--------

เจาะกระแส “CMS” ทูลสำคัญสู่เว็บไซต์คุณภาพ

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 9 มิถุนายน 2548 09:13 น.

----  กระแส CMS โตวันโตคืน หลายฝ่ายระบุเอสเอ็มอีที่คิดจะสร้างเว็บไซต์เชิงพาณิชย์ควรเริ่มสร้างด้วย CMS ซึ่งมีบทบาทมหาศาลอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเว็บไซต์ขนาดใหญ่แทบทุกแห่ง ชูประเด็นความเร็ว ความสะดวกสบาย และประโยชน์สูงสุดในการใช้งาน ภายใต้กฏ "ต้องเลือก CMS ให้เหมาะกับความต้องการ" เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
       
       บทบาทมากมายของ CMS ที่มีผลต่อการพัฒนาเว็บไซต์เชิงพาณิชย์ทำให้เกิดเป็นความจำเป็นในการให้ความรู้กับประชาชน เพื่อให้นำความรู้ด้าน CMS ไปใช้พัฒนาเว็บไซต์อย่างถูกต้อง เหล่านี้ทำให้เกิดเป็นงานเสวนาระหว่างตัวแทนภาครัฐอย่างเนคเทค ตัวแทนภาคเอกชนทั้งกลุ่มที่ทำการค้าโปรแกรม CMS อย่างออราเคิล (Oracle) และกลุ่มโอเพ่นซอร์สอย่างโพสนุ้ค (Post Nuke) และแมมโบ้ (Mambo) ตัวแทนจากเว็บไซต์ที่มีคอนเทนต์ระดับประเทศอย่างเว็บไซต์ผู้จัดการ โดยมีนายพงษ์ระพี เตชพาหพงษ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท Mind Connections บรรณาธิการที่ปรึกษาของนิตยสารพีซีเวิร์ล (PCWorld) เป็นผู้ดำเนินการเสวนา
       
       รู้จัก CMS
       

       CMS คือระบบจัดการคอนเทนท์เนื้อหาของเว็บไซต์ (Content Management System) เป็นระบบที่ถูกเขียนขึ้นด้วยภาษาสคริปต์เพื่อให้วิธีการทำงานเป็นแบบอัตโนมัติ เพื่อช่วยประหยัดทรัพยากรในการพัฒนาและบริหารเว็บไซต์ ทั้งเรื่องของกำลังคน ระยะเวลา และต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการสร้างและควบคุมดูแล
       
       CMS ส่วนใหญ่จะต้องมีเมนูควบคุมที่ใช้ในการบริหารจัดการการทำงานต่างๆในเว็บไซต์ เมนูที่ว่านี้จะทำให้ผู้ดูแลสามารถบริหารจัดการเนื้อหาได้รวดเร็ว ที่สำคัญคือ CMS จะเน้นที่การทำงานผ่านเว็บไซต์ ทำให้ผู้ดูแลสามารถเข้ามาแก้ไขข้อมูลได้ทุกที่ทุกเวลา
       
       CMS สามารถเพิ่มเติม ดัดแปลง แก้ไขแล้วประยุกต์เพื่อให้เหมาะสมตามรูปแบบและประเภทของแต่ละเว็บไซต์ได้ อย่างเช่น การนำเสนอบทความ, เว็บไดเรคทอรี่, การเผยแพร่ข่าวสารต่างๆและหัวข้อข่าว, รายงานสภาพดินฟ้าอากาศ, ถาม/ตอบปัญหา, ห้องสนทนา, กระดานข่าว และส่วนอื่นๆอีกมากมายที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงอัปเดทข้อมูลเป็นกิจวัตร
       
       ความสามารถด้านการจัดการเปลี่ยนแปลงอัปเดทข้อมูลของ CMS ทำให้เกิดการใช้งานอย่างแพร่หลายใน 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ต้องการการจัดการด้านคอนเทนท์เนื้อหา สองคือกลุ่ม E-Learning และสามคือกลุ่ม E-Commerce
       
