สังคมไทยมีบุคลิกอะไรหนอที่ทำให้ไม่เกิดการหลอมรวมดังหลักการนี้ เรามีตัวอย่างทั้ง Best case และ Worth case บ้างไหมหนอ ?? ยังนึกไม่ออกเลยเนี่ยะ นึกออกแต่ชาวบ้านบางระจันรวมตัวกันต่อสู้พม่าข้าศึก นึกออกแต่วีรกรรมท่านย่าโม และฯลฯ สมัยนั้นไม่มีคำว่าบูรณาการแน่เลย น่าจะมีคำว่า ช่วยกันคนละไม้คนละมือ ใครถนัดอะไรก็แสดงสิ่งนั้น ใครไม่ถนัดอะไรก็เป็นแรงงานให้กัน แต่ทั้งหมดนั้นมีใจหลอมเข้าด้วยกันอย่างแน่นอน ใจรวมเป็นหนึ่ง ไม่เช่นนั้นบ้านเมืองไม่รอดมาจนปัจจุบันนี้หรอก

<p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ทำไมต้อง Partnership: ผู้เขียนจำได้ว่าตอนเข้าไปร่วมงานใหม่ๆกับ Save The Children(USA) ที่จังหวัดนครสวรรค์นั้นต้องเข้าร่วมการสัมมนาเรื่อง Partnership ทันที ใหม่ๆก็งงๆเหมือนกันแหละ อะไร Partnership สัมมนากันด้วยหรือ ฯ  แต่แล้วก็เข้าใจว่ามันมีความสำคัญมากที่สมควรต้องคุยกัน เพราะบ้านเราไม่ค่อยมีวัฒนธรรมการทำงานร่วมกัน  แม้ว่าคำว่าบูรณาการ  หรือ Integration จะมีมามากกว่า 30 ปีแล้วในบ้านเราเท่าที่จำได้ ซึ่งปัจจุบันก็ยังพูดกันถึงกันอยู่เลย และในทางปฏิบัติก็ยังไม่ไปถึงไหน เหมือนการปฏิรูปการศึกษา พูดกันมาตั้งแต่ผู้เขียนเรียนหนังสือที่ มช. ปี 2512 โน้นนนน ก็ยังพูดกันอยู่และยังบอกว่ายังไม่ได้ปฏิรูปกัน  โครงสร้างสังคมไทยน่าที่จะมีอะไรสักอย่างที่ทำเรื่องเหล่านี้ไม่สำเร็จ”“ลักษณะคนไทยน่าที่จะมีบุคลิกภาพอะไรสักอย่างสองอย่างไหมที่ไม่เอื้อต่อเรื่องการร่วมมือกันหรือเปล่า ..ไม่เอื้อต่อการปรับเปลี่ยน..ตั้งเป็นประเด็นไว้โก้ โก้ ก่อนครับ </p><p> แต่การสร้าง Partnership ในการทำงานขององค์กร Save The Children(USA) นั้นมีความจำเป็นต้องเข้าใจและนำไปปฏิบัติจริงเพราะ Save ต้องไปร่วมมือกับองค์กรอื่นๆทั้งหน่วยงานราชการและเอกชนทำงาน การเข้าไปร่วมมือนั้นต้องทำแบบบูรณาการ แบบคณะทำงาน (Task force committee=TFC) โดยไม่ได้เข้าไปทำเองคนเดียว โดด เดี่ยว เปลี่ยวเปล่า ให้เหงาหงอย ไม่ได้เอาเงินไปกองให้เขาทำเองไปเลย  แต่ไปทำด้วยกัน  ตรงนี้แหละครับ ตรงที่ไปทำด้วยกันนี่แหละ เขาเรียกว่า เป็นแบบ Partnership กัน ฝรั่งจึงจัด Course ขึ้นมาเรียนรู้เรื่องการทำ Partnering เพื่อเตรียมตัวพนักงานเข้าไปร่วมมือในการทำงานกันครับ </p><p>อะไรคือ Partnership: ในความหมายที่เข้าใจก็คือการเป็นพันธมิตรงานแก่กันและกัน ผู้เขียนใคร่จะขยายความเรื่องนี้เพื่อให้เพื่อนได้เข้าใจด้วยกันครับ หลักของมันก็มีดังนี้  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 1cm; text-align: justify; tab-stops: list 42.55pt" class="MsoNormal">·       การยอมรับความแตกต่าง: เป็นเหตุผลข้อแรกเลย เพราะแต่ละองค์กร แต่ละหน่วยงาน จะมีความเด่นความด้อยอยู่  การเข้ามาทำงานร่วมกันแบบ Partnership นั้นเป็นการเอาจุดเด่นของแต่ละองค์กรมาร่วมเข้าด้วยกัน โดยละเว้นจุดด้อยที่แต่ละองค์กรมีอยู่ จุดด้อยขององค์กรหนึ่งอาจจะเป็นจุดเด่นของอีกองค์กรหนึ่ง</p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 1cm; text-align: justify; tab-stops: list 42.55pt" class="MsoNormal">·       มีศรัทธาต่อกัน (Trust): จะร่วมกันทำงานก็ต้องมีศรัทธาต่อกัน