อดีตข้าฯเป็นคนด้อยโอกาสที่จะแสวงหาการเรียนรู้ พี่น้องปกาเกอญอ เป็นผู้ให้โอกาสแห่งการเรียนรู้กับข้าฯ
- ตัวตนที่เป็นเหตุเป็นผล
- · การมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ในความรู้สึกแห่งตัวตนที่แท้ของข้าพเจ้านั้น ตั้งแต่แรกเริ่มเดิมสมัยที่ข้าฯยังวัยเยาว์ ข้าพเจ้าไม่เคยมองเห็นว่าโลกที่ข้าพเจ้าอาศัยอยู่นี้มันกว้างใหญ่อย่างไร มีคนมีทรัพยากรมากมายที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตของมนุษยน์อย่างข้าฯได้อย่างไร มันคืออะไร แปลกใจตัวเองเหมือนกันว่า เหตุใดข้าฯจึงไม่เคยมีคำถามนี้อยู่ในใจมาก่อนเลย
- จนกระทั่งข้าฯได้เข้ามาอยู่บนตึกๆหนึ่งที่เรียกว่าตึกกิจกรรมของมหาวิทยาลัยรามคำแหง ข้าฯพบพี่ๆที่อยู่ในห้องของชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำให้ข้าฯมีคำถามเกิดขึ้นมากมายจากสิ่งที่พี่ๆในชมรมเขาสื่อสารกับข้าฯ และเมื่อครั้งหนึ่งข้าฯได้ออกไปเข้าค่ายรับเพื่อนของชมรมแห่งนี้ ข้าฯบอกกับพี่คนหนึ่งว่า สิ่งที่พี่ๆบอกเล่าผ่านค่ายในวันนั้น ข้าฯคิดขึ้นมาในใจได้ว่า “ก็เพราะเพียงมนุษย์มีกิเลสมิใช่หรือ จึงทำให้สิ่งแวดล้อมบนโลกใบนี้เสื่อมสลายค่อยๆมลายลง” ข้าฯบอกกับพี่คนนั้นที่ชื่อว่า “ตาโจ”
· และวันหนี่งมีพี่อีกคนหนึ่งบอกข้าฯว่า จะเปิดหมวกหน้ามหาวิทยาลัย เพื่อหาทุนให้กับโรงเรียนธรรมชาติ ที่จังหวัดเพชรบุรี
- ในขณะนั้น บอกตามตรงว่า “ในใจไม่มีคำถามใดๆเกิดขึ้น” จะรู้ตัวเองก็เมื่อข้าฯได้มายืนอยู่บนแผ่นดินที่เขาว่าใกล้กับชายแดนไทย-พม่า เพียง 30 กิโลเมตรตามแผนที่ทหารแห่งหมู่บ้าน “สาเย๊” หรือ “ห้วยสัตว์ใหญ่” หมู่ที่ 6 ตำบลป่าเด็ง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี เสียแล้ว
- เมื่อถึงหมู่บ้านก็เพิ่งเคยเห็นมนุษย์กลุ่มๆหนึ่งที่เขาพูดภาษาอะไรก็ข้าฯก็ฟังไม่ออก พี่คนนั้นเขาก็บอกข้าฯว่า มนุษย์กลุ่มนี้เป็นพี่น้องชนเผ่า กะเหรี่ยง ......... ?
