. นะท่านนะ ลองๆดู พวกท่านจะมีความคิดกันบ้างไหม? อย่าดูหมิ่นว่าไร้ประโยชน์ เพราะประโยชน์ทั้งหลาย หรือโทษทั้งหลายก็ล้วนก่อมาจากสิ่งเล็กๆน้อยๆทั้งนั้น ถ้าท่านคิดอย่างนั้น ท่านก็โง่นัก เลวนัก.”
เมื่อเราได้อ่านเนื้อความจึงได้รู้ถึงความมุ่งหมายของเขา นอกจากนี้ยังได้รับประโยชน์จากถ้อยคำที่เขาแสดงไว้ จึงขอคัดมาแสดงไว้ ณ ที่นี้
"ผู้ใดสามารถพลิกผันขยะให้กลับกลายเป็นวชิระได้ ผู้นั้นย่อมนับได้ว่าเป็นผู้มีปัญญามาก เพชรเกิดแต่ถ่านผ่านการบีบคั้นและเผาลน เยาวชนอ่านแล้วสำคัญถึงความข้อนี้ย่อมได้ประโยชน์เป็นผู้มีความอดทน ความอดทนนี้ พระพุทธเจ้าทั้งหลายกล่าวสรรเสริญว่าเป็นตบะอย่างยิ่ง ความอดทนต่อคำด่าคือคำตำหนิ เป็นคุณสมบัติหนึ่งของผู้มีปัญญา"
ความว่า จะผิดใจกันนั้นหามีไม่ หากอยู่ในกติกาคือการระงับความโกรธโดยพลัน กับการไม่ผูกโกรธ ....
ข้อที่ว่า คนอ่านคงไม่โง่นั้น ก็หาเป็นจริงอย่างนั้นไม่ ด้วยว่าโลกนี้ประกอบไปด้วยทั้งบัณฑิตแลพาล คนอ่านนั้นก็มีทั้งที่เป็นบัณฑิตและพาล เป็นบัณฑิตหรือพาลอ่านคำตอบในใจของเขาเราก็จะรู้ เขาจะตีราคาของเขาออกมาเอง หาใช่เราเป็นผู้ตีราคาให้ไม่
การไม่ดูถูกคนอ่านนั้นเป็นการดี ที่ดีไปกว่านั้นคือการไม่ตำหนิคนเขียนด้วย การตำหนิหรือไม่ ดูที่เจตนาในใจ หาใช่ที่ถ้อยคำ หากคนผู้ใดระงับโกรธได้ คำตำหนิก็จะไม่กระทบคนเหล่านั้น เขาย่อมสามารถแสดงกิริยาที่คล้ายการด่าได้โดยชอบธรรม การยึดมั่นถือมั่นอย่างแน่นอนว่า ถ้อยคำนั้นต้องมีความหมายเที่ยงแท้อย่างนั้น เป็นอื่นไปไม่ได้ นี่เป็นเครื่องบั่นทอนปัญญา การใช้ถ้อยคำว่าอย่างไรก็ตามไม่ใช่สาระสำคัญ สาระสำคัญอยู่ที่การกำหนดรู้เจตนาของผู้ใช้ถ้อยคำ. ความหมายของถ้อยคำ อยู่ที่ความกำหนดหมายของผู้ใช้.
สมัยพุทธกาล เคยมีภิกษุรูปหนึ่ง เป็นพระอรหันต์ ชอบพูดถ้อยคำที่คล้ายคำหยาบอยู่เสมอๆ เช่น ไอ้เลว! ไอ้ถ่อย! (ถ้าจะเปรียบกับสมัยนี้ คงเทียบได้กับ ไอ้เหี้ย! ไอ้สัตว์! กระมัง) ภิกษุเป็นอันมากไม่ชอบใจ เพราะพากันมีปัญญาน้อย จึงเอาเรื่องไปฟ้องพระศาสดา พระศาสดาจึงกระทำเป็นเหตุแสดงธรรม. รายละเอียดเรื่องภิกษุรูปนี้ ใครรู้ชื่อท่าน และสูตรที่กล่าวถึงท่าน ช่วยนำมาโพสต์ให้ทีเถิดหนา.
กถาที่เรายกขึ้นว่า ให้ด่ากันนั้น ท่านต้องได้ใคร่ครวญให้มากๆว่า เราคนอันธพาลนี้ แสดงคำว่าด่าด้วยความมุ่งหมายใด หากท่านกำหนดความมุ่งหมายเราผิด ท่านจะรบพ่ายแพ้. มิได้แพ้เรา หากแต่แพ้ให้แก่มารในใจท่านเอง.
