คำว่าเกิดก็ใช้ไม่ได้ คำว่าไม่เกิดก็ใช้ไม่ได้ คำว่าทั้งเกิดทั้งไม่เกิด ก็ใช้ไม่ได้ คำว่า จะว่าเกิดก็ไม่ใช่ ไม่เกิดก็ไม่ใช่ ก็ใช้ไม่ได้

     ถ้าท่านผู้ใดสนใจในพระพุทธศาสนาสักหน่อย ท่านอาจเคยมีคำถามว่า ภาวะของนิพพานนั้นเป็นอย่างไร? หลายสำนักบอกว่านิพพานคือเมืองแก้วที่สวยสดงดงาม บางสำนักก็ว่าเป็นความดับสูญไม่เหลืออะไร บางสำนักก็ว่าเป็นสภาวะที่เป็นอมตะ ไม่เกิด ไม่ตาย ก็แล้วแต่ว่ากันไปครับ

     คำถามเหล่านี้มีมาแต่สมัยพุทธกาลแล้ว และคำถามนี้พระพุทธเจ้ามีคำตอบครับ


     พุทธพจน์เปรียบเทียบพระอรหันต์สิ้นชีพเหมือนไฟดับ  ดังความตอนหนึ่งในคำสนทนาระหว่างพระพุทธเจ้ากับวัจฉโคตตปริพาชกต่อไปนี้

วัจฉโคตต์: ท่านพระโคดมผู้เจริญ  ภิกษุผู้มีจิตหลุดพ้นแล้วอย่างนี้  จะเกิด ณ ที่ไหน?

พระพุทธเจ้า: ดูก่อนวัจฉะ  คำว่าจะเกิด  ก็ใช้ไม่ได้

วัจฉโคตต์: ถ้าอย่างนั้น  ก็ไม่เกิด

พระพุทธเจ้า: คำว่า ไม่เกิด ก็ใช้ไม่ได้

วัจฉโคตต์: ถ้าอย่างนั้น ก็ทั้งเกิดและไม่เกิด

พระพุทธเจ้า: คำว่าทั้งเกิดและไม่เกิด  ก็ใช้ไม่ได้

วัจฉโคตต์: ถ้าอย่างนั้น  จะว่าเกิดก็ไม่ใช่  ไม่เกิดก็ไม่ใช่

พระพุทธเจ้า: คำว่า จะว่าเกิดก็ไม่ใช่  ไม่เกิดก็ไม่ใช่  ก็ใช้ไม่ได้

วัจฉโคตต์: ท่านพระโคดมผู้เจริญ ฯลฯ  ในเรื่องนี้  ข้าพเจ้าถึงความงุนงงเสียแล้ว  ข้าพเจ้าถึงความหลงไปหมดเสียแล้ว, แม้ความเลื่อมใสที่ได้มีแก่ข้าพเจ้าด้วยถ้อยคำสนทนาเบื้องต้นของท่านพระโคดมผู้เจริญนั้น  ถึงบัดนี้  ก็ได้หายไปหมดแล้ว

พระพุทธเจ้า: ดูก่อนวัจฉะ  ควรแล้วที่ท่านจะงุนงง  ควรแล้วที่ท่านจะหลงไป  เพราะธรรมชาตินี้ลึกซึ้ง  เห็นได้ยาก  รู้ตามได้ยาก  สงบ  ประณีต  หยั่งไม่ได้ด้วยตรรก  ละเอียด  บัณฑิตพึงรู้ได้, ธรรมนั้นอันท่านผู้มีทิฏฐิอื่น  มีแนวความเห็นอื่น  มีหลักที่พอใจอย่างอื่น  มีความเพียรที่ประกอบแบบอื่น  ถืออาจารย์สำนักอื่น  ยากจะรู้ได้, ถ้าอย่างนั้น  เราจักย้อนถามท่านในเรื่องนี้, ท่านเห็นควรอย่างไร  พึงกล่าวชี้แจงอย่างนั้น, ดูก่อนวัจฉะ  ท่านสำคัญว่าอย่างไร  ถ้าไฟลุกโพลงเบื้องหน้าท่าน, ท่านรู้ไหมว่า  ไฟนี้ลุกโพลงอยู่เบื้องหน้าเรา?