- อืม..... อ๋อ เหรอ ....ขณะนั้นข้าฯไม่มีอะไรในหัวสมองของข้าฯเลยจริงๆ เพราะอะไรนะหรือ เพราะตั้งแต่เกิดข้าฯไม่รู้จักคำว่า “ กะเหรี่ยง” นะสิ
- รู้แต่ว่า นี่เหรอที่มนุษย์กลุ่มนี้เขาอยู่กัน เขาอยู่กันท่ามกลางธรรมชาติ มีลำน้ำ ลำห้วย มีต้นไม้ มีผีเสื้อ มีสิ่งที่เขาเรียกว่าทรัพยากรที่สมบูรณ์
- เมื่อหนึ่งคืนผ่านพ้นกับการหลับนอนท่ามกลางธรรมชาติที่อุดมนั้น กระทั่งข้าฯตื่นลืมตาเพื่อที่จะเข้าห้องน้ำ ข้าฯพบว่าห้องน้ำที่นี่เป็นห้องขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่ข้าฯเคยเข้ามา และอ่างน้ำล้างหน้าก็แสนจะกว้างใหญ่เสียนี่กระไร แต่....ข้าฯต้องปีนลงจากหน้าผาเล็กๆ ลงไปห้องน้ำธรรมชาตินั้น
- ทันใดนั้น เมื่อข้าฯได้ก้าวขาปีนป่ายลงจากผาเล็กๆนั้น เพียง 2 ก้าว ข้าฯก็มารู้สึกตัวอีกทีว่า ข้าฯได้ตกลงมาอยู่กลางผา โดยมีกิ่งไม้ขนาดเล็กขวางตัวของข้าฯเอาไว้ เสียแล้ว .... ข้าฯลื่นตกหน้าผา ในใจรู้สึกเปิ่น เปิ่น บอกไม่ถูก ในวันนั้นข้าฯก็เดินทางกลับเข้ากรุงเทพฯ
- และไม่รู้มีสิ่งใดมาดลใจข้าฯ ทำให้ข้าฯกลับมายืนอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ในหมู่บ้านแห่งนี้อีกครา และเวลาก็ช่างรวดเร็วเสียเลยเกินข้าฯ เกือบจะ 2 ปีผ่านไปข้าฯอยู่กับโรงเรียนธรรมชาตินี้
- จนกระทั้งเมื่อเดือนกรกฎาคม 2542 ขณะนั้นข้าฯกลับเข้ารามฯเพื่อที่จะทำกิจกรรมกลับเพื่อน พี่คนนั้นบอกข้าฯว่า มีทหารเข้ามาในอีกหมู่บ้านหนึ่งที่ชื่อว่า หมู่บ้านสวนทุเรียน ทหารมาอพยพชาวบ้านให้ออกจากแผ่นดินที่ชาวบ้านเกิด และชาวบ้านส่วนหนึ่งเกิดความกลัว จนต้องหนีเข้าป่าลึกติดกับชายแดนมากเข้าไปอีก
- พี่คนนั้นบอกกล่าวให้ข้าฯไปหมู่บ้านแห่งนั้น ขณะนั้นข้าฯมีหน้าที่รับผิดชอบในกิจกรรมของชมรมฯ ข้าฯตัดสินใจบอกเพื่อนของข้าฯ ป๋องเราขอโทษนะที่ต้องละทิ้งหน้าที่ที่จะต้องทำ อย่างไรฝากงานกิจจกรมให้กับป๋องได้ไหม เพื่อนของข้าฯและพี่ๆในชมรม ไม่กล่าวคำใดมากมายกับข้าฯ บอกเพียงว่ายอมรับการตัดสินใจของข้าฯเท่านั้น เสมือนเพื่อนๆพี่ๆเขารับรู้ว่าข้าฯไปคราวนี้เพื่อไปช่วยเหลือพี่น้องกะเหรี่ยง ทั้งๆที่ข้าฯเองก็ไม่รู้ว่าข้าฯจะไปช่วยเขาได้อย่างไรกัน
- และแล้วข้าฯก็มาเหยีบบนแผ่นดิน แห่งหมู่บ้านสวนทุเรียน ที่นี่ข้าฯรู้สึกว่ามีความอุดมในทรัพยากรมากกว่า บ้านห้วยสัตว์ใหญ่ เพราะอยู่ท่ามกลางหุบเขาที่สลับซับซ้อน มันเป็นความรู้สึกระหว่างที่ข้าฯเดินทางเท้าเข้าหมู่บ้าน ที่ห่างจากบ้านสัตว์ใหญ่กว่า 80 กิโลเมตร
