แพทย์จึงเป็นนักค้นหาสาเหตุ นอกจากจะเป็นนักสืบเสาะที่ดี ยังต้องเป็นนักเชื่อมโยงที่ดี

บทความนี้เขียนขึ้น สด ใช้เวลาประมาณ 40 นาที (ของโลก หรือ “10 นาทีพรหม ตอนตั้งฌานทัศนะเขียน) ขอเอามาลงทั้งดุ้น และใส่ format เพื่อความสวยงามเล็กน้อย 

มหาวิทยาลัยจิตตปัญญาแพทยศาสตร์  

            โรงเรียนแพทย์แห่งนี้ตั้งขึ้นมาด้วยวิถีความคิดที่ใช้โจทย์คือ แพทย์มีไว้เพื่ออะไร?

  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">แพทย์มีไว้เพื่ออะไร?</p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ปัจจุบันนี้ ทั้งแพทย์และผู้ป่วยมีความรู้สึกที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่ว่า เดิมแพทย์เป็น healer แต่เดี๋ยวนี้โดย perception ของทั้งหมอ ทั้งคนไข้ แพทย์เป็น curer และพยายามทำทุกวิถีทางที่จะ cure พยาธิสภาพต่างๆโดยเทคโนโลยี โดยความก้าวหน้าทางวิชาการ มีความต้องการจะ เอาชนะโรคภัยไข้เจ็บ และในที่สุดก็คือ ความตาย เป็นบทพิสูจน์แห่งความพ่ายแพ้ของการแพทย์</p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">แต่ ความตาย นั้น สิ้นสุดได้ เอาชนะได้จริงหรือ?</p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เมื่อมหาวิทยาลัยแพทย์มีวัตถุประสงค์ จะผลิตบัณฑิตออกมาเอาชนะความตาย ความคิดทะเยอทะยานนี้ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง และใคร่ครวญให้ดี ว่ามันจะมีผลกระทบต่ออะไรบ้าง ต่อตัวคนไข้ ต่อครอบครัว ต่อสังคมคนรอบข้าง</p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">และ อะไร คือ ชัยชนะเหนือความตาย?</p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">บางคนก็จะตีความว่าคือ อมตะ หรือ อมร ความไม่ตาย แต่ที่จริงแล้ว เราเคยได้ยินคำว่า ตัวตายแต่ชื่อยัง หรือเรามีความ ทรงจำ ได้ถึงคนบางคน วีรกรรมบางอย่าง และเราก็ยังมองเห็นความเจริญก้าวหน้าของ การเปลี่ยนแปลง การพัฒนา การตกทอด ที่เป็น ความสวยงาม ตามธรรมชาติ</p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ชีวิตที่มาเคียงคู่กับความตาย</p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">การที่มีชีวิตเกิดขึ้นมาระบบจักรวาลนี้ กาแลกซีนี่ หรือแม้กระทั่งใน entity ที่เรารับรู้ได้ (อย่างจำกัดเท่าที่ระบบประสาทจะอำนวย) แต่ในขณะเดียวกันเราเข้าใจในชีวิตมากน้อยเพียงไร อยู่อย่างมีความหมาย เพื่ออะไร และเพื่อใครเพียงไร การอยู่นั้นเป็นเป้าหมายโดยตัวมันเอง หรือว่า ผลของการอยู่ เป็นเป้าหมายกันแน่ หรือว่าอยู่ไปเรื่อยๆ ไม่ต้องม้เป้าหมาย?