คืนสุดท้าย Voice Dialogue หรือ Path to self-awareness

โยดาเกริ่นมาตั้งแต่วันแรกๆว่าคราวนี้จะมี "ของใหม่" มาให้ลอง นั่นคือ voice dialogue ซึ่งเราๆยังไม่เคยได้ยินมาก่อน เราก็ทานข้าวเย็ยกันด้วยจิตเบิกบาน เสียงหัวเราะดังกังวาน (จริงๆคำ "กังวาน" จะเพราะเกินไป เพราะเราหัวเรากันทีฝุ่นเพดานห้องแทบจะร่วงลงมาในจานข้าว โยดาแอบมาฟ้องว่ามีคนโต๊ะอื่นถามท่านว่า เวลาเขานั่งโต๊ะนี้ เขาหัวเราะดังแบบนี้ด้วยรึเปล่า) จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ไร้พรมแดน ไร้จุดยับยั้ง ไร้ความระแวดระวังภัย ไม่มีความกลัว เป็นสนทนาระดับสามบ้าง สี่บ้าง ประจักษ์พยานคือเรื่องราวหลายๆเรื่องที่เล่ากันรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ เราจำได้แทบจะ word by word แสดงถึง beta alpha theta เชื่อมโยงไร้ขอบเขตอยู่ชั่วขณะจิต

โยดาบอกให้สลายวงใหญ่ นั่งล้อมกระดาน flip board เพื่อที่จะเขียนอะไรให้ดู ให้พี่วิธานเป็นลิขิตกร เรื่องราวให้ โยดาเล่าว่า voice dialogue เป็นอะไรที่พัฒนามาตาม school ของ Carl Jung นักจิตวิทยาผู้ยิ่งหใญ่ในประวัติศาสตร์คนหนึ่ง

ผมขออนุญาตไปค้นมาเพิ่มเติมเพื่อประกอบให้ชัดเจนขึ้น ถ้าเรา search google ด้วยคำ voice dialogue ก็จะพบว่ามี references มากมาย เป็น course ของทั้ง psychology department และของกลุ่มพัฒนาตนเอง พัฒนา self awareness 

สานุศิษย์ของ Jung สองท่านคือ Dr Hal Stone และ Sidra Stone เป้นคนคิดคนวิชานี้ หรือวิธีนี้ขึ้นมา และต่อมาก็มีโรงเรียนมากมายนำไปปฏิบัติ มีการอบรม facilitator course ที่ใช้ voice dialogue นี้ในแง่มุมต่างๆ

เนื่องจาก dollar ยังตกอยู่ ก็เลยฉวยโอกาสสั่งซื้อหนังสือมาเพิ่มอีกสองเล่ม คือ Embrace Ourselves ของ Hal & Sidra Stone และ Voice Dialogue, Facilitator handbook ของ Mirium Dyak ถ้าย่อยได้เมือไรจะมาเล่าให้ฟังอีกทีครับ

ปกติ voice dialogue โยดาจะจัดต่อเนื่องกับ 4 ทิศ (กระทิง อินทรีย์ หนู และหมี: จะไม่อธิบายแล้วกัน เก็บไว้เขียนต่ออีกเรื่อง) ซึ่งค่อนข้าง make sense เพราะ แต่ละ type นั้น มีร่องรอยของการ ทิ้งไพ่ที่ตนเองไม่ชอบไปหลายใบ เหลืออยู่ไม่กี่ใบในมือ การทำ voice dialogue ก็จะช่วยให้เรา recall ไพ่ที่ทิ้งไปและ remind ตัวเองถึง "ภาพอีกมุมหนึ่งของไพ่ที่เราถือ (บางใบขลิบทอง ฝังเพชร)

เริ่มต้นทุกคนเขียน characters หรือ traits อะไรก้ได้ ของคนอื่นที่ทำให้เรารู้สึก "จี๊ด" เวลามองเห็น หรือได้ยินเรื่องราว (จี๊ดนี่แปลว่า "ไม่ดี" นะครับ ไม่ใช่จี๊ดจ๊าดซู่ซ่า) หลังจากนั้นก็เขียนอีก column หนึ่งที่เป็น trait หรือ character ของเราที่ดีๆ เป็นเรื่องดีๆ ที่เราอาจจะภาคภูมิใจ หรือชอบตนเอง