- หมู่บ้านสวนทุเรียน ตั้งอยู่หมู่ที่ 6 ตำบลบึงนคร อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และซึ่งอยู่ในเขตที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานฝั่งขอบด้านใต้สุดของผืนป่าแก่งกระจาน
- ข้าฯรับรู้ว่า มีพี่ๆทหารจากกองกำลังค่ายสุรสีห์ จากเมืองกาญจนบุรี เข้ามาบอกว่าชาวบ้านสวนทุเรียน อาศัยอยู่ที่นี่ไม่ได้อีก ต้องอพยพไปอีกหมู่บ้านหนึ่ง โดยอ้างว่า ชาวบ้านบุกรุกป่าต้นน้ำเกรด A และเป็นบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย เป็นกลุ่มที่เสี่ยงภันต่อความมั่นคงของรัฐ
- ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งเกิดความกลัว เขาไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงอยู่ในหมู่บ้านที่เขาอยู่อาศัยเกิดแห่งนี้มาตั้งแต่บรรพบุรุษ ไม่ได้ ลุง ป้า หลาย คน มีเหรียญชาวเขาที่ “ในหลวง”ทรงพระราชทานให้เมื่อปี 2512 ด้วยเหตุแห่งความกลัวและสับสนของพี่น้องกะเหรี่ยง เขาโยนทิ้งเหรียญชาวเขาเหรียญนั้นลงลำห้วยที่ไหลผ่านหมู่บ้านสวนทุเรียน
- ข้าฯทราบสาเหตุภายหลังของการโยนเหรียญนั้นเหตุเพราะ เขาคิดมาตลอดว่าเหรียญนี่คือหลักฐานที่เขาเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่เกิดบนแผ่นดินไทย “ในหลวง” จึงให้เหรียญนี้ หรือเปรียบได้กับบัตรประชาชนของชาวเขานั่นเอง และเขาก็กล่าวต่อว่า “ในเมื่อเหรียญมันใช้ไม่ได้ก็ไม่รู้จะเก็บเอาไว้ทำไม”
- ยายคนหนึ่งชื่อ น้ำขาว ถึงกับกินยาฆ่าตัวตาย ยายบอกกับญาติๆก่อนที่เขาจะกินยาว่า “ยายเกิดบ้านสวนทุเรียน ก็ขอที่จะตายที่นี่ ไม่อยากไปตายที่อื่นที่ๆไม่ใช่ถิ่นกำเนิดของยาย ” เรารับรู้ภายหลังที่ยายได้เสียชีวิตเสียแล้วเพียง 1 วัน
- เหตุการณ์อพยพหมู่บ้านสวนทุเรียน ในครั้งนั้นมีเรื่องราวมากมายที่จะต้องจดจำอยู่ในใจของพี่น้องกะเหรี่ยงไม่แค่ กะเหรี่ยงบ้านสวนทุเรียนเท่านั้น กะเหรี่ยงจากหมู่บ้านในละแวกนั้นอีกกว่า 10 หมู่บ้านก็ต้องจารึกและจดจำเหตุการณ์นั้นและที่จักตระหนักถึงความเป็นชนชาติในความเป็นชนเผ่าเพื่อเป็นบทแห่งการรับรู้สืบต่อกระทั่งชั่วลูกชั่วหลานเลยทีเดียว
- ในช่วงเหตุการณ์นั้น ข้าฯทำได้เพียงเป็นส่วนหนึ่งในการประสานงานความเข้าใจและแจ้งเหตุการณ์ ให้กับองค์กร บุคคล นักข่าว ฯ มากมาย เพื่อที่จะช่วยเปล่งเสียงก้องให้ดังๆในการเรียกร้องสิทธิชุมชนแห่งบ้านสวนทุเรียน เท่านั้น
- และข้าฯได้รู้จักคำอีก 2 คำ คำหนึ่งว่า “เอ็นจีโอ ? ” และอีกคำหนึ่งว่า “สิทธิ” ในขณะที่ข้าฯไม่เคยคิดจะแสวงหาความหมายของคำๆว่า “เอ็นจีโอ” แต่ข้าฯต้องการที่จะแสวงหาความหมายของคำว่า “สิทธิ” มากกว่า โดยที่ข้าฯเองก็ไม่รู้ตัวเองว่า ทำไม?
