ผู้ส่งออกกระหน่ำเทขายดอลลาร์ บาทแข็งแตะ 34.93 บาทต่อเหรียญฯ “ฉลองภพ” ยอมรับหนักใจกระแสข่าวบีบแบงก์ชาติ ยืนยันไม่แทรกแซง ปล่อย ธปท.ดูแลนโยบายการเงินโดยอิสระ “ธาริษา” ย้ำยังไม่เลิกมาตรการ 30%       รอแน่ใจ  100% ค่อยพิจารณา  ไม่ยอมตอบเรื่องลดดอกเบี้ย  ”พาณิชย์”  รอสรุปตัวเลขส่งออกไตรมาส 1 ก่อนตัดสินใจปรับลดเป้าทั้งปีหรือไม่ สภาหอฯ ขย่มซ้ำลดดอกเบี้ยรวดเดียว 1%            ค่าเงินบาทเมื่อวันที่ 15 มี.ค. ปรับตัวแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องจากการเทขายดอลลาร์ของผู้ส่งออก โดยระหว่างวันแข็งค่าสุดที่ระดับ 34.93 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ กระทั่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้าแทรกแซงเป็นระยะ แต่ไม่สามารถต้านการเทขายได้ โดยอ่อนค่าสุดที่ระดับ 35.04-35.05 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐช่วงปิดตลาด            นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวก่อนเข้าหารือกับนายฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ รมว.คลัง       เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 15 มี.ค. โดยขอร้องให้มีการกระจายข่าวที่ถูกต้องว่า ธปท. ยังไม่ได้ยกเลิกมาตรการ  กันสำรอง 30% แต่ให้เลือกซื้อประกันความเสี่ยงได้ 100% (fully hedge) และขณะนี้ยังไม่พบว่ามีการขนเงินตราต่างประเทศเข้ามาเพื่อเก็งกำไรค่าเงินบาท  เงินบาทที่แข็งในวันที่ 15 มี.ค. เป็นปัญหาภายใน เนื่องจากผู้ส่งออกยังมีความเข้าใจผิดว่า จะมีการยกเลิกมาตรการ 30% ซึ่งจริง ๆ เป็นแค่การเพิ่มทางเลือกให้นักลงทุนป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน 100% เท่านั้น” นางธาริษาระบุ            เวลา 17.00 น. นายฉลองภพและนางธาริษา  ร่วมแถลงข่าวภายหลังหารือกว่า  2  ชั่วโมง โดยนายฉลองภพกล่าวว่า รู้สึกไม่สบายใจเกี่ยวกับข่าวที่ว่า ธปท. ถูกกดดันให้ยกเลิกมาตรการ 30% ซึ่งทำให้มีการฉวยโอกาส   เก็งกำไรค่าเงิน ซึ่งขอยืนยันว่าไม่มีการกดดันให้ ธปท. ทบทวนมาตรการ   อย่างไรก็ดี  หลังจาก ธปท. เปิดให้เลือกประกันความเสี่ยงได้ 100% จะต้องติดตามผลจากความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวต่อไป  ผมยังยืนยันนโยบายเดิม  ที่แถลงไว้ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาทำงาน คือ เรื่องนโยบายการเงิน จะไม่ไปทำอะไรให้ก่อให้เกิดความผันผวนในตลาด ในฐานะเป็น รมว.คลัง จะสนับสนุนให้การดำเนินนโยบายการเงินเป็นภาระของ ธปท. ไม่ใช่ทำอะไรที่กระทรวงการคลังหรือหน่วยงานอื่น ๆ จะมาสั่งให้ดำเนินการได้” นายฉลองภพกล่าว            รมว.คลังกล่าวว่า  ขณะนี้  ถือได้ว่านโยบายการเงิน-การคลัง สามารถประสานงานกันได้ดีไม่มีปัญหา  ก็จะทำให้การดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจดีขึ้นด้วย            นางธาริษากล่าวว่า ธปท. ยังยืนยันไม่ยกเลิกมาตรการ 30% หากจะเลิกก็ต้องมีการพิจารณาข้อมูลต่าง ๆ อย่างรอบคอบที่สุด รวมทั้งอาจจะมีการสุ่มตรวจธนาคารพาณิชย์ว่ายังมีการรั่วไหลอยู่หรือไม่ ซึ่งหากมั่นใจได้ 100%  ก็พร้อมจะเลิก แต่หากยังไม่มั่นใจได้ 100% ก็ยังคงใช้ทั้งมาตรการ 30% ควบคู่กับการป้องกันความเสี่ยง             หลังแถลงข่าวจบ ทั้งสองคนยุติการให้ข้อมูลทันที โดยไม่เปิดโอกาสให้ซักถามเพิ่มเติม ซึ่งสื่อมวลชนพยายามซักถามถึงการปรับลดอัตราดอกเบี้ย แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบ             นางสุชาดา  กิระกุล  ผู้ช่วยผู้ว่าการ  สายนโยบายการเงิน  ธปท. ระบุว่า การลงทุนตลาดพันธบัตรยังอยู่ในภาวะปกติ และยังไม่มีนักลงทุนร้องเรียนเกี่ยวกับสภาพคล่องเงินบาทมีไม่เพียงพอต่อการทำป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน            นายราเชนทร์ พจนสุนทร อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก กล่าวว่า กรมฯ จะประเมินสถานการณ์ส่งออกหลังจากสิ้นสุดไตรมาส 1 คาดจะนำประเด็นเงินบาทแข็งมาประเมินด้วย แต่ขณะนี้การส่งออกเดือน ม.ค.      ยังขยายตัวได้ดี และยังไม่มีการปรับแผนส่งออกใด ๆ และได้หารือใกล้ชิดกับผู้ส่งออกสม่ำเสมออยู่แล้ว  ยังยืนยันเป้าส่งออกปี 2550 ที่ 12.5% มูลค่า 1450,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แม้จะอยู่บนสมมติฐานเงินบาท 35-36 บาทต่อเหรียญฯ แต่การที่เงินบาทแข็งทะลุ 34.99 บาทต่อเหรียญฯ ยังไม่มีการนำมาเป็นเหตุผลให้ต้องปรับแผนส่งออก เพราะต้องประเมินข้อมูลที่ชัดเจนก่อน” นายราเชนทร์กล่าว            นายพรศิลป์  พัชรินทร์ตนะกุล  รองเลขาธิการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย  กล่าวว่า  ธปท. ควรยกเลิกมาตรการ 30% เพราะใช้ไม่ได้ผล โดยเงินบาทยังแข็งค่า และเห็นด้วยกับการที่ภาครัฐส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยลง1% และควรลดในครั้งเดียว <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-align: right" class="MsoNormal" align="right">ไทยโพสต์  16  มีนาคม  2550</p>