</p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">การเป็นแพทย์ แพทย์ก็เป็นอาชีพๆหนึ่ง มีเหตุมีผลที่ทำไมถึงต้องมีอาชีพนี้ เหตุผลเบื้องต้นที่สามัญธรรมดาที่สุดก็คือ เพราะคนเรามีชีวิต เป็นชีวิตที่เป็นวงจร มีเกิด มีแก่ มีเจ็บ มีตาย และสองก็คือเพราะคนเราอยู่ร่วมกันในสังคม บางคนเป็นทหาร ตำรวจ พ่อค้า ชาวนา ทุกๆคนทำกิจกรรมเพื่อ เอื้อชีวิต และไม่เพียงแต่เอื้อให้ตัวเองเท่านั้น เอื้อให้คนอื่นด้วย แพทย์ก็เป็นอาชีพๆหนึ่งที่ เพื่อเอื้อพลังชีวิตให้แก่สังคม ตรงนี้ต้องมาทำความเข้าใจกันให้ดีๆ ว่าเราเอื้อเพื่อสังคม ไม่ใช่เพื่อเบียดเบียนสังคม เพื่อ Mankind ไม่ใช่เพื่อ Some men</p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">จิตตปัญญาแพทยศึกษา</p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">จิตตปัญญาแพทย์ศึกษา คือ วิชาแพทย์เพื่อมนุษยชาติ ไม่ใช่เพื่อคนๆหนึ่งบางคน เป็นวิชาแพทย์เพือสุขภาพของสังคม สิ่งที่จะต้องทำเป็นพันธกิจ ไม่เพียงแต่การรักษา พยาบาล โคภัยไข้เจ็บต่างๆที่มารุมล้อมเป็นธรรมดา แต่ยังต้องมีส่วนทำให้ สังคมมีสุขภาพที่ดี อย่างน้อยที่สุดก็คือทำให้สังคมนั้นดี</p> จะทำอย่างนั้นได้ บัณฑิตแพทย์จะต้อง เรียนรู้ชีวิต และเข้าใจใน สังคมที่ดี หรือดีกว่านั้น บัณฑิตแพทย์จะต้องเข้าใจใน เหตุผลว่าทำไมจึงมีชีวิต และเข้าใจว่าชีวิตนั้นเพื่อสังคม เป็นประเด็นหลัก เป็นทั้งวิสัยทัศน์และพันธกิจของสถานที่ที่อบรมแพทย์ออกมาให้สังคม <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">บางทีการที่แพทย์เข้าใจในเรื่องเหล่านี้ ไม่เพียงแต่เป็นเพราะมันทำให้ดีขึ้นเท่านั้น มองดีๆ อาจจะกลายเป็นเหตุผลที่จำเป็นอย่างยิ่ง ไม่ทำไม่ได้ ไม่ทำแล้วจะมี consequences ที่น่าเกลียดน่ากลังรุนแรงเกิดขึ้น ต่อตัวคนทำ ต่อแพทย์ ต่อคนไข้ ต่อครอบครัวคนไข้ และต่อสังคม อย่างไม่สามารถทีเราจะยินยอมให้เกิดขึ้นได้ บางทีการต้องการหลักสูตรแพทยศาสตร์แบบนี้เป็น desperate situation ไม่เพียงแต่เป็น decorative แต่เป็น essential</p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ถ้าสำคัญขนาดนั้น หลักสูตรแพทยศาสตร์แบบนี้จำเป็นต้องมีระบอบสังคมที่ขานรับให้สอดคล้อง ซึ่งที่จริง ณ ปัจจุบันนี้ก็ดูเหมือนว่า สังคมพร้อมอยู่แล้ว ที่จะขานรับ เพียงแต่รอเสียงกู่ ก็จะมีคนร้องประสาน ปัญหาคือผู้ที่มีหน้าที่ชี้นำสังคมนั้น ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะ กู่ หรือ ต่างคนต่างก็รอให้อีกฝ่ายหนึ่งกู่ก่อน หรือแม้กระทั่งกำลังรอคนขานรับให้กู่ก่อน?</p>  <table border="1" cellpadding="0" class="MsoNormalTable" style="background: #ffffcc; border: #ff3300 2.25pt outset"><tbody><tr><td style="background-color: transparent; border: #ff3300; padding: 0.75pt">

