การอ่าน ของคนเรานั้น มันช่างหลากหลาย ไม่ใช่แต่เพียง "อ่านอะไร" แต่รวมถึง "อ่านอย่างไร" ด้วย

วันแรก วันเช็คอิน

ผมหมายความว่าอย่างนั้นจริงๆ คือ "วันแรกเป็นวันเช็คอิน" เพราะเราเช็คอินกันหนึ่งวันเต็มๆ

ตอนเช้าวันแรก ผมกับศรชัยตื่นมาพร้อมๆกัน (มารู้ทีหลังว่า ศรชัยคงไม่ค่อยได้นอนเท่าไหร่ เพราะผมพึ่งนึกขึ้นได้ตอนเช้าว่า ผมนั้นนอนกรนสะบั้นหั่นแหลก เป็นข้อมูลจากภรรยา แต่ผมก็ไม่เคยพิสูจน์หรือได้ยินด้วยตนเอง จึงสอบถามดูจากศรชัยว่าอาการผมหนักขนาดไหน ศรชัยยิ้มอย่างสุภาพ--ระโหยโรยแรง-- confirm เบาๆว่าหนักสมคำเล่าลือจริงๆพี่ ด้วยความสังเวชเวทนา เราก็เลยตกลงกันว่าขอแยกทาง (นอน) กันเพียงแค่คืนแรกก็แล้วกัน) เราก็ออกจากที่พัก คือ แป้นเกร็ดวิลล่า ที่อยู่ห่างจากบ้านอิงดอย สถานที่สัมมนาแค่สามอึดใจ (ยาวๆและวิ่งไป) ไปตั้งแต่ 8 โมง เดินไปปรากฏว่าที่ห้องประชุม ยังไม่มีใครมาเลย หันรีหันขวางจนกระทั่งยามมั่นใจว่าเราคงจะหันอยู่อย่างนั้นไปอีกนาน ก็เลยเข้ามาถามว่าจะให้ช่วยอะไรไหม ผมก็ตอบไปว่า "มาประชุม แล้วนี่เช้าๆเขาไปกินน้ำชากันตรงไหน?" พอได้ยินคำว่า "กินน้ำชา" เขาก็ยิ้มออกมาแปลว่าช่วยเราได้ พลางชี้ไปที่บ้านที่ปลูกเป็นแถวๆ บอกว่า "อ๋อ บ้านอาจารย์อยู่ตรงนั้นแหละครับ ที่มีต้นไม้เยอะๆ" ผมกับศรชัยก็ย้ายไปที่ใหม่

เจอ อ.ฌานเดช กับ อ.ประสาท กำลังกินกาแฟกันอยู่หน้าบ้าน โอ้ โห มีซุ้มกาแฟ Espresso หน้าบ้านด้วย ใจชื้นขึ้นมาอย่างออกนอกหน้า อ.ฌานเดชเชื้อเชิญให้เรานั่ง เราก็ค้นพบต่อไปว่าเด็กเสริฟ (และเจ้าของร้าน) กาแฟวุ้มนี้ก็คือน้องกาด ลูกสาว อ.ฌานเดชนั่นเอง ได้เริ่มต้นวันใหม่ด้วย double espresso อย่างนี้ ถึงไหนถึงกัน อ.ฌานเดชได้ยืนยันอีกทีว่า reserve กาแฟตรงนี้สามารถ supply ตลอดการประชุม ยิ่วทำให้รู้สึกดียิ่งขึ้น

แล้วเราก็เดินไปทานข้าวต้มแสนอร่อยเป็นอาหารเช้า สมาชิกผู้เข้าอบรมก็ทะยอยกันมา จากแพร่ จากนครพิงค์ จากสันทราย จากพิษณูโลก จากนครสวรรค์ ดูเหมือนเราจากหาดใหญ่จะมาไกลสุด

เริ่มต้นเช็คอิน

ด้วยธรรมเนียมปฏิบัติ ก้เริ่มต้นกันด้วยใครมาจากไหน มาที่นี่ทำไม ใครบังคับหรือไม่ (น้องขวัญ ลูกพี่แดงทำท่าตอนแรกจะตกอยู่ใน category นี้ แต่ตอนหลังผมคิดว่าไม่ใช่แล้ว) ประกอบกับ background การอ่าน เขียน แปล ของแต่ละคน ก็ค่อยๆถูกเล่าเรียงร้อยเชื่อมโยง

เป็นความมหัศจรรย์เกิดขึ้นทีละน้อยๆ ที่เราไม่เคยคิดเลยว่า การอ่าน ของคนเรานั้น มันช่างหลากหลาย ไม่ใช่แต่เพียง "อ่านอะไร" แต่รวมถึง "อ่านอย่างไร" ด้วย อ่านแบบ high speed (เพือเอาหนังสือเช่าไปคืน) อ่านแบบ skim อ่านแบบ scan อ่านแบบดูดดื่ม อ่านแบบทรมาน อ่านแบบกลืนกิน อ่านแบบขับถ่าย ฯลฯ