หลังจากนั้นก็เข้ากลุ่มย่อย ช่วยกันคิดว่าในบรรดา characters หรือ traits ที่เราไม่ชอบนั้น เราพอจะช่วยกันหาเหตุผลที่ดีที่แม้แต่เราเองอาจจะยอมรับได้มาแก้ต่างให้ และทำนองเดียวกันก็กลับไปเขียนอีก column ว่า ไอ้บรรดา traits ต่างๆที่ "ยอดจะดี" ของเรานั้น ถ้าคนอื่นจะหมั่นไส้ ไม่เห็นด้วย แล้ว เขาจะคิดออกมาว่าอย่างไร

ก้เป็นกิจกรรมที่สนุกสนานมากครับ ตอนแก้ต่างให้ bad traits ของเรานั้น คนอื่นช่วยดูจะง่ายดายเหลือเกิน ส่วนอันสุดท้ายที่ traits เราโดนเล่นงานนั้น พอทำเป็นกลุ่มออกมาแบบนี้ ก็ช่วยสลายความรู้สึกไม่ดีลงไปได้เยอะมากทีเดียว จนกระทั่งเรามีเวลา "ห้อยแขวน" ไม่เร่งด่วนโกรธ หรือ ไปคิดว่าไอ้นี่ด่าตูอยู่นี่หว่าไปได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ

ตอนทำทั้งสองกลุ่มท้ายนี่ ดูเหมือนเป็นการโจมตี self อยู่จางๆ แต่กลับมีเสียงหัวเราะออกมาดังๆอยู่เป็นระยะๆ ยิ่งอันสุดท้ายที่ฟังดูน่าจะ sensitive ที่สุด กลับสร้างเสียงหัวเราะได้ดังสุด (นักจิตวิทยาอาจจะอธิบายว่าเป็นการกลบเกลือนที่ self โดน attack ด้วยการ minimizing เรื่องราวลงไปซะ) หลังจากนั้น็เข้ากลุ่มใหญ่และสะท้อนกันว่าเมื่อตะกี้นี้ เห็น ได้ยิน รู้สึก และคิดยังไงบ้าง

ผมคิดว่า Voice Dialogue เป็นเครื่องมือที่น่าสนใจในการเรียนการสอนวิชา empathy และ principle of autonomy ได้ดีมากๆ จนกระทั่งในชั่วโมงนั้นก็ตั้งใจแล้วว่าจะมาถ่ายทอดให้ชมรมจิตไร้สำนึกที่หาดใหญ่ฟังแน่นอน การมีคนมาช่วยสะท้อนเป็นกลไกที่ฉลาดมาก และทำให้เราสามารถเผ้า สังเกตความคิดของตนเอง ได้โดยไม่เสี่ยงต่อการกระโดดไปฆ่าใคร หรือฆ่าตนเอง เป็นการทดสอบ self value ของตนเอง เป็นการหัด empathy หรือการเอาใจเขามาใส่ใจเราบ่อยๆ

โยดาอธิบายว่า characters ชุดแรกนั้นก็เสมือนไพ่ที่เราเคยถือท้งสำรับ แต่โตๆขึ้นมาก็ทิ้งไปทีละใบสองใบ เพราะอายบ้าง เพราะเขินบ้าง เพราะสังคมไม่ยอมรับ เพราะเพือนไม่ยอมรับ เพราะอาจารย์ ครอบครัวไม่ยอมรับ เพราะทำไม่เป็น เพราะเจ็บ เพราะกลัว ฯลฯ แต่พอเราได้ยินการ แก้ต่างให้ โดยกระบวนการกลุ่ม ปรากฏว่าหลายๆเหตุผลก็ sensible และเราก็สามรถรับได้ พูดคุยกับคนที่เชียร์ทีมเราได้อย่างสนิทสนม (แม้ว่าบางขณะอยากจะ kick some arses ก็ตาม)

