การที่จะทำงานให้สมบูรณ์ ครบถ้วนต้องยอมเหนื่อย และทุ่มเททั้งกำลังกาย ใจ และสมอง จึงจะทำงานให้สำเร็จ

เมื่อเช้า (9 มีนาคม 2550) ผมได้ได้เดินทางไปพบท่าน ผศ.ดร.แสวง  รวยสูงเนิน Advisor วิทยานิพนธ์ของผม ที่คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อรายงานความก้าวหน้า และเรียนปรึกษาเกี่ยวกับการทำวิทยานิพนธ์ เรื่องการจัดการความรู้เกษตรกรรมแบบประณีตตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง

อาจารย์มาถึงคณะฯ (ที่นัดหมาย) ด้วยอารมณ์ยิ้มแย้มแจ่มใส สบายๆ ตามสไตล์ของอาจารย์เมื่อพบลูกศิษย์ แต่หารู้ไม่ว่าครั้นอาจารย์ยิ้มทีไรยิ่งทำให้ลูกศิษย์ต้องตระหนัก และเสียวหลังแว๊บๆ ว่าตายแน่ๆ แสดงว่าวันนี้อาจารย์ได้เตรียมข้อมูลมาอย่างเพียบพร้อมเพื่อที่จะจัดการความรู้อย่างไร้กระบวนท่ากับนักศึกษา

เป็นไปตามคาด ครั้นเริ่มเปิดฉากการสนทนาพูดคุยตามหัวข้อที่ไปทบทวนมา ในเรื่องของการจัดการความรู้ KM คืออะไร เพราะนี่คือหัวใจสำคัญในการที่จะทำวิทยานิพนธ์ ของผม หรือหากเปรียบเทียบกับการที่เราจะสร้างบ้าน ก็เสมือนโครงสร้างของบ้านนั่นเอง ผมจึงได้ตอบอาจารย์ไปตมที่ได้ไปทบทวนมาว่า   KM เป็นเครื่องมือที่ใช้ในกระบวนการขับเคลื่อนเพื่อก่อให้เกิดพลังแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การทำงานร่วมกันตลอดทั้งการเสริมกำลังใจซึ่งกันและกันในการทำงานให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ในการจัดการความรู้ถือเป็นการพัฒนาเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กรโดยให้ความสำคัญกับบุคลากรในองค์กรชุมชนเป็นสำคัญเน้นกระบวนการที่เป็นกัลยาณมิตรการเปิดใจซึ่งกันและกันการจัดการความรูนั้นจะดําเนินการในลักษณะที่เป็นแบบบูรณาการหรือให้เนียนอยู่ในงานเนื้องานดําเนินการโดยไมทําใหสมาชิกขององคกรรูสึกว่ามีภาระเพิ่มขึ้นอันจะส่งผลให้เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องและยาวนาน"

หลังจาผมพูดจบอาจารย์ก็บอกว่า "นั่นไม่ใช่บริบทของเรา" จึงทำให้ผมต้องตกเก้อี้ในรอบแรก จริงๆ แล้วในการที่จะวิจัยเรื่องการจัดการความรู้ KM นั้น เราเข้าใจคำว่าความรู้ดีพอหรือยัง และอาจารย์ได้สอบถามต่อว่า แล้วความรู้ อยู่ที่ไหน? ผมจึงได้ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ (ลปรร ) กับอาจารย์ นกระทั่งตกเก้าอี้อีก 2 รอบ รวมเป็น 3 รอบพอดีๆ สุดท้ายจึงได้สรุปออกมาว่า จริง ๆแล้วความรู้นั้นจึงอยู่ที่ตัวคน  ในการที่เราจะจัดการความรู้นั้นเราต้องไปศึกษาในเรื่องของกระบวนการคิดของคน ว่าความรู้ที่ได้มานั้นมีที่มาอย่างไร เขาคิดอย่างไร เราต้องไปดูเบื้องหลังการถ่ายทำจึงจะเป็นการจัดการความรู้อย่างแท้จริง

จากประเด็นตรงนี้อาจารย์ได้สะท้อนให้เห็นเพิ่มเติมครับว่าในการที่เราจะทำการศึกษาวิจัยอะไรนั้น เราต้องเข้าใจทุกมุมด้าน มีความลึกพอ และที่สำคัญคือต้องศึกษาด้วยใจ และทุ่มเท <p>จากนั้นจึงได้สนทนาร่วมกับอาจารย์จนครบกระบวนความ พร้อมกันนั้นในสิ่งที่ผมจะทำการศึกษาอารย์ก็มีความกังวลนิดๆ ครับว่าในงานที่ผมกำลังจะศึกษาต้องมีมีควมชัดเจน โดยเร็ว เพราะนี่คือการทำวิทยานิพนธ์ KM ในระดับปริญญาเอก  และยังไม่มีใครทำ จึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก </p><p>จากนั้นผมจึงได้นำเรียนเสนออาจารย์เพิ่มเติมครับว่า ในสิ่งที่ผมจะทำการศึกษานั้นคงจะต้องศึกษาให้ครอบคลุมมากที่สุด และมีความลึก ตั้งแต่ KM ระดับปัจเจคบุคคล Learning Organization(LO)Communities of Practice (COP) อันจะนำไปสู่นโยบาย (Policy) ในการพัฒนาต่อไป</p>

จากกระบวนการ ลปรร. กับอาจารย์ที่ปรึกษานับว่าเป็นกระบวนการ KM ที่มีชีวิตชีวา ซึ่งทำให้ผู้เรียนอย่างผมได้มีความกระจ่าง และเห็นช่องทางมากขึ้นในการที่จะขับเคลื่อนวิทยานิพนธ์ของตนเอง ถึงแม้นจะตกเก้าอี้ถึง 3 ครั้ง แต่ก็มีพลังในการที่จะก้าวเดินต่อไปสู่ความสำเร็จ

ขอบคุณครับ

อุทัย   อันพิมพ์

9 มีนาคม 2550

</span>