เรามักแอบแฝงความเป็นประชาธิปไตยด้วยการยึดติดกับรูปแบบและเนื้อหา จนละเลยคำว่า "ประชาธิปไตยในวิถีชีวิต"
บรรยากาศของชาว G2K ตอนนี้ ดูมีอะไรที่ปริวิตกเกี่ยวกับการตรวจสอบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ผมเป็นผู้ถามเข้ามา (เพราะความไม่รู้) เมื่อเกิดเหตุผิดปกติก็สอบถามมาเท่านั้น มิได้มีเจตนาให้เกิดการปริวิตก หรือท้อถอยแต่ประการใด(ขออภัยด้วย) อยากให้เราช่วยกันเป็นกำลังใจให้ทีมดูแลบล็อกให้สู้สู้ต่อไปครับ..เถือป็นเพียงปรากฎการณ์หนึ่งเท่านั้นครับ
วันนี้ก็เลยเล่าเรื่องสบายๆ แต่สะกิดใจเกี่ยวกับเรื่อง “ประชาธิปไตย”กันหน่อย
เป็นบรรยากาศของห้องเรียนห้องหนึ่งในชั่วโมงสอนของครูสมจิต ภาพที่นักเรียนเห็นจนชินตาเกือบทุกครั้งคือการถือไม้เรียวเดินหน้าบึ้งเข้าสอนเหมือนทะเลาะกับแฟนมา แล้วใช้นักเรียนเป็นที่ระบายอารมณ์ นักเรียนทุกคนต้องนั่งเงียบและเรียบร้อยภายในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ เพื่อทนฟังสิ่งที่ครูสมจิตบ่น (บอก) จนตลอดชั่วโมง จึงจะเป็นเด็กดีในสายตาครู
เสียงออดสัญญาณหมดชั่วโมงสอนของครูสมจิตที่ดังขึ้นแต่ละครั้ง เหมือนเสียงสวรรค์ที่นักเรียนทุกคนรอคอย ด้วยความโล่งอก เมื่อครูสมจิตก้าวพ้นจากห้อง นักเรียนต่างตั้งกลุ่มนินทาทันที
“ฉันว่าครูสมจิตแกเป็นประชาธิปไตยนะ” นักเรียนคนแรกเริ่มขึ้นก่อน
“เป็นประชาธิปไตยภาษาอะไร พูดอยู่คนเดียวตามหนังสือแบบเรียนตลอดชั่วโมง ถามเองตอบเอง โดยไม่รอฟังคำตอบจากพวกเรา” อีกคนคัดค้าน
“จริงด้วย แกทำทีท่าเหมือนจะเปิดโอกาสให้เราแสดงความคิดเห็นออกมา แต่เมื่อเราแสดงความคิดเห็นไม่ตรงกับใจแก แกก็ไม่พอใจ” อีกคนเสริม นักเรียนคนแรกจึงสรุปความเป็นประชาธิปไตยของครูสมจิตว่า
“อย่างน้อยแกก็ยังให้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของเราไม่ใช่หรือ เพียงแต่เราไม่มีเสรีภาพหลังจากแสดงความคิดเห็นเท่านั้น”
ชื่นชมที่อาจารย์กล้าบอกออกมาค่ะ ไม่เช่นนั้น ทางเราจะไม่ทราบสถานการณ์การปิดกั้นสื่อเช่นนี้ค่ะ คงเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ค่ะที่เขา warning เรา
คิดว่าคงเป็นช่วงเวลาสั้นๆที่เขาสุ่มเข้ามาตรวจ(เตือน)ดังที่อาจารย์ว่า อย่างน้อยก็มองในแง่ดีว่าทำให้เราระมัดระวังในการใช้ภาษา หรือภาพมากขึ้น (มองโลกในแง่ดี) แต่ถ้าระวังจนปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์ก็คงไม่ใช่จุดมุ่งหมายของเรานะ คิดว่าเขาคงเข้าใจ
และอย่างน้อยก็ถือเป็นการสำรวจความรู้สึกของชาว G2K ให้ทราบว่าเขาชื่นชมอาจารย์ทั้งสองและทีมงานมากแค่ไหนด้วยใช่ไหม
อย่างนี้อาจารย์จะถอยได้หรือ?