  ในการจัดหลักสูตร จิตตปัญญาแพทยศาสตรศึกษา สิ่งที่เป็นโจทย์คือ

1.    เพื่อชีวิต

2.    ชีวิตเพื่อสังคม

</td></tr></tbody></table><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ซึ่งทำโดยการออกแบบประสบการณ์เรียนรู้ ออกแบบ learning objectives และออกแบบการประเมินที่สอดคล้อง ส่งเสริมให้เป็นหนึ่งเนื้อเดียวกัน แพทย์ต้องเรียนชีวิต และดำเนินชีวิต ประกอบอาชีพแพทย์อย่าง มีชีวิตชีวา และสามารถนำเอาไปใช้ ไปแนะนำ ไปช่วยเหลือสังคม อย่างมีความหมาย อย่างมีความรัก ความเมตตา สังคมก็จะตอบรับอาชีพแพทย์แบบนี้อีกแบบหนึ่ง ซึ่งน่าตื่นเต้นว่าจะเป็นไปในแบบไหน แต่แบบไหนก็ตามที่จะออกมานั้น.... น่าจะดี</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> คนที่จะเข้ามาเรียน จิตตปัญญาแพทยศาสตรศึกษา ก็ต้องมีการเตรียมเนื้อเตรียมตัวว่าจะเจอกับอะไร แต่ขอให้รู้เถิดว่าจะเป็นหลักสูตรแห่งชีวิต ที่จะสอนให้ privilege group ของคนที่จะไปอยู่ในที่ที่มีอภิสิทธิ์อย่างมาก คือ ที่ที่เข้าใจในคุณค่าของคนอื่นเป็นงานหลัก <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">นอกเหนือจากหลักสูตรจะทำให้เราเข้าใจ biology ของมนุษย์แบบ inside-out เรายังจะสอนให้เข้าใจ outside-in and inside-inside and inside-out อย่างต่อเนื่องและเชื่อมโยง ระบบต่างๆที่ทำงาน ทั้งภายในและภายนอก แบบฝึกหัดตลอดหลักสูตรก็คือแบบฝึกหัดการทำความใจตนเอง ทำความเข้าใจสิ่งรอบข้าง คนรอบข้าง และปฏิสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเหล่านี้ เข้าใจในที่มาของความเป็นไปของคนเสียก่อนที่เราจะเริ่มทำการช่วยเหลือ ซึ่งไม่เพียงแต่เข้าใจในตัวโรค ตัวพยาธิสภาพ พยาธิกำเนิด และพยาธิสรีระ ยังเข้าใจไปถึงผลกระทบจากพยาธิเหล่านี้ต่อตัวคนไข้ ต่อครอบครัวคนไข้ ต่อสังคมของคนไข้ เข้าใจในที่มาที่ไปว่า ทำไม จึงเกิดพยาธิ สาเหตุทั้งภายในตัวคนไข้ และสาเหตุจากภายนอก บัณฑิตแพทย์จะต้องเป็นนักสืบค้น เชื่อมโยง เชื่อมต่อร้อยกรองเหตุการณ์ต่างๆ เพื่อไม่เพียงเยียวยาให้หาย แต่ยังหาทางป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นมาอีก และยังหาทางสร้างเสริมให้คนมีภูมิคุ้มกันด้วยตนเอง พึ่งพาตนเองได้ดีขึ้น เรียนรู้จากสิ่งผิดพลาดหรือเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นมาได้ มี defense mechanism ที่เข้ มแข็งกว่าเก่า เรียนรู้จากโรคกลายเป็นคนที่แข็งแกร่งกว่าเก่า ผ่านพ้นวิกฤติไปได้อย่างตลอดรอดฝั่ง โดยมีสังคมรับรู้ และชื่นชมในการพัฒนาเหล่านี้ได้ด้วย</p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ แต่ยังไม่เป็นระบบ เมื่อยังไม่เป็นระบบก็แปลว่าเกิดขึ้นโดย opportunistic บ้าง เกิดขึ้นโดยบังเอิญบ้าง แต่สิ่งที่เราคิดว่าเกิดขึ้นมาโดยบังเอิญนั้น จริงๆแล้วก็แปลว่า เราเอง ที่มองไม่เห็นว่ามันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร? ซึ่งที่จริง ทุกสรรพสิ่งล้วนเกิดขึ้นเพราะมีเหตุ หากทราบและดับเหตุนั้นแล้วไซร้ ก็เกิดการสิ้นสุดการเกิดขึ้นได้</p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">แพทย์จึงเป็นนักค้นหาสาเหตุ นอกจากจะเป็นนักสืบเสาะที่ดี ยังต้องเป็นนักเชื่อมโยงที่ดี</p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">การจะเป็นนักสืบเสาะที่ดีแปลว่าต้องหาข้อมูลเก่ง การหาข้อมูลที่ดีนั้น ไม่ได้หมายความว่าจะต้องไปรีดเร้นอะไรจากใคร เพียงแค่ การฟังด้วยใจที่ใคร่ครวญ การฟังที่เปิดรับอย่างอิสระ ก็เพียงพอที่แพทย์จะได้ข้อมูลที่สำคัญๆมากมายมหาศาลจากผู้ป่วย จากญาติ จากประวัติส่วนต่างๆมาประกอบกัน แพทย์อาจจะมีหน้าที่ในการผลักดันให้เรื่องราวเบื้องหลังที่อาจจะดูเหมือนเกี่ยวข้องน้อย มาพิจารณาว่าจะมีความเชื่อมโยงด้วยหรือไม่ การฟังด้วยใจที่ใคร่ครวญนี้ต้องอาศัยการฝึกอันยาวนาน ฝึกอย่างจริงใจ ฝึกจนเป็นอุปนิสัย ฝึกจนเข้าไปในบุคลิก ความคิด สายเลือด เพื่อให้เกิดความอ่อนโยน นุ่มนวล และเคลือนไหวพูดคุยอย่างอิสระอย่างเต็มที่</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> การจะเป็นนักเชื่อมโยงที่ดีนั้น ต้องอาศัยการฝึกเหมือนกัน ต้องเป็นคนที่กว้าง รับมาเยอะ เห็นมาเยอะ และรับอย่างจิตใจที่อ่อนโยน รับโดยไม่ตัดสิน รับโดยไม่มีเงื่อนไข จึงสามารถสะสางความสับสนอลหม่านและมองเห็นความเชื่อมโยงที่เป็นเหตุเป็นผลชัดเจนได้ในที่สุด