ระหว่างวันที่ 23 กุมภาพันธ์ -1 มีนาคม 2550  อาตมาได้มาพักที่วัดทุ่งไทรทอง หมู่ 8 ทุ่งวัวแล่น เพื่อมาเยี่ยมพระอาจารย์เคลิ้ม  เจ้าอาวาส  แต่ท่านไปพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ตอนนี้หายดีแล้ว ช่วงนั้นอาตมาก็เลยอาสาเฝ้าวัดให้ เพราะมีพระ 4 รูป มีกิจนิมนต์ที่งานในหมู่บ้านทุกวัน

      ระหว่างที่พักอยู่ที่นั่น อาตมาได้มาเดิน ตอนเช้าตอนตี 4 ที่ชายหาด ประหนึ่งเป็นการเดินออกกำลัง หรือจงกรม หรือทำสมาธิ คละกันไป หาดทรายที่สะอาด เม็ดทรายละเอียด ทำให้เดินสบายเท้า การทำสมาธิ ไม่ถูกรบกวนด้วยปัจจัยอื่นใด  แหงนมองขึ้นไปบนท้องฟ้า ยามใกล้รุ่งนี้ ยังเห็นแสงดาวระยิบระยับชัดเจน บนถนนเรียบชายทะเล มีชาวต่างชาติ ฝรั่งวิ่งจ๊อกกิ้ง ออกกำลังกาย พวกเขามีความเชื่อมั่นถึงความปลอดภัยของที่นั่น

      เวลา 6 นาฬิกา ยังไม่ถึงครึ่ง อาตมาเดินมาที่ชายหาดอีกครั้ง หลังจากทำวัตรเช้า เพื่อดูพระอาทิตย์ขึ้น ลูกไฟสีแดงส้มดวงโต เท่ากะละมังใหญ่ โผล่ขึ้นจากขอบฟ้า ปรากฏเงาสะท้อนบนพื้นน้ำ  สาดแสงนวลแดง เพิ่มสีสัน ให้แก่ยามเช้าตรู่ของหาดแห่งนี้ ช่างภาพ ตั้งกล้องจับภาพ ที่สวยงามจนพระอาทิตย์ ทำมุมขึ้นหลายองศา

ทุกๆเช้าเห็นนักออกกำลังกาย หลายท่าน เดิน วิ่ง มาตามชายหาด 

        ยามสาย เหล่าพระสงฆ์ ช่วยกันกวาดลานวัด เก็บขยะ เศษใบไม้  กวาดบริเวณรอบๆกุฏิ มีชาวต่างประเทศชาวยุโรป ที่มาพักผ่อน มาสนทนากับอาตมา ทำให้ทราบว่า เขาชอบมาทีนี่ในระหว่างที่ประเทศของเขาอากาศเย็น ระหว่างเดือนพฤศจิกายน จนถึงกุมภาพันธ์  คู่สามี ภรรยาชาวเดนมาร์กอายุประมาณ  55 -60 ปีมาพักที่นี่ 2 เดือนแล้ว และจะอยู่ต่ออีก 1 เดือนมาติดต่อกัน 2 ปีแล้ว ปีนี้ปีที่ 3 สนใจศาสนาพุทธ ภรรยาเคยไปปฎิบัติธรรม 2 อาทิตย์ ที่วัดแห่งหนึ่งไม่ไกล จากกรุงเทพ ประมาณ ว่า เดินทางออกจากกรุงเทพ 1 -2 ชั่วโมง

   อีกท่านหนึ่งเป็นชาวเยอรมัน เกษียณอายุจากการเป็นวิศวกรควบคุมการการเดินรถไฟ ตอนนี้ อายุ 62 ปี มาที่นี่ครั้งแรก เพราะหลานชาย (ลูกของน้องสาว) เช่าบ้านพักหลังหนึ่งที่นี่ ตอนนี้หลานชายไปดูธุรกิจที่ประเทศจีน จึงอยู่พักผ่อนคนเดียว ชอบมาก เพราะที่นี่สงบดี อยากจะพักอยู่นานๆ ค่าใช้จ่ายก็ไม่แพงนัก เพราะอยู่บ้านเช่าไม่ได้อยู่โรงแรม อาหารก็ชอบอาหารไทย เพราะเป็นคนทางตอนใต้ของเยอรมัน ทานอาหารเผ็ดได้

    อาตมาได้มีโอกาสซักถามหลายเรื่อง แต่มีเรื่องที่คุยแล้วดูท่าทาง เขาจะสนุก หัวเราะจนหน้าแดง จนเห็นเส้นเอ็นที่คอชัด คือเรื่องคนเยอรมันที่แต่งงานแล้วมักจะอ้วน โดยเฉพาะผู้หญิง เพราะชอบกินของกินเล่น ตอนดูโทรทัศน์ เขาบอกว่า ดูไปกินไป กินไปดูไป (พร้อมกับทำท่าทาง) กินโดยไม่รู้ตัว เดี๋ยวหยิบเข้าปาก สองอย่างสามอย่าง ส่วนใหญ่เป็นมันฝรั่งทอด ไอครีม ขนมเค้ก คุกกี้ ล้วนเป็นอาหารที่ไขมันเยอะ  สุดท้ายก็อ้วนมาก และไม่สบาย ต้องไปหาหมอ  เงินทองที่อุตส่าห์ ทำมาหามาได้ ก็ต้องไปจ่ายเป็นค่าหมอ   ฝรั่งเขาบอกว่า เขาก็งงเหมือนกัน อาตมาเลยอธิบายให้ฟังว่า  ชาวพุทธเราเรียกว่า  กินตามกิเลส จริงๆเด็ก 10 ขวบก็รู้ แต่คนอายุ 30 40 ก็ยังทำกันไม่ได้

    อาตมาพักอยู่ที่นั่น สังเกตเห็นว่ามีชาวยุโรป ชอบมาพักผ่อนที่ชายหาดทุ่งวัวแล่น ส่วนใหญ่เป็นคนมีอายุ คนกลุ่มนี้ น่าจะเป็นกลุ่มเป้าหมายของนักท้องเที่ยว ที่มีคุณภาพ ชอบความสงบ ชอบอาหารธรรมชาติ ที่ปลอดสารพิษ กินน้ำมะพร้าวอ่อน  ไม่ขี้เมา ชอบความอ่อนโยนของคนไทย สนใจศาสนาพุทธ  พักอยู่นานๆ อ่านหนังสือ เล่นน้ำทะเล เดินเล่นชายหาด นอนอาบแดด ชอบนวดแผนไทย ( คนท้องถิ่นที่นั่น เปิดร้านนวดราคาไม่แพง ) ทำให้สอนลูกหลานให้มีอาชีพ มีรายได้ ไม่ต้องอพยพไปแออัดอยู่แต่ในเมืองใหญ่

      แม้ว่าสิ่งที่เล่ามาให้ฟัง จะดูเป็นเรื่องเล็กๆในสายตาของบางคน ถ้ามันเป็นเรื่องที่ดี การบอกต่อก็เป็นเรื่องที่ดี มิใช่หรือ ยิ่งฟังแล้วเห็นว่าเป็นประโยชน์นะ  ลองทำดูก็ยิ่งเป็นประโยชน์มิใช่หรือ ก็ไม่น่าจะอ่านแล้วเฉยๆ นึกว่าจะทำอะไรได้บ้าง ก็ลองไปทำดู  ขอเจริญพร