สมเด็จพระบวรเจ้ามหาสุรสิงหนาทนักรบพระโพธิสัตว์

                                        …………..ไตรรัตน์      

         ทำไมถึงกล่าวอ้างชื่อเรื่องว่า  สมเด็จพระบวรเจ้ามหาสุรสิงหนาทนักรบพระโพธิสัตว์   ถ้าย้อนไปดูเรื่อง การสังคยานาพระไตรปิฏก ซึ่งสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (รัชกาลที่ 1) และสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ซึ่งเป็นพระอนุชาธิราชในรัชกาลาที่ 1 ได้ร่วมกันจัดสังคยานา   พระไตรปิฏกขึ้น  ในตอนหนึ่งพระองค์ทั้งสองได้ทรงตั้งสัตยาทิษฐานของการสังคยานาในครั้งนี้ว่า เพื่อให้บรรลุถึงพุทธภูมิที่ทรงตั้งพระทัยไว้ก็คือปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต    สำหรับการปรารถนา ซึ่งพุทธภูมินั้น สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสีหนาทมิได้ปรารถนามาเพียงแค่ครั้งนี้ แต่พระองค์ทรงตั้งจิตปรารถนามาไม่รู้กี่ชาติ กี่อสงไขย  ซึ่งการที่จะเป็นพระโพธิสัตว์นั้นผู้เขียนเคยเขียนไว้ในหนังสือที่ระลึกในพิธีถวายฉัตรครอบพระแท่นที่ปรินิพพาน ณ วัดพระแท่นดงรังวรวิหาร  จ.กาญจนบุรี จะขอนำมาเพียงบางส่วน  คือ การปรารถนาซึ่งพระโพธิญาณนั้นทุกคนสามารถกระทำได้ แต่เมื่อปรารถนาแล้ว การบำเพ็ญบารมีนั้นก็ต้องสะสมกันไปเรื่อย  ๆ แต่ละชาติก็เจอกับบททดสอบต่าง ๆ มากมาย ต้องผ่านทุกอย่างตั้งแต่นรก สัตว์เดรัจฉาน เปรต เป็นมนุษย์ เทวดา พรหม เพราะการที่จะเป็นพระพุทธเจ้าก็เหมือนเป็นครู ก็ต้องเรียนต้องศึกษาทุกอย่างจึงสามารถสอนคนอื่นได้  สำหรับพระโพธิสัตว์นั้น มี 2 ประเภท คือ 1. พระโพธิสัตว์ที่ยังไม่ได้รับการพยากรณ์จากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ก่อนมาเลย เรียกว่า อนิยตะโพธิสัตว์ ความหมาย คือ ยังไม่แน่นอนว่าจะได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะอาจเลิกล้มความปรารถนาเมื่อไรก็ได้   2. พระโพธิสัตว์ที่ได้รับการพยากรณ์จากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ก่อน เรียกว่า  นิตยะโพธิสัตว์ ความหมาย คือ จะได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแน่นอน เพราะถ้าถึงนิพพานต้องดำรงฐานะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างเดียว แต่ถ้าบารมีและเวลายังไม่สมบูรณ์ แม้ว่าจะพยายามปฏิบัติอย่างยิ่งยวดบังเกิดปัญญาอย่างเยี่ยมยอด ก็ไม่สามารถถึงนิพพานก่อนได้ แม้จะทุกข์ท้อแท้ จนคิดว่าเลิกที่จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว แต่แล้วในที่สุดมหากุศลที่เป็นอนุสัย ก็จะพุ่งกระจายขึ้นมาให้ตั้งมั่นและบำเพ็ญบารมีกันต่อจนกว่าบารมีและเวลาสมบูรณ์             หน้าที่ของพระโพธิสัตว์ทุก ๆ พระองค์  นอกจากการบำเพ็ญบารมีแล้ว ยังต้องลงมารักษาพระพุทธศาสนาของแต่ละพระองค์ให้ครบตามคำที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ เช่น พระพุทธเจ้า             องค์ปัจจุบันได้ตรัสว่าศาสนาของพระองค์จะดำรงอยู่จนครบ 5000 ปี  และได้ฝากพระศาสนาไว้ใน ดินแดนสุวรรณภูมิซึ่งเป็นดินแดนที่พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ได้ทรงมาบำเพ็ญบารมีตั้งสมเด็จพระเจ้าองค์ปฐมจนถึงองค์ปัจจุบันซึ่งถือว่าเป็นดินแดนแห่งพุทธภูมิโดยแท้  ในดินแดนแห่งนี้รวมไปถึงประเทศไทย ลาว พม่า เขมร จีน  ซึ่งในดินแดนสุวรรณภูมิจะพบสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับพุทธเจ้า เช่น รอยพระพุทธบาท  รอยพระหัต  พระธาตุเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระเกศาธาตุ และตำนาน ให้เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธเจ้าอีกเป็นจำนวนมาก  ความเกี่ยวเนื่องระหว่างพระมหากษัตริย์กับการปรารถนาพุทธภูมิ เมื่อพระพุทธองค์ทรงฝาก    พระศาสนาไว้ในดินแดนแห่งนี้ ก็ย่อมเป็นหน้าที่ของพระโพธิสัตว์ทุก ๆ พระองค์ จะต้องช่วยให้ประเทศและดินแดนที่พระองค์ฝากพระศาสนาไว้ให้ดำรงอยู่จนครบ 5000 ปี ยามใดมีเหตุอันทำให้ประเทศต้องเสี่ยงต่ออริราชศัตรูที่จะทำลายชาติ พระศาสนา พระโพธิสัตว์ก็จะเสวยสุขอยู่ในวิมานชั้นดุสิตไม่ได้ ก็ต้องแบ่งหน้าที่กันจุติลงมาช่วยชาติ ศาสนาให้ดำรงคงอยู่  ในการลงมาแต่ละครั้งต้องอาศัยพระมหา-โพธิสัตว์ที่มีบารมีมาก ๆ  คือ ใกล้จะเต็มแล้ว เช่น พระศรีอาริยเมตไตรยมหาโพธิสัตว์  พระราม -          พระโพธิสัตว์ พระเจ้าปเสนธิโกศลโพธิสัตว์ และพระโพธิสัตว์องค์อื่น ๆ รวมถึง ผู้ที่ปรารถนาติดตามพระโพธิสัตว์องค์นั้น ๆ  ก็จะลงมาช่วยกันเพราะจะลงมาพระองค์เดียวก็คงไม่ได้ เพราะไม่มีมือไม่มีเท้า  ดังเช่น ในสมัยเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 1 ให้แก่พม่า  สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกอบกู้เอกราชพระองค์ก็มิได้ทรงต่อสู้เพียงพระองค์เดียวแต่พระองค์ทรงมีขุนทหารที่เก่งกล้าจำนวนไม่น้อย ถึงแม้จะมีคนน้อยกว่า แต่ขึ้นชื่อว่าพระโพธิสัตว์ซึ่งมีบารมีมากมายนัก ก็ย่อมชนะได้ ดั่งคำที่หลวงพ่อฤาษีลิงดำ         วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี เคยกล่าวไว้ว่า คำว่าแพ้ ไม่มีในพระโพธิสัตว์  แม้แต่ครั้งที่พระองค์ทรงชนไก่กับ       มังสามเกียต (พระมหาอุปราชา) ก็ยังทรงชนะ ได้ทั้ง ๆ ไก่ของมังสามเกียตเก่งกว่าแต่ก็แพ้ซึ่งบารมีของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช   ตอนที่พระองค์หนีมาจากกรุงหงสาวดีข้ามแม่น้ำ สะโตง พระองค์ก็ทรงปืนยิงถูกสุระกรรมาตาย ซึ่งแม่น้ำสะโตงกว้างมาก แต่ด้วยบุญญาธิการและการอธิษฐานบารมีของพระองค์  ก็ยิงถูกสุระกรรมาตาย   ตอนทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชา ช้างของพระองค์ทรงเสียทีแก่ช้างของ พระมหาอุปราชาพระองค์ก็ทรงอธิษฐานบารมีที่กระทำมาแต่ชาติบางก่อนเจนได้รับชัยชนะ เสียกรุงครั้งที่ 2 ก็ได้สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งพระองค์ก็เป็นพระโพธิสัตว์ลงมากู้ชาติ     แม้พระองค์จะมีทหารน้อยกว่าพม่าเป็นจำนวนมาก แต่ทหารของพระองค์แต่ละคนก็เก่งกาจเนื่องจาก บางพระองค์ก็มาจากพระโพธิสัตว์ ดั่งเช่น   รัชกาลที่ 1  กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท เป็นต้น   จึงทำให้รับชนะทุกครั้ง จนสามารถรักษาซึ่งแผ่นดิน และพระศาสนาให้คงอยู่ได้  