       เริ่มใช้ CMS
       
       ทุกคนที่ร่วมเสวนาในหัวข้อ “บทบาทของ CMS กับการพัฒนาเว็บไซต์ไทยในเชิงพาณิชย์” เห็นตรงกันว่าการสร้างเว็บไซต์ควรจะวางรากฐานที่สมบูรณ์ด้วย CMS เพราะความสะดวกรวดเร็วทั้งในด้านการพัฒนาและการใช้งาน โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีขนาดเล็กไม่จำเป็นต้องรอให้มีคอนเทนท์จำนวนมากขึ้นจึงจะเริ่มหันมาใช้ CMS แต่จะต้องเลือกสรรระบบ CMS ที่เหมาะสมกับความต้องการ
       
       "กระแส CMS ไม่ได้กำลังจะแรง แต่แรงอยู่แล้วในขณะนี้ เพราะง่ายสำหรับยูสเซอร์ เว็บไซต์ส่วนใหญ่ทั้งของภาครัฐและเอกชนใช้ CMS เป็นเบื้องหลัง” นายอาณัติ รัตนถิรกุล โปรเจคแมนเนเจอร์ของเว็บไซต์ CMSthailand.com ผู้เชี่ยวชาญ CMS โอเพ่นซอร์สอย่างโพสนุ้ค (Post Nuke) กล่าว “SME ที่จะเริ่มทำเว็บไซต์ควรจะเริ่มทำจาก CMS เลย เพราะจากประสบการณ์การสอนคนที่เคยทำแบบเก่ามา พบว่ายากกว่า คนเก่าๆจะยึดติดกับการอัปเดททีละหน้า ยังไม่ชินกับการมีเทมแพลตเพื่อใส่ข้อมูลแล้วจะอัปขึ้นไปเอง"
       
       นายอัครวุฒิ ตำราเรียง ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ www.mambohub.com เว็บไซต์ศูนย์รวม "Mambo" ทูลส์ CMS โอเพ่นซอร์สที่โด่งดังอีกค่าย กล่าวย้ำว่า "เริ่มใช้เลยจะง่ายกว่า เพราะจะสามารถขยายขอบเขตความต้องการไปได้เรื่อยๆ จะยากกว่าหากไม่ใช้ CMS ตั้งแต่เริ่ม เพราะเมื่อต้องการขยายขอบเขตข้อมูลในอนาคต จะต้องเสียเวลารื้อของเก่าเพื่อเปลี่ยนมาใช้ CMS"
       
       เลือกอะไรดี
       
       ในเมื่อทูล CMS มีให้เลือกสองแบบคือแบบคอมเมิร์ชที่ต้องมีการซื้อ-ขายหรือแบบโอเพ่นซอร์สราคาต่ำ คำถามหนึ่งที่เกิดขึ้นคือ ใครเหมาะกับ CMS แบบใด คำตอบที่ได้จากทุกฝ่ายในการเสวนาครั้งนี้ หนีไม่พ้นเรื่องระดับความต้องการของเว็บไซต์นั้นๆ
       
       ในแง่ของโอเพ่นซอร์ส นายอัครวุฒิกล่าวชี้แจ้งเรื่องค่าใช้จ่าย ว่าในทางปฏิบัติ ค่าใช้จ่ายของแบบคอมเมิร์ชกับโอเพ่นซอร์สไม่ได้ต่างกันมากมาย
       
       “คนยังเข้าใจว่าโอเพ่นซอร์สต้องฟรี จุดนี้ต้องเปลี่ยน เพราะโอเพ่นซอร์สเองต้องมีค่าอิมพลีเมนท์กรณีที่ผู้ใช้ไม่มีความรู้พื้นฐานใดมาเลย ต้องเสียค่าใช้จ่ายค่าที่ปรึกษาเพื่อซื้อเวลา แทนที่ผู้ใช้จะต้องมาเสียงเวลาเรียนรู้ใหม่ด้วยตัวเองทุกอย่าง ถ้าจะเริ่ม เดี๋ยวนี้มีบริษัทรับอิมพลีเมนท์มากมาย ซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายเหมือนแบบคอมเมิร์ช แต่ราคาจะถูกกว่า ลดปัญหาเรื่องไลเซนส์ไปได้"
       
