GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

แบบฝึกหัด อ่าน เขียน แปล กระบวนทัศน์ใหม่ (2)

เป็น "เรื่องราวหล่อเลี้ยงสติ ฤาว่าสติหล่อเลี้ยงเรื่องราว?"

ฉบับนี้เป็นบทความฉบับที่ 3 หรือฉบับสุดท้ายของหลักสูตรเร่งรัด (แต่อ่อนโยน) ของอ่าน เขียน แปล กระบวนทัศน์ใหม่ ณ บ้านอิงดอย เจียงฮาย ใช้เวลาประมาณ 5 นาที (เวลาพรหม... หรือ 20-30 นาที เวลาโลก) ในการเขียน โจทย์จากท่านโยดาคือ "เฉลิมฉลองวาระแห่งชาติ กระบวนทัศน์ใหม่" เชิญอ่านโดยพลัน!! (สำนวนคุ้นๆ!)

สะท้อน อ่าน เขียน แปล กระบวนทัศน์ใหม่

รู้สึกเหมือนอยู่ในห้องกระจกหกด้านพอจะต้องสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นใน 4 วันนี้ เพราะเงาสะท้อนดูเหมือนจะมีเป็นหมื่นๆแสนๆรูป แต่ละเงามีมุมต่างๆที่ไม่สามารถมองเห็นได้จากด้านหนึ่ง ก็จะมองเห็นได้จากอีกด้านหนึ่ง อย่างนี้กระมังที่เป็นที่เรียกว่า "Collective Thought" เพราะรูปลักษณ์ต่างๆ ถูกดึงออกมาเป็นภาพ เป็นสิ่งมีชีวิต มีด้านที่ไม่เคยถูกมอง พลอกกลับมาเป็นด้านที่เปิดเผย แม้กระทั่งความรู้สึก (หรือไพ่ที่เคยทิ้งไป.... ควันหลง voice dialogue) ที่อาจจะเคยซุกซ่อนอยู่ ก็ได้หยิบขึ้นมา เก็บขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง เอามาคิด ใคร่ครวญ ใตร่ตรองอีกครั้ง (หรือเป็นครั้งแรกกันแน่?) ก็กลายเป็นอะไรที่น่าสนใจมาก

ถ้าหากจะนำมาร้อยเรียงให้เป็นลำดับ (จำเป็นหรือไม่?) ก็คงต้องอาศัยพลังจากภายนอกที่มีปราชญ์ช่วยกันรจนาร้อยเอาไว้ก่อน ณ ปัจจุบันนี้ คงจะไม่มีอะไรที่เหมาะสมเท่ากับการขอหยิบยืมมาจาก โพชฌงค์ 7 หรือ องค์ 7 ประการ หนทางสู่การตรัสรู้ หรือการตื่นรู้ อันมี สติ ธัมมวิจัย วิริยา ปิติ ปัสสัทธิ สมาธิ และอุเบกขา ดูจะตรงกับเหตุการณ์ ตรงกับเงาทั้งหมดที่ปรากฏ ในช่วง 7 วันนี้มากที่สุด

สติ แทบจะกล่าวได้ว่า มีน้อยครั้งที่ได้มีโอกาสรวบรวม ควบคุม และเฝ้าสังเกต "ภาวะรับรู้" ของตนเองได้อย่างต่อเนื่อง อ่อนโยน เบิกบาน ได้เท่ากับในช่วงสี่วันนี้ ซึ่งได้กลายเป็น "ต้นทุน" ของอะไรสักอย่างหนึ่งที่มีความสำคัญเอามากๆ ในการที่จะดูดซับสิ่งต่างๆ หากขาดสิ่งนี้ไป คงจะเป็นไปไม่ได้ ที่สำคัญก็คือ ไม่แน่ใจว่า "อะไรทำให้เกิดอะไร?" เป็น "เรื่องราวหล่อเลี้ยงสติ ฤาว่าสติหล่อเลี้ยงเรื่องราว?"

ธัมมวิจัย เป็นสิ่งสำคัญที่ได้มาขบคิด ใคร่ครวญถึง "กระบวนทัศน์ใหม่" (Sessio Galactico วาระแห่งกาแลกซี!!) ไม่ใช่เพราะคำว่า "ใหม่" แต่เป็นความรู้สึกถึง sense of duty ที่ได้บังเกิดขึ้น เพราะอัตลักษณ์ของตนเอง ได้สำเนียกถึงเวลาที่ควรจะสำนึกถึงเวลาอันเหมาะสม ที่ว่าเราเกิดมาเพื่ออะไร อะไรเป็นหน้าที่ อะไรคือการ อยู่อย่างมีความหมาย อะไรคือ การมีชีวิต และอะไรคือ การมีชีวิตอย่างมีความหมาย สิ่งเหล่านี้เป็นคำถามที่ต้องการคำตอบ สิ่งเหล่านี้เป็นหน้าที่ที่คนพึงกระทำ สิ่งเหล่านี้เป็นหน้าที่ที่มนุษยชาติควรจะสานต่อ ดังนั้นโจทย์ใหม่นี้เป็นโจทย์ระดับหลังปริญญา เป็นความทะเยอทะยานใหม่ ที่จะทำให้เกิดพลังในการทำงาน พลังในการคิด และพลังในการมีชีวิตอยู่