            สำหรับสมเด็จพระบวรเจ้ามหาสุรสิงหนาทพระองค์ทรงปรารถนาพุทธภูมิตามที่กล่าวมาแล้ว ตลอดชีวิตของพระองค์ต้องออกรบตลอดทั้งหมด 24 ครั้ง ไม่มีคำว่าแพ้ พระองค์ทรงรบด้วยปัญญามิทรงใช้แต่กำลังอย่างเดียว อย่างศึกสงครามเก้าทัพ ทั้ง ๆ ที่มีกำลังพลน้อยกว่าแต่ด้วยปัญญาและความเด็ดขาดจึงทำให้พระองค์ชนะศึกมาได้   พระองค์ทรงเรียนอาคมและทรงชอบเคียวหว่านจนลิ้นดำ จนได้ชื่อว่า          เจ้าฟ้าลิ้นกาฬ (ลิ้นดำ) เวลาที่พระองค์ทรงเรียกทหารพระสุรเสียงดังกังวาลเหมือนดั่งเสียงของราชสีห์ จึงเป็นที่มาของชื่อพระองค์ คือมหาสุรสิงหนาท  ความยิ่งใหญ่ของพระองค์ท่านนั้นพูดอย่างชาวบ้าน ว่า พระองค์ท่านเกิมาเพื่อรบ หรือเกิดมาพร้อมกับดาบ แม่ทัพพม่าที่เป็นคู่รบให้สมัญญานามว่า พระยาเสือ  ตรงกับพระนามที่ได้รับการอุปราชาภิเษก นับว่าท่านเป็นนักรบโดยแท้  ถึงแม้ตลอดชีวิตของพระองค์จะทำศึกมาตลอด        แต่เรื่องพระพุทธศาสนาพระองค์ก็ไม่เคยทิ้ง ทรงสร้างและบูรณะวัดชนะสงคราม และทรงอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์        มาจากเชียงใหม่ลงมาไว้ที่กรุงเทพฯ  พระองค์ทรงปฏิบัติพระกรรมฐานมิได้ขาด ทรงเป็นลูกศิษย์พระครูโลกอุดร และทรงสร้างพระกรุวังหน้าพิมพ์รูปเหมือนพระครูโลกอุดรและพิมพ์ต่าง ๆ

