ผู้เขียนได้มีโอกาสโอกาสแลกเปลี่ยนสนทนากับเซียนและปรามาจารย์ทางด้าน KM ทั้งหลายตอนเชิญท่านมาเป็นผู้วิภากษ์หลักสูตร วิทยาศาสตรมหาบัณฑิตสาขาการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เมื่อปีก่อน ซึ่งหนึ่งที่เราเหมือนกันคือ“คนในสังคมส่วนมากนั้นยังเป็นสังคมฐานความรู้สึก คนยังใช้ความรู้สึกและประสบการณ์ที่ผ่านมาใช้ในการตัดสินใจ” และยังพบ“หลุมพรางของความรู้” ซึ่งคนอีกจำนวนหนึ่งยังมีความคิดที่ผิดเกี่ยวกับความรู้ ดังเช่นที่ ซานดิเอโก เขียนเรื่อง หลุมพรางของความรู้ ในหนังสือพิมพ์ โพสต์ทูเดย์ เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2549 ไว้อย่างน่าสนใจดังนี้ “……..ความรู้เป็นสิ่งที่ดี และเป็นสิ่งที่ทำให้เราแตกต่างกัน แต่เมื่อเริ่มรู้มากขึ้น สิ่งที่ต้องคอยระมัดระวังให้ดีอาจไม่ใช่ความไม่รู้ แต่กลับเป็นจิตใจของเราเอง เพราะหากปล่อยให้จิตใจได้ปลื้มไปกับความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมาอย่างปราศจากสติยั้งคิด และการตรวจสอบตนเองความรู้ก็จะกลายเป็นอาวุธที่แหลมคมที่ย้อนกลับมาทิ่มตัวเราได้โดยง่ายเมื่อหลงใหลได้ปลื้มกับความรู้ อัตตาแห่งตัวตนก็จะค่อยๆ พองขยายใหญ่ขึ้น จนในที่สุดเราก็มองไม่เห็นสิ่งอื่นใดนอกจากตัวเองหลงมองว่าเราเป็นคนเก่งที่เหนือผู้ใด มีความรู้มากมายอย่างที่ผู้อื่นไม่สามารถรู้ได้ และเมื่อนั้นเราจะกลายเป็นที่ปราศจากความรู้เข้าโดยไม่รู้ตัวอย่าลืมตรวจสอบจิตใจของเราและอัตตาในตัวตนควบคู่ไปกับการเรียนรู้ ยิ่งเรียนรู้มากก็ยิ่งจะต้องระวังใจของตนเองให้มาก เพราะความรู้ที่เพิ่มมากขึ้นย่อมเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้อัตตาพุ่งสูงขึ้นได้อย่างรวดเร็วหากไม่ระวังให้ดีเมื่อไม่รู้ การใฝ่รู้ย่อมเป็นหนทางที่ควรทำ แต่ทว่าในการใฝ่รู้นั้นอย่าลืมที่จะให้จิตใจตนเองดำเนินไปอย่างมีสติ เนื่องจากในความรู้ย่อมมีหลุมพรางที่ล่อลวงในเราเดินตกลงไปโดยง่าย หากไม่ระวังให้ดีเราอาจตกลงไปในหลุมพรางเหล่านั้นเข้าโดยไม่รู้ตัว และหลงคิดว่าไปว่าเราเองเป็นผู้รู้ ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว เราเองก็ไม่อาจมองเห็นได้เลยว่าความรู้และไม่รู้คืออะไร” ฝากเป็นข้อคิดในการนำความรู้ไปใช้นั้น ขอให้ใช้ธรรมะเป็นตัวขับเคลื่อนความรู้หรือปัญญานั้นให้เป็นไปตามกลไกของของธรรมชาติ เพื่อเราจะได้เป็นผู้ตื่น ผู้รู้ ผู้เบิกบานอย่างแท้จริง
ความรู้กับความรู้สึก
ความรู้และความรู้สึก
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น