ได้อ่านบล็อกของ ดร.จันทวรรณ ปิยะวัฒน์ เรื่องของแนวทางการพิมพ์ ก็เลยอยากนำเสนอประสบการณ์ของตัวเองบ้าง

ผมเขียนหนังสือมาสองเล่มแล้วครับ ปี 44 เล่มหนึ่งและเมื่อปี 49 อีกเล่มหนึ่ง ทั้งสองเล่มเป็นหนังสือการใช้โปรแกรม macromedia Authorware ครับ ที่ต่างกันคือเนื้อหาครับ เล่มแรกเขียนเกี่ยวกับเล่มแรกวิธีการใช้อย่างลึกซึ่งเป็นขั้นเป็นตอน เล่มนี้ใช้เวลาเขียนไม่นานครับ คืนละบท เนื่องจากผมมีประสบการณ์ในการใช้โปรแกรมนี้มานานมากตั้งแต่ปี 38 ดังนั้นเนื้อหาลึกๆ ที่หนังสือที่ขายอยู่ก่อนหน้าไม่ปรากฏจะปรากฏในหนังสือของผมได้อย่างไม่ยากครับ หนังสือเล่มนี้พิมพ์โดยสำนักพิมพ์ซัคเซสมีเดียครับ แต่จัดจำหน่ายโดยซีเอ็ดครับ ส่วนเล่มที่สอง เล่มนี้กว่าจะเขียนเสร็จใช้เวลานานครับ (จำนวนหน้าน้อยกว่า) แต่ก็ไม่ได้รีบเขียน เขียนไปเรื่อยๆ ตามเวลาที่อำนวย เนื่องจากว่า มั่นใจว่าไม่ว่า macromedia จะเปลี่ยนเวอร์ของโปรแกรมนี้ไปอีกเวอร์ชั่นหนังสือนี้ใช้ได้ตลอด และที่สำคัญเขียนไปทดลองไปครับ เนื่องจากเป็นการประยุกต์ใช้ที่ลึกกว่าเล่มแรก นั่นคือการทำเกมด้วยโปรแกรมออโต้

 

แวร์ครับ

บทเรียนที่ได้จากการเขียนหนังสือ คือ

1. เล่มแรกผมเริ่มเขียนกับ ms-word ครับ แต่พอส่งไปสำนักพิมพ์เขาต้องการต้นฉบับที่พิมพ์ด้วยโปรแกรม pagemaker ครับ ผมก็เลยต้องแปลงจากเวิร์ดไปเป็นเพจเมคเคอร์ แต่ตอนที่เขียนเล่มที่สอง ผมก็เริ่มทำต้นฉบับกับเพจเมคเคอร์เลย แต่มาเปลี่ยนใจเปลี่ยนสำนักพิมพ์ทีหลัง ซึ่งซีเอ็ดต้องการต้นฉบับที่ทำด้วยเวิร์ด ผมก็ต้องเสียเวลาเปลี่ยนต้นฉบับจากเพจเมเคอร์มาเป็นเวิร์ดอีกครั้งหนึ่ง หลายคนอาจสงสัยทำไมผมเปลี่ยนสำนักพิมพ์ ซึ่งจริงๆ ผมไม่ได้ไม่พอใจซัคเซสมีเดียนะครับ เพียงแต่อยากเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ตลอดเวลา ก็เลยได้บทเรียนใหม่สำหรับการทำต้นฉบับครับ

2. ภาพประกอบ สำหรับหนังสือ ต้องมีต้นฉบับด้วยนะครับ ตอนนั้นสำนักพิมพ์เขาขอเป็นไฟล์ tiff ครับ ซึ่งไฟล์ใหญ่มาก หนังสือผมเล่มแรกไฟล์ภาพเกือบ 500 mb. ครับ ซึ่งอันนี้ทำให้ผมเสียเวลาเหมือนกันเนื่องจากตอนเขียนต้นฉบับไม่ได้ให้ความสำคัญกับภาพประกอบ ใช้วิธีการก็อปจากหน้าจอมาลงในไฟล์เวิร์ดเลย สุดท้ายต้องมาย้อนรอยใหม่เพื่อสร้างไฟล์ tiff

3. สำนักพิมพ์แต่ละสำนักจะมีวิธีการจ่ายค่าตอบแทนไม่เหมือนกันครับ ช้าเร็ว และช่วงเวลาต่างกัน ถ้าใครให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ต้องดูด้วยนะครับ

4. ซัคเซสมีดีอย่างหนึ่งครับในการรับงานเขียน คือ การตั้งกองบรรณาธิการตรวจสอบความถูกต้อง และปัญหาลิขสิทธิ์ ทำให้งานเขียนแต่ละชิ้นมีคุณภาพมากขึ้น เช่นงานของผม เขาตั้งทีมขึ้นมาชุดหนึ่งอ่านและทำตามหนังสือที่ผมเขียน ถ้าทำใด้จริงจะยอมตีพิมพ์ให้ครับ และมีการเขียนคำนำของทีมบรรณาธิการให้ผมด้วย ซึ่งผมชอบวิธีการนี้ครับ (ผมชอบที่จะได้รับคำแนะนำ เพื่อการพัฒนา)

5. คำถามหนึ่งที่ผมได้รับจากทั้งสองสำนักพิมพ์เมื่อผมเสนองานไป คือ หนังสือของคุณมีความแตกต่างจากที่วางขายอยู่อย่างไร ซึ่งตอนเสนอหนังสือเล่มแรกผมไปที่สำนักพิมพ์ เขาบอกผมกลับมาว่า หนังสือโปรแกรมนี้มีขายแล้วของสำนักพิมพ์เอง ผมก็ตอบเขาไปว่า ผมจะส่งไปให้เขาอ่านสองบทก่อน ถ้าคิดว่าไม่ดีกว่าที่เขาตีพิมพ์อยู่ ก็ไม่เป็นไร สุดท้ายเมื่อเขาอ่านงานผมแล้วเขาก็รับทันที ส่วนเล่มที่สองเขาให้เขียนในจดหมายเลยว่า มีความแตกต่างอย่างไร ซึ่งงานเขียนของผมคือ ไม่มีใครเขียนแบบผมมาก่อนแน่นอน

6. จริงๆ ผมมีหนังสืออีกเล่มหนึ่ง เขียนเสร็จแล้วแต่ไม่ได้ตีพิมพ์ ทั้งๆ ที่เซ็นสัญญากับสำนักพิมพ์เรียบร้อยแล้ว คือ โปรแกรม director ครับ เนื่องจากโปรแกรมนี้ไม่ค่อยด้วยรับความสนใจในตลาดโปรแกรมสักเท่าไร แต่จริงๆ แล้วผมว่ามันอาจจะดีกว่าโปรแกรมดังๆ อย่าง flash นะครับ ในด้านความสามารถของโปรแกรม ดังนั้นบทเรียนนี้คือ เรื่องที่จะเขียนต้องดูตลาดด้วยครับ

ตอนนี้คิดออกแค่นี้ครับ ค่อยเพิ่มเติมในวันหลังนะครับ