       "3 ข้อดีหลักคือ เร็ว ถูก และพัฒนาต่อได้" นายอาณัติกล่าวเพิ่มว่า "ราคาขั้นต่ำเริ่มที่ประมาณ 1000 บาท"
       
       ในแง่ของแบบคอมเมิร์ช นายวิศิษฐ์ ไพศาลศิริวัฒน์ ผู้จัดการด้านช่องทางจัดจำหน่ายของออราเคิลกล่าวว่าขึ้นอยู่กับความต้องการ งบประมาณ รวมถึงปัจจัยอื่นๆนอกเหนือจากเรื่องค่าใช้จ่ายที่ต้องคำนึงถึงในการตัดสินใจเลือกใช้
       
       "เป็นเรื่องของเซกเมนท์มากกว่า ในองค์กรใหญ่ๆมีงบเพื่อการอาร์แอนด์ดีมากมาย บริษัทใหญ่ๆไม่อยากแชร์ข้อมูลกับใคร ในเอสเอ็มอีก็เช่นกัน เมื่อข้อมูลมันมากเข้า จะถึงจุดอิ่มตัวจุดหนึ่งที่จะต้องเริ่มคิดว่าต้องมีเรื่องค่าใช้จ่าย เรื่องการค้าเข้ามาเกี่ยวข้อง"
       
       "จุดนี้ก็ดี เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้เอสเอ็มอีรายเล็กๆสามารถทำ CMS ได้ ซึ่งผู้ใช้จะต้องดูความต้องการ ดูพัฒนาการ ดูความต่อเนื่อง ดูพื้นฐานความมั่นคงตั้งแต่ต้น ป้องกันกรณีที่หากอีกสองสามจะพัฒนาแล้วไม่มีให้ทำต่อ" นายวิศิษฐ์กล่าว
       
       กึ่งสำเร็จรูป
       
       
แนวคิดหนึ่งที่ชัดเจนในการเสวนาครั้งนี้ คือแนวคิดที่ว่า CMS เป็นเครื่องมือทำเว็บไซต์ให้หลากหลายมากขึ้นก็จริง แต่ยังต้องมีทูลหรือแอปพลิเคชันเสริมอื่นๆเข้ามาร่วมด้วย ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละเว็บไซต์
       
       นายกำธร ไกรรักษ์ หัวหน้างานวิจัยซอฟต์แวร์พื้นฐานและทั่วไป ในฐานะของเนคเทค กล่าวว่าอีกองค์กรที่ควรใช้คือหน่วยงานการศึกษา จะได้รับประโยชน์สูงเพราะไม่ต้องสร้างทีละหน้า แต่จะต้องมีการปรับใช้ให้ตรงความต้องการ เช่นปัจจุบันหน่วยงานการศึกษาจำนวนมากเริ่มใช้ CMS ควบคู่กับ LMS (Learning Management System) หรือ SME ขนาดเล็กหากเอาแมมโบ้ ซึ่งถือเป็นระบบ CMS ที่ค่อนข้างใหญ่มาปรับใช้ จะต้องปรับตามความต้องการ
       
       "ผมมองว่า CMS ไม่ใช่เรื่องสำเร็จรูป เป็นกึ่งสำเร็จรูปที่ต้องเอาพัฒนาต่อเอง จุดหนึ่งคือคนเอาไปต้องเอาไปใช้ให้เหมาะสม อย่าใช้เกินกำลัง"
       