เช่นเดียวกับอาจารย์จันทวรรณครับ ผมขอขอบคุณอาจารย์มากครับ
อ่านเรื่องแล้วทำให้เราได้คิด ขอบคุณค่ะที่สามารถหาตัวอย่างมาเปรียบเทียบ
Does Father Know Best?
มีภาพยนตร์ เรื่องหนึ่งในสังคมอเมริกัน ชื่อ
Does Father Know Best?
ซึ่งสร้างโลกแห่งการรับรู้ และคำตอบของสังคม ว่าหนึ่งในตัวละครของละคร Sitcom รู้ทุกอย่างดีกว่าผู้ใด
สร้างทั้งคำตอบให้กับผู้คน และสร้างเรื่องราวให้เสมือนหนึ่งว่า เป็นเช่นนั้น นอกเหนือจากการรับรู้ เรียนรู้ พูดคุย แลกเปลี่ยน ถกเถียง แสดงความคิดเห็น หรือกระทั่งนำเสนอความคิด ให้พ้นจากความรู้สึก
หรือนำเสนอให้พ้นจากคำว่า คิดว่า รู้สึกว่า ให้พ้นสู่คำตอบที่ว่า เราได้เรียนรู้ และได้รับคำตอบจากการเรียนรู้เช่นไร
อาจจะต้องจัดนิทรรศการ SITCOM
Does Father Know Best?
เพื่อสร้างการเรียนรู้ ในสังคมแห่งความรู้กันบ้าง
อยากดูภาพยนตร์เรื่องนี้จัง… สังคมที่ไม่ใช้ข้อมูลความรู้เป็นฐาน โดยใช้แต่สามัญสำนึก(ความรู้สึก)ของตนมาพิจารณาตัดสินใจ/อภิปราย/ทำงานฯลฯ
ผลก็คงเหมือนกับการเลือกตั้ง/การอภิปรายในสภา/การประชุมที่ไร้สาระฯลฯ ที่ฟุ้งกระจาย เกิดความแตกแยกทางความคิด ไร้ระบบ เสียหายระยะยาวมากครับองค์กรแห่งการเรียนรู้คงไม่เกิดขึ้นได้เลยในสังคมเยี่ยงนี้ครับ
อย่าได้วิตกอะไรเลยครับ ผมคิดว่าบางทีเราก็เป็นพวกที่คิดว่าอะไร ๆ มันก็จะอะไร ๆ ไม่ได้ซะเลย มันคงไม่ใช่ หมายถึงว่า สนง.ตช. หรือ สตบ. หรือ กปง. หรือกป. หรืออะไรก็แล้วแต่เถิดครับ ทำเถอะตรวจเถอะ ผมเชื่อว่าสังคมแห่งการเรียนรู้ คงแยกได้ระหว่างการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับแลกเปลี่ยนแค่อารมณ์ความรู้สึก โดยเฉพาะอารมณ์การเลือก ซึ่ง ผิดมากหาก สังคมการเรียนรู้จะวังวนกับการต้องเลือกหรือเอนเอียง การเรียนรู้ต้องเป็นกลางครับ แม้จะแอบชอบใครในใจ แต่การแสดงออกทั้งความคิดและสื่อสารอักษรต้องไม่ใช่ ข้อมูลที่แลกเปลี่ยนกันทางวิชาการแม้เป็นเรื่องการเมืองก็ต้องอ้างอิงได้อยู่แล้ว พูดถึงทฤษฎีหรือประวัติศาสตร์ที่มีอยู่และกำลังพัฒนาหรือวิวัฒน์ ไม่ใช่เอาสถานการณ์มาวิเคราะห์แบบนั้นนักเล่าข่าว
เพราะฉะนั้น ผมไม่คิดว่าสังคมแห่งการเรียนรู้นั้นจะเป็นแค่สื่อที่ชี้นำ มันไม่ใช่สิ้นเชิง สังคมแห่งการเรียนรู้นั้นอยู่เหนือกว่าสื่อ อยู่เหนือกว่าความขัดแย้ง เหมือนอาจารย์ประเวศท่านว่า ไว้ ศาสนานั้นอยู่เหนือความขัดแย้งไม่ใช่เป็นหัวข้อ หรือประเด็นจะมาขัดแย้งกัน