ผู้ชายหลายคน (ที่วัยอยู่กลุ่มเดียวกัน) เริ่มหาสิ่ง common ได้ เช่น พล นิกร กิมหงวน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หนังสือกำลังภายใน ที่ดูจะเป็น common trait โดยแท้ ต่างคนต่างก็รู้ซึ้งถึง "วิญญูชนจอมปลอม อย่างงักปุกคุ้ง" หรือว่า "ถ้ำไหนๆก็ตามในหนังสือกำลังภายใน จะเต็มไปด้วยของวิเศษ คัมภีร์ฝีมือ และกระบี่กายสิทธิ์" ทุกคนทราบว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่มีการตกเหว ไม่เพียงแต่คนจะไม่ตาย แต่จะได้รับ "ประสบการณ์ปาฏิหาริย์" กลับมาเก่งกว่าเก่าหลายสิบเท่า ไม่รู้ว่ามีใครจะสรุปไปด้วยหรือไม่ว่าพระเอกนั้นมักจะมีเมียประมาณ 3-5 คนได้ โดยแต่ละคนก็ยอมอยู่ร่วมกันเป็นอย่างดี ขวยเขิน เอียงอาย แต่ไม่ตบตีกัน

ก็จะต่างจากหมอสุนันท์ ที่สารภาพว่าไม่สามารถอ่านกำลังภายในได้ เพราะจำชื่อตัวละครไม่ได้ เธอชำนาญในการ plot และรับรู้สิ่งต่างๆเป็น "รูปภาพ" อย่างเฉียบพลันทันที (และก็เลยถูกแกล้งด้วยการพูดให้เธอจำนนวาดภาพอะไรๆ น่าเกลียดฝังในสมอง มโนภาพ ไปหลายอย่าง เช่น "นักเรียนรอครูอ้าซ่า" ของคุณนา หรือภาพ "อาบน้ำหมู่" ของพี่กิจจา (บรื้อ.... สยดสยองจริงๆ หมดสภาพนักกีต้าร์คลาสสิกสุนทรีย์ที่อุตส่าห์สร้างมา 4 วันในพริบตา)

ทุกคนปรับทุกข์ถึงการ "อ่านไม่จบเล่ม" บ้าง หรือ "ซื้อมา ยังไม่ได้อ่านบ้าง" คุณนา (ถ้าผมจำไม่ผิด) บอกว่ารู้สึก guilt มาก เพราะอ่านได้แค่ประมาณ 6 ในสิบเล่มที่ซื้อมา ทำเอาเพื่อนๆมองตากันปริบๆ ให้เดา ผมว่าเกณฑ์เฉลี่ยน่าจะตกอยู่ที่อ่านประมาณ 30% ของที่ซื้อ ถ้าดูจากแววตาของคนที่เหลืออยู่

ไปๆมาๆ ยิ่งเล่ายิ่งมัน ยิ่งต้องอธิบายว่าทำไม้ ทำไม ต้องมาฝึกอ่าน ฝึกเขียน โตๆกันทั้งนั้น ต่างก็เคยอ่าน เคยเขียนกันไม่รู้จะเท่าไหร่ ปรากฏว่าแต่ละคน มี ความหมาย ของการอ่าน การเขียน ที่ตนเองคิดว่า "น่าจะพัฒนากว่านี้" มิติที่ยังเหนือกว่าที่เป็นอยู่นี้เอง ที่เป็นความทะเยอทะยานแรงปราถนาให้ และ "คิดว่า" หรือ "หวังว่า" จะมาเอาจากที่นี่ ในสามสี่วันนี้

ถ้าจะให้วิจารณ์ หลังจากที่ได้ยิน ได้ฟัง ได้หล่อเลี้ยงคิดตาม เหตุผลความเป็นมาต่างๆของประวัติการอ่าน และปรัตยุบันกาลของการอ่าน และอนาคตกาลของการอ่านที่แต่ละคนอยากจะได้ ในที่สุดแล้ว ความคิด ความเห็น ความหวังของเราได้ค่อยๆ shaped ไป อย่างนี้หรือไม่ที่เขาเรียกว่า Collective Thought เมือเราฟังอย่างไม่ด่วนตัดสิน ฟังอย่างลึกซึ้ง ฟังอย่างสนใจ ใคร่รู้ ฟังอย่างที่ณับฬสเคยบอกผมเมื่อปีที่แล้วว่า "ฟังเหมือนเด็กทารก" เปิดของเล่นใหม่ เจอคนใหม่ๆ เจอของใหม่ๆ ไม่มีการตัดสินต่อรอง แต่เป็นรับได้ทั้งหมด

หลังจาก session เช้า ที่กลายเป็น session บ่ายด้วย และกลายเป็น Topic of the Day ก็เสร็จสิ้น วันเช็คอิน ภาคกลางวัน