       หากมองในแง่ของกรณีศึกษา ตัวอย่างเว็บไซต์ที่มีคอนเทนต์มากระดับประเทศเช่นเว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ นายปัญจภัทร อังคสุวรรณ ผู้จัดการฝ่ายไอที เว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ กลับมองว่าปัจจัยที่มองข้ามไม่ได้ นอกเหนือจาก CMS คือคอนเทนท์ โครงสร้างฐานข้อมูล และที่สำคัญคือวัตถุประสงค์ของเว็บไซต์
       
       “ในส่วนของผู้จัดการ เราสร้างเองไม่ได้ซื้อ การวางโครงสร้างระบบของผู้จัดการค่อนข้างยุ่งยาก เรื่องซื้อตัดไปได้เลย จุดหนึ่งคือการสร้างเองแก้ไขได้ง่ายและเร็วกว่า”
       
       “ทุกเว็บไซต์ควรจะใช้ CMS แต่ต้องวางรากฐานให้ดี ต้องลงทุนเรื่องฐานข้อมูลเป็นหลัก อย่างกรณีผู้จัดการออนไลน์ สิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงจากผู้จัดการออน์ไลน์ตลอด 3-4 ปีคือฐานข้อมูล”
       
       “ประเด็นสำคัญคือ CMS ดียังไงก็ตาม ถ้าคอนเทนท์ไม่ดีก็ไม่มีประโยชน์ เทคโนโลยีเป็นเพียงส่วนเสริม ผู้ใช้ต้องเข้าใจ และมีส่วนร่วมกับมัน คนสร้างเว็บไซต์ต้องรู้ก่อนว่า จุดประสงค์คืออะไร แล้วเทคโนโลยีจะเป็นทูลที่นำไปสู่จุดประสงค์นั้น” นายปัญจภัทรกล่าว
       
       อนาคต CMS
       

       CMS ที่ตอนนี้เป็นกระแสแรงมากอยู่แล้ว ถูกมองว่าจะมีอนาคตสดใสทั้งในเรื่องแนวโน้มการขยายตัวและการพัฒนาเพิ่มขึ้นอีก การเปลี่ยนแปลงหนึ่งที่น่าสนใจคือการเปลี่ยนแปลงจาก CMS เป็น CMF
       

       นายอาณัติให้ความเห็นว่า “แน่นอนว่า CMS จะเก่งขึ้น ในอนาคตข้างหน้าจะกลายเป็น CMF คือ Content Management FrameWork เป็นเฟรมเวิร์กการจัดการข้อมูลภายในทั้งหมด แต่ขณะนี้ยังมียุ่งยากในการใช้งานอยู่”
       
       ด้านนายอัครวุฒิอธิบายว่า “เมมโบ้วางคอนเซ็ปต์ CMS ไว้ 2 แบบ หนึ่งคือแบบเพียงพอกับการใช้งาน สองคือแบบ Advance ผมมองว่าจะเริ่มเดินตามคอนเซ็ปต์พัฒนาโมดูล Advance ใหม่ๆเพิ่มเติมกว่านี้” สอดคล้องกับนายกำธรที่มองว่า ความสามารถของ CMS ในอนาคตจะชัดเจนเรื่อยๆ มีการขยายขอบเขตมากขึ้นไปอีก พร้อมชี้ประเด็นเรื่องความปลอดภัยที่อาจสร้างความเสียหายได้
       
       “ต้องระวังเรื่องซีเคียวริตี้ ถ้าใน CMS โอเพ่นซอร์สเจอข้อบกพร่อง คนอื่นก็รู้ด้วย เป็นเป้าโจมตีได้ง่าย”
       
       “CMS ยังต้องมีการพัฒนาไปเรื่อยๆ เกิดการแข่งขัน เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้บริโภคสามารถเลือกได้ตรงตามความต้องการมากที่สุด” นายวิศิษฐ์กล่าวปิดท้าย
       
       หมายเหตุ : เนื้อหาการเสวนาเรื่อง "บทบาทของ CMS กับการพัฒนาเว็บไทยในเชิงพาณิชย์" ฉบับเต็ม จะนำตีพิมพ์ในนิตยสาร PCWORLD คอลัมน์ Business Forum