                ขอกล่าวถึงการปรารถนาซึ่งพระโพธิสัตว์อีกสักนิดหนึ่ง คือ การที่เป็นพระโพธิสัตว์มิได้เกิดเพียงชาติเดียวแต่ต้องเกิดมาเพื่อบำเพ็ญบารมี ต่าง ๆ ให้ครบถ้วน โดยเฉพาะบารมี 10 ต้องเต็มถึงจะสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าได้ ดั่งเช่นองค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันพระองค์ก็ทรงบำเพ็ญบารมีมาถึง 4 อสงไขย และทรงบำเพ็ญบารมี10 ครบถ้วน (ทศชาติ) จนถึงชาติสุดท้ายซึ่งพระองค์เสวยชาติเป็นพระเวสสันดร  เช่นเดียวกันสมเด็จพระบวรเจ้ามหาสุรสิงหนาทก็ต้องบำเพ็ญบารมีเหมือนกับพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ แต่จะบำเพ็ญบารมีมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่ที่พระองค์ตั้งจิตอธิษฐานไว้  แต่ถ้าจะปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าประเภทปัญญาพุทธเจ้า ต้องบำเพ็ญบารมี 4 อสงไขยกับเศษแสนมหากัป  ถ้าเป็นพระพุทธเจ้าประเภทศรัทธาพระพุทธเจ้า ต้องบำเพ็ญบารมี 8 อสงไขยกับเศษแสนมหากัป   ถ้าเป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะพระพุทธเจ้าต้องบำเพ็ญบารมี 16 อสงไขยกับเศษแสนมหากัป  ในดินแดนสุวรรณ-ภูมิแห่งนี้  จึงเป็นที่ที่บำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์  โดยเฉพาะพระมหากษัตริย์ไทยส่วนใหญ่พระองค์จะทรงปรารถนาพุทธภูมิเพราะเป็นราชประเพณีที่พระมหากษัตริย์จะต้องรักษาไว้ซึ่งพระพุทธศาสนาให้ดำรงคงอยู่ตลอด 5000 ปี ในการไปครอบฉัตรครั้งนี้ก็เป็นการปรับพลังงาน เพราะว่า สมเด็จพระบวรเจ้ามหาสุรสิงหนาท ท่านเนื่องด้วยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช  และกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ท่านเป็นพลังงานที่เนื่องต่อกัน และพลังงานส่วนนี้ก็จะมาแผ่เมตตาช่วยเหลือประเทศชาติต่อไป แม้แต่พระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบันพระองค์ก็ทรงดำเนินรอยตามเช่นเดียวกับ        พระโพธิสัตว์องค์อื่น ๆ  ดั่งคำที่พระองค์ทรงกล่าวตอนขึ้นครองราชย์ว่า เราจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม ตลอดระยะเวลาที่พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ในสยามประเทศพระองค์ทรงทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจเพื่อปวงชนชาวไทยแทบจะไม่มีเวลาพักผ่อน แม้ขณะนี้พระองค์มีพระชันษา 80 ปี แล้ว ก็ยังทรงทำหน้าที่ของพระองค์อยู่ตลอด

 ****************************************