กถานี้ เป็นการชักชวนให้เกิดปัญญา การก้าวพ้นความถือมั่นถ้อยคำน่าสรรเสริญคนที่กล้าโต้ตอบ ที่ท่านกล้าก้าวล่วงวิสัยโลก ทวนกระแสได้. กติกาที่เราตั้งไว้ ก็ถูกต้องตรงตามสัมมัปปธาน๔. เราท้าให้มากระทำธรรมยุทธ์. ใครอยากเพิ่มพูนปัญญาตนชำระเจตนาให้บริสุทธิ์แล้ว ถือปัญญาวุธของท่านลงสนามมา. ใครเข้าสนามนี้ หากประคองสติไม่ดี ปัญญาไม่แหลมคม จะข่มกำลังความพลุ่งพล่านแห่งสังขารไม่ได้.ที่ควรแล้ว ธรรมยุทธ์นั้น ผู้กระทำไม่พึงกำหนดใจว่า ตนรบกับคนอื่น แต่พึงระลึกอยู่เสมอว่า ตนรบกับมารภายในใจของตน. การอ่านธรรมของคนอื่น เป็นเพียงการกระตุ้นมารภายในใจที่หลับใหลอยู่ให้ลุกขึ้นอาละวาด.
เมื่อแลเห็นมารของตนแล้วก็รีบหยิบฉวยปัญญาเข้าเข่นฆ่า จากนั้นก็ยกคำพูดที่บรรยายถึงลักษณะการต่อยุทธ์ด้วยปัญญาต่อมารนั้นออกมาสาธยายให้เพื่อนร่วมวงสนทนาฟังร่วมกัน
ในการบรรยายธรรมเอง ก็กำหนดใจว่า ไม่ได้บรรยายให้ใครฟัง เป็นแต่เพียงบ่นเพ้อไปกับธรรมชาติ อากาศหรือผืนดินไปเองคนเดียว คนอื่นเป็นแต่เพียงคนผ่านมาได้ยินเท่านั้น เราไม่ได้พูดให้ใครฟัง.
ด้วยอาการอย่างนี้ ความโกรธจะไม่เกิดแก่คนบรรยายธรรม ความหลงจะไม่เกิดแก่คนบรรยายธรรม การบรรยายธรรมนั้นจะเป็นการสำรอกกิเลสตัวชอบพูดของตนอีกด้วย. อารมณ์นี้เป็นเหตุนำไปสู่ความสำรวม นำไปสู่ความเบื่อหน่ายในการพูดแสดงตนในกาลต่อไป.
สุดท้ายผู้ตั้งกระทู้ กล่าวว่า ผมอิ่มต่อธรรมในหมวดนี้แล้ว ขอขอบพระคุณมากกับความกรุณาที่ทุกท่านได้มอบให้มาตามที่ผมร้องขอ. การอ่านวาทะของตนบ้าง ของคนอื่นบ้าง นานเข้าก็อิ่มเป็น. ผมเพียงอยากเห็นความรู้สึกของลุง A ว่า ลุงA รู้สึกอย่างไร เวลาถูกไล่บี้ด้วยทิฏฐิที่ไม่ยอมกัน. พอลองชิมดู สิบกว่าคำก็อิ่มแล้ว. เพิ่งรู้ว่า ลุง Aท่านมีขันติบารมีดีมาก ผมทนได้เพียงสองวันก็ทนไม่ไหวแล้ว
ขอบพระคุณอีกครั้งกับทุกท่าน ผมขอปิดตัวเองจากกระทู้นี้นะครับ
จบเรื่องราวของผู้ตั้งกระทู้
</span></span><p>…
ผู้ชนะเป็นเช่นไร ผู้แพ้เป็นเช่นไร ? ใครร้อน ใครเย็น
ชนะสิ่งใด ไม่เท่าการชนะใจตัวเอง การยอมแพ้ผู้อื่น เพื่อที่จะชนะใจตนเองนี่สิน่าชม</p><p>
เมื่อเขาละได้ ในความมีตัวตน - ของตน ผู้นั้น เข้าใจแก่นแท้แห่งทุกข์ หนทางที่จะพ้นทุกข์ อยู่ไม่ไกลสำหรับเขา
เรามองแต่ดี มีคุณจริง ในส่วนดี ยังมีของเสีย ในของเสีย ก็มีของดี เราเลือกของที่ดีสำหรับตัวเองกันดีกว่า
แต่เพราะมีสิ่งที่ไม่ดี จึงทำให้เราได้มองเห็นสิ่งที่ดีขึ้นมาดี ชั่ว บุญ บาป เหล่านี้ หากเรายึดติดมัน มันก็ทุกข์เท่ากันการกระทำใจให้บริสุทธิ์ ไม่ดี -ไม่ชั่ว เย็น สงบ ทางนี้ น่าจะถูกต้อง
สำหรับ ความโกรธ เป็นเหมือนไฟ ย่อมลุกไหม้ สรรพสิ่ง เชื้อไฟ แม้เพียงน้อย ก็ทำให้เกิดการเผาไหม้สรรพสิ่งได้
ความโกรธ แม้เพียงนิดเช่นกันเมื่อไร ขาดสติ ระงับ ย่อมเป็นเหมือนเปลวเพลิง เผาตนเอง เผาผู้อื่นได้
ขจัดอารมณ์โกรธทิ้งไปก่อนขั้นตอนแรก คิด ทำ ทุกอย่าง อย่างมีสิติ แล้ว ปัญญา จะเกิด คราวนี้ แก้ปัญหาได้ </p><p>*********</p>
<p>คนดี จะต่่างจาก masochist ปะครับ? </p>
ปากร้ายแต่ใจดี '(^---------^)' ก็พอหยวนๆนะครับ