หากแม้ยอมรับว่าเขาเด่นเรื่องนี้แต่ไม่ศรัทธาเขา ก็อย่าร่วมกันดีกว่าครับ หาเรื่องทะเลาะกันเปล่าๆ ปลี้ๆ ตรงกันข้าม หากมีศรัทธา ก็จะเป็นการอุดช่องว่างให้แก่กัน องค์กรที่มีจุดด้อยก็เรียนรู้จุดเด่นของอีกองค์กรหนึ่ง แล้วเอาองค์ความรู้มาปรับใช้ มาพัฒนาองค์กรของตนเองให้พัฒนาขึ้น ก็ยิ่งเป็นการสร้างความเข้มแข็ง เรียกว่า Consolidation แก่กัน</p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 1cm; text-align: justify; tab-stops: list 42.55pt" class="MsoNormal">·       มีความเท่าเทียมกัน (Equality): องค์กรมีขนาดแตกต่างกัน มีประสบการณ์แตกต่างกัน มีบุคลากรแตกต่างกัน ฯ การเข้าร่วมงานกันต้องรักษาระดับความเท่าเทียมกัน ไม่มีใครใหญ่ ใครเล็ก ไม่มีชั้นชน มีแต่เพื่อนร่วมงานที่มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน (Dignity) มีเกียรติภูมิเท่าเทียมกัน มีความสง่างามเท่าเทียมกัน เช่นนี้คือฐานของการร่วมมือที่ดีต่อกัน เรามีคำไทยที่ใช้กันในป่าสมัยก่อน ซึ่งเอามาใช้ได้คือ  แสวงจุดร่วมสงวนจุดต่าง</p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 1cm; text-align: justify; tab-stops: list 42.55pt" class="MsoNormal">·       ความเป็นหนึ่งเดียวกัน (Unity):  หรือเรียกว่า ความเป็น Solidarity ยึดเป้าหมายเป็นหลักเหมือนกับน้ำสองสีไหลมาบรรจบกัน ไม่ว่าน้ำจะสีอะไรก็เข้าหลอมรวมเป็นอันเดียวกันเป็นเนื้อเดียวกันได้ในที่สุด มีคุณสมบัติของน้ำครบถ้วน</p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 1cm; text-align: justify; tab-stops: list 42.55pt" class="MsoNormal">·       การแลกเปลี่ยนกัน การแบ่งปันกัน (Sharing): การแบ่งปันกันเต็มที่ในองค์ความรู้จุดเด่นของกันและกัน เพื่อสร้างสรรค์ความสำเร็จของวัตถุประสงค์ที่จัดทำร่วมกัน การมาร่วมกันโดยเป็นเพียงเป็นผู้รับนั้นไม่เพียงพอ และไม่เหมาะสมในการเป็น Partnership หรือการทำแต่หน้าที่ ต้องเป็นผู้ให้ด้วย ให้ในส่วนที่เรามี รับในส่วนที่เราขาด แลกเปลี่ยนตามความคิดเห็น ประสบการณ์ ทัศนคติที่มีอยู่อย่างตรงไปตรงมาแต่ด้วยลักษณะท่าทีที่เป็นมิตรแก่กัน </p>   <div style="text-align: center"></div>    <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">หากสามารถหลอมรวมกันได้ดังนี้ก็จะพบความสงบ ร่มเย็น สันติภาพ ความก้าวหน้า เจริญรุ่งเรือง เฟื่องฟุ้ง  ตรงกันข้ามหากหลอมรวมกันไม่ได้ ก็ยุ่งตายห....</p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">หรือว่าสังคมไทยมีบุคลิกอะไรหนอที่ทำให้ไม่เกิดการหลอมรวมดังหลักการนี้ เรามีตัวอย่างทั้ง Best case และ Worth case บ้างไหมหนอ ?? ยังนึกไม่ออกเลยเนี่ยะ  นึกออกแต่ชาวบ้านบางระจันรวมตัวกันต่อสู้พม่าข้าศึก  นึกออกแต่วีรกรรมท่านย่าโม และฯลฯ สมัยนั้นไม่มีคำว่าพันธมิตรร่วมงาน ไม่มีคำว่าบูรณาการแน่เลย น่าจะมีคำว่า ช่วยกันคนละไม้คนละมือ ใครถนัดอะไรก็แสดงสิ่งนั้น ใครไม่ถนัดอะไรก็เป็นแรงงานให้กัน  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p>แต่ทั้งหมดนั้นมีใจหลอมเข้าด้วยกันอย่างแน่นอน ใจรวมเป็นหนึ่ง  ไม่เช่นนั้นบ้านเมืองไม่รอดมาจนปัจจุบันนี้หรอก  แล้วการบูรณาการปัจจุบันนี้ ใจมันไปอยู่ที่ไหนกันหมด อยากรู้จริงๆเชียว..