วัจฉโคตต์: ...ข้าพเจ้าพึงรู้ได้ ฯลฯ

พระพุทธเจ้า: ก็ถ้าใครๆ พึงถามท่านอย่างนี้ว่า  ไฟที่ลุกโพลงอยู่เบื้องหน้าของท่านนี้  อาศัยอะไรจึงลุกโพลง, ท่านถูกถามอย่างนี้  จะพึงกล่าวชี้แจงอย่างไร?

วัจฉโคตต์: ...ข้าพเจ้าพึงกล่าวชี้แจงว่า  ไฟที่ลุกโพลงอยู่เบื้องหน้าข้าพเจ้านี้  อาศัยเชื้อคือหญ้าและไม้  จึงลุกโพลงได้

พระพุทธเจ้า: ดูก่อนวัจฉะ  ถ้าไฟเบื้องหน้าท่านนั้นพึงดับไป  ท่านจะรู้ไหมว่า  ไฟเบื้องหน้าเรานี้ดับไปแล้ว

วัจฉโคตต์: ...ข้าพเจ้าพึงรู้ได้ว่า  ไฟเบื้องหน้าข้าพเจ้านี้ดับแล้ว

พระพุทธเจ้า: ก็ถ้าใครๆ พึงถามท่านอย่างนี้ว่าไฟเบื้องหน้าท่านนี้ที่ดับแล้วนั้น  ไปจากนี่สู่ทิศไหน  ทิศตะวันออก  ทิศตะวันตก  ทิศเหนือ  ทิศใต้, ท่านถูกถามอย่างนี้แล้ว  จะพึงกล่าวชี้แจงว่ากระไร?

วัจฉโคตต์: (ข้อความถามตอบอย่างนั้น)  ใช้ไม่ได้ดอก  ท่านพระโคดมผู้เจริญ, เพราะว่าไฟนั้นอาศัยเชื้อคือหญ้าและไม้ใดจึงลุกโพลงอยู่ได้, เพราะเชื้อนั้นหมดสิ้นไป   และเพราะไม่ได้เชื้ออื่นเติม  ไฟนั้นก็ถึงความนับได้ว่าหมดเชื้อดับไปเท่านั้นเอง

พระพุทธเจ้า: ฉันนั้นเหมือนกันแล  วัจฉะ  บุคคลเมื่อจะบัญญัติตถาคต  พึงบัญญัติด้วยรูป...เวทนา...สัญญา...สังขาร...วิญญาณใด  รูป...เวทนา...สัญญา...สังขาร...วิญญาณ นั้น  ตถาคตละได้แล้ว  ถอนรากเสียแล้ว  ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วน  ถึงความไม่มี  มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา, ตถาคตพ้นจากการนับว่ารูป...พ้นจากการนับว่าเวทนา...พ้นจากการนับว่าสัญญา...พ้นจากการนับว่าสังขาร...พ้นจากการนับว่าวิญญาณ  ลึกซึ้ง  ประมาณไม่ได้  หยั่งได้ยาก  เปรียบเหมือนมหาสมุทร, คำว่าเกิดก็ใช้ไม่ได้  คำว่าไม่เกิดก็ใช้ไม่ได้  คำว่าทั้งเกิดทั้งไม่เกิด ก็ใช้ไม่ได้  คำว่า จะว่าเกิดก็ไม่ใช่ ไม่เกิดก็ไม่ใช่ ก็ใช้ไม่ได้

จากหนังสือ พุทธธรรม ฉบับขยายความ
โดย พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต)
หน้า 391 - 392

     หวังว่าบางท่านคงกระจ่างกันสักหน่อยนะครับ  เราห่างไกลจากสมัยพุทธกาลมานานเหลือเกิน  คำศัพท์บางคำมาถึงสมัยนี้ก็เปลี่ยนความหมายไป  บางคำก็มีความหมายตรงข้ามไปเลยก็มี

     เช่น คำว่า กรรม ความหมายจริงๆ แปลว่าการกระทำ ซึ่งเป็นคำกลางๆ ทำดีก็กรรมดี  ทำชั่วก็กรรมชั่ว  แต่มาสมัยนี้คำว่ากรรมมีความหมายเปลี่ยนไปใช้เฉพาะกรรมชั่วเท่านั้น

     ทีนี้ถ้าเราฟังหรืออ่านโดยแปลเป็นภาษาปัจจุบัน หรือเป็นภาษาคน (ไม่ใช่ภาษาธรรม) ความหมายก็เพี้ยน  หรือผิดไปเลยครับ

 

ธรรมะสวัสดีครับ
ธรรมาวุธ