วิริยะ มีเรื่องหลายประการที่ไม่อาจจะสำเร็จเสร็จสิ้นเพียงแค่คิดอย่างเดียวเท่านั้น ถึงแม้ว่าลำพัง การคิด ก็ต้องอาศัยความเพียรพยายามเป็นเครื่องมือที่สำคัญอยู่แล้ว การกระทำ อันเป็นสิ่งที่ต่อเนื่องจากความคิด เป็นสิ่งที่แสดงออกถึงความตั้งใจมั่น เป็นการเห็นคุณค่าของบางสิ่งบางอย่างอย่างแท้จริง การกระทำในสิ่งสำคัญแบบนี้ ไม่อาจจะทำไปเล่นๆโดยไม่ตั้งใจ แต่จำเป็นต้องทำโดยมีสติชอบ มีความคิดชอบ และมีความเพียรชอบ เป็นความเพียรที่ต้องตั้งใจเพาะปลูก สร้างสรรค์ให้มีพลังจรรโลง เป็นความเพียรจากก้นบึ้งของจิตวิญญาณ จึงจะสมศักดิ์ศรีในความสำคัญ และจึงจะเพียงพอที่จะทำให้สัมฤทธิ์ผล

ปิติ แม้แต่เพียงได้เริ่มคิดในสิ่งเหล่านี้ ก็เกิดความปิติ เกิดความกระจ่างขึ้นมาบนความไม่แน่นอนแต่ก่อนเก่า เสมือนมีความหวังอยู่ในความมืดมิดตรงก้นกล่อง Pandora box สิ่งนี้เองที่เกิดขึ้นเพราะความ "เข้าใจ" และมีความมั่นใจอย่างบอกไม่ถูก ในสิ่งที่จะทำต่อ คิดต่อ หรือสอนสั่งแนะนำเชื้อเชิญ ให้คนอื่นๆมาร่วมสนใจฟัง สนใจทำ สนใจคิด มาร่วมสนใจที่จะให้ความเห็นเพิ่มเติม เป็น Collective Thought ให้เกิดเป็นภาพที่สมบูรณ์ ภาพที่ประภัสสร เจิดจรัส เป็นความหวังของมนุษย์

ปัสสัทธิ หรือ "ความสงบ" เมื่อความตื่นเต้นจางลง ก็ได้มีโอกาสปล่อยให้จิตลงไปสู่ก้นบึ้งของตัว U ดูดซับ หาเหตุผล ดึงเอาประสบการณ์เก่าต่างๆที่ได้สั่งสมประกอบเป็นตัวตนของเรา ลงไปสู่ก้นมหาสมุทร theta อันลึกล้ำ รู้สึกถึงความเย็นที่ไม่หนาว จะเป็นความเย็นของ Nirvana หรือไม่ ก็ไม่ทราบ แต่น้ำหนักอันมากมายที่รองรับ theta อยู่ข้างล่างอีกชั้นหนึ่ง เสมือนจะมีสายตาอันอ่อนโยนของ Delta community ตั้งแต่โบราณจวบปัจจุบัน แสดงความยินดีที่มีสมาชิกสืบทอด "ชีวิตอันมีความหมาย" ได้ต่อไป เป็นความรู้สึกที่ได้ "กลับ" ไปสู่ชุมชนที่เราเหมือนจะจากมาเป็นเวลานาน หมกมุ่นอยู่กับอะไรที่ไร้แก่นสาร มาสู่สิ่งที่เราเกิดมาเพื่อภาระกิจนั้น

สมาธิ อย่างต่อเนื่องจากความสงบ สติที่คงอยู่ หัวข้อที่น่าสนใจ ความต้องการพยายามจะทำ ก่อให้เกิดสมาธิ แม้เพียง 5 นาที 10 นาที เวลานั้นก็จะค่อยๆผ่านไปอย่างมีค่า แม้แต่เวลาที่ไม่ได้คิดอะไร ไม่ได้เขียนอะไร ใจก็ยังใคร่ครวญ ใตร่ตรอง มองสิ่งต่างๆรอบๆอย่างสงบ และอย่างเข้าใจ เขาใจให้ลึกซึ้งขึ้น ลดการด่วนตัดสินลง เข้าใจให้ถ่องแท้ เข้าใจเพื่อความเชื่อมโยงได้ปรากฏชัดเจน เชื่อมโยงเอาเหตุการณ์ต่างๆ ประกอบเป็นเรื่องราวอันสมบูรณ์ สมบูรณ์จนกระทั่ง มีชีวิต

อุบกขา ความเข้าใจที่บังเกิดขึ้นนั้นเอง ที่ทำให้เรามีโอกาสเห็นสิ่งต่างๆ ดำเนิน เป็นไป อย่างที่เป็นไป ไม่ปรุงแต่ง ไม่ฝืน ไม่ขัดขวาง อุเบกขาคงจะไม่ใช่วางเฉยเพียงแท่นั้น แต่การเข้าใจสิ่งต่างๆอย่างถ่องแท้ ได้สังเกตสิ่งที่เราทำ สังเกตความเชื่อมโยง อย่างนิ่ง อย่างเย็น นิ่งสนิท เพื่อที่จะได้เกิดวงจรอันสมบูรณ์บริสุทธิ์ เป็นพลังอันบริสุทธิ์ เป็นความสงบสุข

ไม่น่าเชื่อว่า เราสามารถทำอะไรให้เกิดขึ้นได้ใน 4 วัน ในบริบท ในสถานการณ์ที่เหมาะสม บรรยายมาคงไม่ได้หมดเพียงเท่านี้ แต่คิดว่าครอบคลุมสิ่งที่นึกได้ ณ ขณะนี้ เขียนมาเพื่อสะท้อน สะท้อนความคิด ณ ขณะนี้ เงาสะท้อนนี้ ก็ยังสะท้อนไปมา กลับไปกลับมา นิรันดร์

เผาไหม้ และกำเนิดใหม่ (ซะที) (มั้ง!)

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 82440
เขียน:
แก้ไข:
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (0)