· จนข้าฯเริ่มเข้าสู่โลกแห่งการเรียนรู้ เป็นสถานที่ๆนอกเหนือกว่าที่จะเรียกว่า โรงเรียน หรือ มหาวิทยาลัย สถานที่นี้อยู่บนแผ่นดินแห่งรอยต่อระหว่างจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กับ จังหวัดเพชรบุรี
- ภาพบรรยากาศโอกาสแห่งการเรียนรู้เมื่อปี 2543
- จำได้ว่าราวประมาณกลางปี 2543 ข้าฯกลับไปหาพี่น้องกะเหรี่ยง ที่ชื่อว่า “พี่มนต์ชัย” ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านสวนทุเรียนขณะนั้น ข้าฯไปถามเขาว่าเมื่อเหตุการณ์ที่เสียเลือดและน้ำตาของพี่น้องในวันนั้น มาถึงจุดนี้พี่มนต์ชัยคิดว่าต้องการอะไรกับชีวิตมากที่สุด คำเดียวที่เป็นเสียงของพี่น้องหลายชีวิตบอกต่อว่า “ต้องการเป็นคนไทย และเป็นสาเหตุที่ทหารเขากล่าวหาว่าไม่มีสัญชาติ ”
- คำกล่าวของพี่น้องกะเหรี่ยง ปกาเกอญอ บอกข้าฯในวันนั้น ข้าฯจึงไปแสวงหาผู้รู้หลายท่าน คนหนึ่งในนั้นคือ รศ.ดร.มารค ตามไท และ รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ สายสุนทร และก็ได้พบกับพี่อีก 2 คนคือ พี่ต้อง สรินยา กิจประยูร กับ พี่ตี๋ ชุติ งามอุรุเลิศ
- ข้าฯได้เรียนรู้ถึงแนวทางในการทำงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ คำว่า “สถานะบุคคล” กับ “สัญชาติ ” และขอเอ่ยถึงบุคคลสำคัญอีกคนหนึ่งที่ชื่อว่า บาทหลวงวิชัย โภคทวี เป็นคนที่ข้าฯพบก่อนที่จะเข้าไปเรียนรู้กระบวนการทำงานจริงในพื้นที่ อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี
- เมื่อข้าฯได้เรียนรู้และกลับมาคิดว่า มันไม่ยากเลยที่จะนำตัวอย่างจากสวนผึ้งวันนั้น นำกลับไปทำที่สวนทุเรียน และจากที่คนหลายคนแนะนำข้าฯก็บอกให้ข้าฯเขียนโครงการสิ เพื่อจะได้ทำงานให้พี่น้องที่เดือดร้อนได้อย่างเป็รูปธรรม ข้าฯก็ปฏิบัติตามคำแนะนำ แต่ขณะนั้นปี 2543 อาจไม่เป็นรูปธรรมชัดเจนมากเท่าใดนัก
- ในเบื้องต้นของการทำงานข้าฯได้ไปขอความช่วยเหลือด้านเงินจากอาจารย์หลายท่าน จนอาจารย์มารค ตามไท รับรู้ความประสงค์ของข้าฯ ให้เงินจำนวน 5 พันบาทถ้วน ซึ่งเป็นเงินก้อนแรกของโครงการฯ และอาจารย์หลายท่านที่กล่าวมาเป็นจุดเริ่มต้นให้ข้าฯมีพละกำลังใจในการทำงานตลอดมา
- ระยะแรก ข้าฯได้ชักชวนพี่ๆในชมรมฯ มาทำงานกับพี่น้องกะเหรี่ยงด้วย และระหว่างที่เราดำเนินงานนั้นได้รับการสนับสนุนจาก มูลนิธิธรรมไท มูลนิธิเอเซีย สภาองค์กรเด็กและเยาวชน (สอ.ดย.) และ จากกองทุนแคนาดา ด้วย ข้าฯก็ได้ประสานพี่น้องกะเหรี่ยงเพื่อรวมตัวกันเพื่อทำความเข้าใจในเรื่องสัญชาติที่จะต้องต่อสู้ ที่จะได้มาซึ่งสถานะที่จะต้องแตกต่างกันตามกฎหมายของประเทสไทยอย่างคร่าวๆ
