สาระสุขภาพ: วิธีรักษานาฬิกาชีวิต

คนเรามีเวลาวันละ 24 ชั่วโมง คุณเทียนหลาง(นามปากกา)เขียนเรื่อง “นาฬิกาชีวิต เพื่อสุขภาพ” ในสารสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขลำปาง ท่านแบ่งเวลาในแต่ละวันออกเป็น 12 ช่วงๆ ละ 2 ชั่วโมง

ผู้เขียนอ่านแล้วรู้สึกประทับใจว่า เรื่องนี้ดูจะเข้ากับแนวโน้ม (trend) ใหม่ของโลก ซึ่งจะเน้นภูมิปัญญาท้องถิ่นแบบเท่ๆ หรือมีการพลิกแพลงให้ดูดี ไม่ใช่ยกมาแบบทื่อๆ เรื่องนี้คล้ายกับที่อาจารย์ระเด่น อดีตผู้บริหารธนาคารฯ ท่านกล่าวว่า ต่อไปอะไร(สินค้าและบริหาร)ที่ ordinary (ธรรมดา)จะขายไม่ออก ของที่จะขายออกไปได้จะต้อง extraordinary (ไม่ธรรมดา)

ใครทำตามหลักนาฬิกาชีวิตได้น่าจะมีสุขภาพดี โดยเฉพาะการนอนเร็วหน่อย ตื่นเช้าหน่อย ถ่าย(อุจจาระ)ทุกเช้า กินข้าวเช้า ออกกำลังทุกวัน และที่โดดเด่นมากคงจะเป็นช่วงเวลาของเยื่อหุ้มหัวใจ(19.00-21.00 น.) ซึ่งควรจะทำใจให้ดี เป็นบุญเป็นกุศล เตรียมเข้านอน จะได้หลับดีฝันดี

  • 01.00-03.00 น. ช่วงเวลาของตับ ควรนอนพักผ่อน ใครนอนหลับดีในช่วงเวลานี้จะทำให้หน้าอ่อนวัย
  • 03.00-05.00 น. ช่วงเวลาของปอด จึงควรตื่นนอน สูดอากาศบริสุทธิ์ และรับแสงแดดยามเช้า คนที่ตื่นเช้าจะมีปอดดี ผิวดี
  • 05.00-07.00 น. ช่วงเวลาของลำไส้ใหญ่ จึงควรขับถ่ายให้เป็นนิสัย โดยดื่มน้ำอุ่น 2 แก้ว หรือดื่มน้ำผสมมะนาว ลำไส้ใหญ่จะได้แข็งแรง
  • 07.00-09.00 น. ช่วงเวลาของกระเพาะอาหาร ควรกินข้าวเช้า คนที่ไม่กินข้าวเช้าจะเป็นคนตัดสินใจช้า ขี้กังวล หน้าแก่เร็ว
  • 09.00-11.00 น. ช่วงเวลาของม้าม ม้ามจะทำงานหนัก ให้พูดน้อย กินน้อย ไม่นอนในช่วงนี้
  • 11.00-13.00 น. ช่วงเวลาของหัวใจ ควรหลีกเลี่ยงความเครียด และหาทางระงับความตื่นเต้น
  • 13.00-15.00 น. ช่วงเวลาของลำไส้เล็ก ควรงดอาหารทุกประเภท(ยกเว้นน้ำ) เพื่อให้ลำไส้เล็กได้ทำงานเต็มที่
  • 15.00-17.00 น. ช่วงเวลาของกระเพาะปัสสาวะ ควรออกกำลังกาย หรืออบตัวให้เหงื่อออกมากๆ และไม่กลั้นปัสสาวะ
  • 17.00-19.00 น. ช่วงเวลาของไต ควรทำตัวให้สดชื่น ไม่ง่วงเหงาหาวนอน
  • 19.00-21.00 น. ช่วงเวลาของเยื่อหุ้มหัวใจ ควรสวดมนต์ ทำสมาธิ หลีกเลี่ยงเรื่องเร้าใจ เช่น ไม่ควรดูหนังโทรทัศน์ ไม่ควรดูข่าวนราธิวาส(ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่อง “ฆ่า-เชือด-เผา”) ฯลฯ เป็นการเตรียมกายเตรียมใจไว้สำหรับการเข้านอน
  • 21.00-23.00 น. ช่วงเวลาของระบบความร้อน ไม่ควรอาบน้ำเย็น เพราะจะป่วยง่าย
  • 23.00-01.00 น. ช่วงเวลาของถุงน้ำดี ไม่ควรปล่อยให้ร่างกายขาดน้ำ โดยดื่มน้ำให้พอตลอดทั้งวัน ถ้าร่างกายขาดน้ำในช่วงนี้ น้ำดีจะข้น ทำให้อารมณ์ฉุนเฉียว จามตอนเช้า หรือปวดหัวได้ง่าย

แหล่งข้อมูล:

  • ขอขอบคุณ > เทียนหลวง. สรรหาเรื่องมาเล่า. สารสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขลำปาง. ปีที่ 8. ฉบับที่ 48. กันยายน-ตุลาคม 2548. หน้า 4.
  • นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ ศูนย์มะเร็งลำปาง จัดทำ > ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๘
    สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๔๘
  • เชิญอ่านสาระน่ารู้ที่นี่...www.gotoknow.org/talk2u
  • โปรดปรึกษาแพทย์ หรือบุคลากรสุขภาพที่ดูแลท่านก่อนนำคำแนะนำไปใช้
    โดยเฉพาะท่านที่มีโรคประจำตัว // ขอขอบคุณ