และเมื่อ characters  เราโดนชำแหละนั้น ก็เป็นอะไรที่เกิด once in a while ก็ไม่เลว แบบฝึกหัด voice dialogue นี้น่าสนใจ และนำไปใช้ได้อย่างหลากหลายเอามากๆ การ "เฝ้าสังเกต" self ของเราถูกจิ้ม ถูกแทง ถูกวางระเบิด ต่อหน้าต่อตา โดยที่ต้อง restrain ไม่โต้ตอบ แต่ให้โอบกอดพลังการ criticism นั้นให้ได้ ให้หล่อเลี้ยงพลังต่างๆเหล่านี้ ให้ ขอหยิบยืมใช้พลังเหล่าน้ในการทำงานต่อไป

 การมี self awareness นั้น เป็นอะไรที่คุ้นเคยกับ Buddhist-on-board อย่างยิ่ง ที่จริง voice dialogue ก็เป็นหนทางหนึ่งในการพัฒนาสติ (mindfulness) การรับรู้ของตนเองที่ใตร่ตรองใคร่ครวญทุกๆด้าน นึกถึงคำของ อ.ฌานเดชขึ้นมาอีกคือ วิถีแห่งตันตระวัชรญาณ (Tibetan Buddhism) ที่ทุกสิ่งทุกอย่างเราสามารถศึกษา Dualism ทั้งสิ้น (ไม่ทราบคำไทยมีบัญญัติไว้หรือยัง อาจจะเป็นประเภท "ทวิพิสัย" อะไทนองนี้) การที่ฝรั่งเอาเรื่องนี้มาจัดเป็น coursework ก็นับว่าทำให้เกิด intrend ขึ้นในมิติที่น่ายินดี หลายๆเรื่องที่เป็นของดีของเราอยู่แล้วยังไม่ฮิต จนกว่าจะมีภาษาอังกฤษรับรอง เช่น อริยสัจสี่ ก็คือ Problem-based learning หรือ PBL, กาลามสูตร ก็คือ evidence-based medicine หรือการแพทย์เชิงประจักษ์นั่นเอง, ส่วนที่ณัฐฬสไปเรียนที่นาโรปะ คือ contemplative education นั้น ผมได้ยินครั้งแรกสุดปุ๊บผมก็นึกถึง โพชฌงค์ 7 อันมี ธัมมะวิจัย น่าจะสะท้อน "จิตตปัญญาศึกษา" ได้ดีพอสมควร

Dualism น่าจะไปด้วยกันได้ดีกับ Voice Dialogue ธิเบตก็ไปด้วยกันได้ดีกับ Carl Jung และท่านเชอเกียมตรุงปะ ก็ทิ้งร่องรอยไว้ในโลกตะวันตกด้วยมหาวิทยาลัยนาโรปะ ส่วนพวกเราก็ได้ศึกษา "ร่องรอย" ของความเชื่อมโยงอันน่ามหัศจรรย์เหล่านี้ ด้วยความพิศวง เบิกบาน และความหวังจะตื่นรู้

 

 เมื่อคืนได้ chat กับคุณสมพล โดยไม่เคยได้พบเห็นหน้าค่าตากันมาก่อน ผมว่าผมได้พิมพ์อะไรออกมาสักอย่าง รวดเดียวตอนที่คุณสมพลขอให้ยกตัวอย่างเรื่องการสนทนากับผู้ป่วยระยะสุดท้ายมา ในชั่วขณะจิตผมว่าบทความนั้นยาวไม่น้อยกว่าทุกๆบทความที่ผมเขียนมาเลยทีเดียว เป็นบทความสด ที่เก็บเกี่ยวจากคลื่น delta ผสม theta แถวๆนั้น (เข้าใจว่าเป็นเวลาเที่ยงคืน หรือ ตีหนึ่งนี่ล่ะ) พิมพ์เสร็จก็เข้านอนเลย

ยังเหลือ วาระแห่งชาติ วาระแห่ง Galactic ที่ยังไม่ออกหวย ออกก้อยว่าเราจะดำเนินไปตามครรลองคลองไหน คงจะต้องมาต่ออีก หนึ่งหรือสองฉบับล่ะทีนี้