- แต่ด้วยภาพเหตุการณ์การอพยพหมู่บ้านในครั้งนั้น มันก่อเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของชีวิตพี่น้องปกาเกอญอ เป็นอย่างมาก อาทิ พี่น้องจากที่เคยต้องปลูกข้าวกินเองอย่างชีวิตพอเพียงของคนอยู่กับป่า กระทั่งต้องมาจับจอบรับจ้างถางหญ้าให้กับคนทีมีสัญชาติไทยบนพื้นราบ นั่นคือพวกเขาต้องเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตอย่างสิ้นเชิง แต่มิใช่เพียงที่เขาถูกละเมิดการดำเนินชีวิตเพียงเท่านั้น พี่น้องยังถูกละเมิดสิทธิอีกหลายประการ อาทิ พี่น้องกะเหรี่ยงคนหนึ่งได้มีเอกสารบัตรประจำตัวบุคคลบนพื้นที่สูง (บัตรชนกลุ่มน้อยที่นิยามโดยกรมการปกครอง) แต่เมื่อบัตรใบนี้จะต้องกำจัดการย่างก้าวเท้าห้ามเดินทางออกนอกเขตในพื้นที่ที่ออกบัตร เมื่อเขาจำใจต้องเปลี่ยนแปลงวิถีชีวืตเพื่อเลี้ยงปากท้องเพื่อลูกและเมียของเขา เขาจักต้องก้าวเท้าออกเพื่อไปรับจ้างหางานซึ่งอยู่นอกเขตพื้นที่ๆนั้น โดยที่ต้องเกรงกลัวกับการเสี่ยงภัยระหว่างเดินทางที่เขาภาวนาในใจว่า ไม่ให้เจอตำรวจ เขาก็อดทน ฝ่าฟัน เรื่อยมาอยากหลบๆซ้อนๆ .... และถ้าถามว่าทำไมต้องออกนอกพื้นที่ละ ก็เพราะในพื้นที่มีปัญหาการแย่งงานกันทำ จากพี่น้องกว่า 500 ชีวิตที่จำต้องเปลี่ยนแปลงวิถีของเขาที่ถูกอพยพไม่ให้ทำมาหากินในพื้นที่ที่เขาเกิด
- ช่วงระหว่างนั้นที่รับรู้รู้เรื่องราว ผนวกกับพวกเรา พี่น้องกะเหรี่ยงได้ก่อตั้งกลุ่มเพื่อทำงานช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในนาม ศูนย์ศึกษาและพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่น นั้น เราค่อนข้างที่จะลังเลในระยะแรก เพราะเราตระหนักด้วยเหตุและผลกันมากขึ้นร่วมกัน ทำให้คำว่า “สัญชาติ” เป็นเพียงตัวแปรในความอ้างถึงว่าเป็นบุคคลที่ประเทศนั้นสร้างภูมิป้องกันแห่งชนชาติเท่านั้น แต่ “สัญชาติ” ไม่ได้หมายถึงที่ทำให้เขาไม่อดตาย ทีมงานของศูนย์ศึกษาฯในระยะแรกจึงเกิดอารมณ์ฟุ้งเฟ้อที่ว่า “ทำมันทุกอย่าง ทั้งเรื่องสัญชาติ ทรัพยากร คุณภาพชีวิต ฯฯฯฯ ” และแล้ว รศ.ดร.มารค ตามไท ที่ปรึกษาประจำศูนย์ศึกษาฯและพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่น ได้จี้แจ้งแถลงไขตักเตือนว่า “ทำทีละเรื่อง ใจเย็นๆ ไม่มีใครสามารถทำอะไรได้ทุกอย่างไปพร้อมกันได้ดี ” เป็นเสียงที่เราต้องหันกลับมามองสภาพการณ์และสภาวะในห้วงขณะหนึ่ง เราจึงนิ่งและคิดแผนกระบวนการใหม่
- แต่เราจะต้องไม่ลืมย้ำว่า การทำงานของศูนย์ศึกษาฯ คือการทำงานภายใต้ความคิดของชุมชนโดยชุมชนและจะต้องสอดคล้องกับวัฒนธรรมต้นกำเนิดด้วย
- พี่มนต์ชัย เป็นหัวเรือหลักที่สำคัญในการขับเคลื่อน ในระยะที่สภาวะสับสน เขาละทิ้งลูกและเมียของเขา ทำงาน ทำงาน ในหน้าที่พิสูจน์สถานะและสิทธิของพี่น้องในสถานะบุคคล พี่มนต์ชัยไม่เคยบ่นเลยสักคำเดียว เขามีหัวใจที่แข็งแกร่งในการต่อสู้เพื่อสิทธิที่พวกเขาควรจะได้รับ แต่มุมมองหนึ่งเขาบอกกับข้าฯว่า เขามีความรู้สึกสนุกที่ได้ทำ และประโยชน์ที่ได้รับก็มิใช่ว่าใครก็คือตัวของเขาและพี่น้องปกาเกอญอทุกคน
- ข้าฯจึงไปตั้งปลัก แบบลักษณะอาศัยความหน้าด้านสู้ทนในสถานที่ที่เรียกว่า ที่ว่าการอำเภอและกับศาลากลางจังหวัด ด้วยความที่เราเห็นสภาพปัญหาของเจ้าหน้าที่จากความที่เขาก็ไม่รู้ว่าจะแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลของชาวเขาในพื้นที่เขตที่ส่วนราชการหน่วยนี้รับผิดชอบให้ถูกต้องได้อย่างไรด้วย ข้าพเจ้าจึงเป็นตัวเชื่อมประสานกลาง กลาง ระหว่าง ชาวบ้าน ผู้นำชาวบ้าน กับ ส่วนข้าราชการทุกส่วนในพื้นที่ โดยมีหัวเรือหลักคือ พี่มนต์ชัย รับผิดชอบในโซนพื้นที่ 3 หมู่บ้าน / พี่ติ๋ม เป็นหัวเรือรอง รับผิดชอบในพื้นที่ 1 หมู่บ้าน / พี่ศักดิ์ดา เป็นหัวเรือปีกล่างที่ดูความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ / นายขอไข่ เป็นเรือหางท้าย รับผิดชอบ 1 หมู่บ้าน โดยการทำงานของพวกเขา ต้องต่อสู้กับปัญหาอุปสรรค นานา ที่จะนำมาบรรยายในบทต่อไปว่าเขาต่อสู้กับอะไรบ้าง
- จนกระทั่งการทำงานล่วงเลยมา ปี 2547 พี่น้องกว่า 1400 ชีวิต ได้รับสถานะที่ถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงหัวเรือทุกหัวเรือที่เป็นแกนหลักแห่งการทำงานที่ไม่ย่อท้อ มีแต่ความอดทน อดทน และอดทน แบบว่า ใช้ความสงบข่มขู่คู่ต่อสู้ก็ว่าได้ ซึ่งผิดกับตัวข้าพเจ้าที่ทั้งปล่อยน้ำตาเล็ด ร่วงกราวตลอดเวลา ท้อ ท้อ แต่หัวเรือทุกคนช้อนตัวข้าพเจ้าให้อบอุ่นได้เสมอทุกครั้งไปสิหน่า
- อย่างไรก็ดีข้าพเจ้า ขอเอ่ยชมบุคคลหนึ่งที่เป็นผู้อยู่เคียงข้างการดำเนินงานร่วมกำหนดชะตาสถานะบุคคลให้ผ่านไปได้ด้วยดี ถึงแม้จะต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ที่จำกัดของส่วนราชการด้วยนั้น คือ นางสาวศิริรัตน์ ปานทอง ปลัดอำเภอ
- ต้นปี พ.ศ.2548-กลางปี 2549 พี่น้องอีก 500 ชีวิต ก็ได้รับอนุมัติจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สถานะที่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ยังคงหลงเหลือคนที่ตกข้างที่ต้องรออนุมัติเพียง 180 ชีวิต ในพื้นที่ 5 หมู่บ้าน 3 อำเภอ 2 จังหวัดที่เคยยื่นคำร้องไปแล้ว
- ระหว่างนั้นตัวของข้าฯก็ยังสับสนอีก ประกอบกับสภาวะการณ์ที่เราต้องเสียค่าโง่ให้กับทาสแห่งการขับเคลื่อนของตัวเราเอง
- เสียงโทรศัพท์ดังขิ้นเมื่อเดือนมิถุนายน 2548 พี่แป้น ประไพร เกสรา และ พี่โจ้ ณัฐพล สิงห์เถื่อน จากมูลนิธิกระจกเงา…..เอ่ยกล่าวให้เราไปทำงานสถานะบุคคลในพื้นที่สึนามิ เสียงที่ก้องตอบรับในใจว่า เป็นโอกาสที่ดีสำหรับเราจริงๆ และแล้วการเดินทางสู่พื้นที่ 6 จังหวัดที่ประสบภัยสึนามิก็ได้เริ่มต้นขึ้น มูลนิธิกระจกเงา โอบอุ้มเราตลอดเวลา มีพี่ๆน้องๆที่มีรอยยิ้มแห่งการทำงานอาสาสมัครในพื้นที่มากมาย ...... แต่กระนั้นข้าพเจ้าซึ่งไม่เคยทำงานแบบมนุษย์รับเงินเดือนและประกอบกับสภาวะสถานการณ์ในพื้นที่ประจวบฯยังคงมีไอแห่งความอบอุ่นรอข้าฯอยู่ด้วย จึงจักต้องขอลาจากงานในสึนามิออกมา
- ข้าฯได้เรียนรู้กับมูลนิธิกระจกเงา เรียนรู้กับพี่น้องชนเผ่ามอแกลน มอแน อุรักลาโว้ย พี่น้องมุสลิม คนไทยพลัดถิ่น คนไทยอีสาน คนถิ่นพลัด ฯฯ เป็นบทเรียนแห่งการเรียนรู้ที่ยิ่งใหญ่ ตลอดระยเวลา 7 เดือน ..... ถึงแม้เป็นระยะเวลาอันสั้นแต่ข้าฯก็ได้เรียนรู้ว่า มูลนิธิกระจกเงา ได้สะท้อนตัวตนของข้าฯออกมาได้
- ข้าฯจึงมุ่งสู่เมืองเชียงใหม่ .. ถิ่นที่ได้สอนให้ข้าฯรู้จักอิ่มกับการใช้ชีวิตคนเมืองเมื่อสมัยวันเรียน แต่ตัวข้าฯก็พบว่าตัวตนของข้าฯมีจิตสำนึกเพียงพอกับชีวิตที่ผ่านมาข้างต้น ข้าฯต้องกลับไปแสวงหาคำว่า “สิทธิ” ที่สมบูรณ์ต่อพี่น้องปกาเกอญออีกครั้งเป็นแน่
- กลางปี 2549 เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง ........... พี่ต้อง สรินยา กิจประยูร บอกกับเราว่ามีงานผู้ช่วยนักวิจัยเรื่องตรวจสอบสถานการณ์การจดทะเบียนการเกิดในพื้นที่ประสบภัยสึนามิ สนใจไหม...... และแล้วจับพลัดจับพลู ข้าฯก็ได้ไปเยือน 6 จังหวัดสึนามิอีกครั้ง คราวนี้ได้พลังแรงกล้าโดยมี หัวเรือหลักคือ รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ สายสุนทร อาจารย์แหวว เป็นผู้ส่งพลังแห่งการเรียนรู้ที่จักต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้ข้าฯได้โตพอที่จะก้าวข้ามสู่สังคมที่เปลี่ยนแปลงอีกครั้ง
- งานในฐานะผู้ช่วยนักวิจัย ตรวจสอบสถานการณ์ด้านข้อเท็จจริงในพื้นที่ ตัวข้าฯมารู้ว่าถนัดในงานด้านนี้ก็ต่อเมื่อได้เรียนรู้และได้ปฏิบัติและได้แบ่งจัดระบบของความคิดออกมาเป็นส่วนๆ อ.แหวว เป็นคนหนึ่งที่สอนให้เราคิดเป็นระบบ (ถึงแม้วันนี้ข้าฯก็ยังสับสน) งานนี้ทำให้ข้าฯ รู้สึกภูมิใจว่าอย่างมากมาย ได้เรียนรู้จากผู้ใหญ่ใจดี และพี่น้องที่ประสบปัญหา หลากหลายท่านทีเดียว จนงานวิจัยผ่านสถานการณ์ปฏิวัติและคืบคลานแล้วเสร็จไปเมื่อต้นกุมภาพันธ์ 2550 นี้
- เสียงจากพี่น้องปกาเกอญอ ในพื้นที่อีกพื้นที่หนึ่งโซนกลางของผืนป่าแก่งกระจาน และเสียงของพี่น้องในศูนย์ศึกษาและพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่น เสียงทุกคนสะท้อนดังก้องอยู่ในจิตสำนึกของข้าพเจ้า จนกลับหวนคิดถึงคำของของอาจารย์มารค ตามไท ที่ว่าทำทีละเรื่องได้ผลดีอย่างไรนั้น ณ วันนี้ข้าฯพร้อมที่จะเริ่มก้าวที่ 2 แล้ว
- ระยะเวลากว่า 8 ปี ที่ข้าพเจ้าได้มีโอกาสเรียนรู้ของคำว่า “มนุษย์” นั้น ไม่ได้สูญเปล่าเลยสักนิดเดียว ปี 2550 เป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงโดยแท้ ที่ทำให้ข้าฯไม่มองข้ามสิ่งรอบข้างที่อยู่มิใกล้มิไกล ข้าฯจักต้องไม่ให้การเรียนรู้ที่ผ่านมาของข้าฯหยุดนิ่งเป็นแน่ และข้าฯบอกกับตัวตนของข้าฯเสมอว่า อดีตข้าฯเป็นคนด้อยโอกาสที่จะแสวงหาการเรียนรู้ พี่น้องปกาเกอญอ เป็นผู้ให้โอกาสแห่งการเรียนรู้กับข้าฯในวันนี้
- สิ่งที่เขียนมายื่นยาวนั้นเพียงแต่เพื่อการตอบสนองย้ำเตือนสติของข้าพเจ้าเท่านั้น แต่ถ้าเป็นผลแห่งการเรียนรู้เพื่อคนอื่นก็จักดี ……
- 10 มีนาคม 2550 ณ สำนักงาน FACE : บทสื่อสารก้าวที่ 1 : น

เอ๋ ? ? สงสัยจนอยากรู้ว่าเพื่อนของพี่ขจิตที่ว่าไปออกค่ายที่เพชรชื่ออะไรอะคะ เพราะเผื่อที่จะได้เชื่อมโยงกันได้ในการขอคำแนะนำด้วยคะ
อืม งง ว่าขอบคุณเรื่องอะไร
ตอนนี้พี่แหม่ม ก็ยังอยู่ที่โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก และประจำอยู่ที่ ตะกั่วป่า จ.พังงา ด้วยคะ
อืม พี่การ์ตูน คุ้นๆจังเลย แต่ยังนึกไม่ออก
ขอบคุณเช่นกันเจ้าค่า
ขออนุญาติ ลงคำหลัก kmr
1. นุชยังไม่รู้จัก ยังไม่เข้าถึง ไม่เข้าใจ km / kmr เลย
2. ที่ใส่คำหลักนี้เพราะนุชอยากรู้ว่า km kmr ที่นุชบันทึกของตนเอง เป็นการจัดการความรู้แบบไหน เป็นหรือไม่ก็ไม่รู้
3. นุชเข้าใจเอาเองว่า kmr คือ การหาความรู้จากค้นหา ?
4. เพื่อที่จะหาความหมายในการตอบคำถามในความสับสนของนุชเอง
???????????
นุชไม่รู้อะไร ถูก อะไร เหมาสม ไม่เหมาะสม มากนัก