การปฏิบัติราชการตามปกติ คือ เริ่มเวลา 8.30 -16.30 น. ปกติผมกลับบ้านไม่ตรงเวลาอยู่แล้ว คือเลิก 16.30 น. แต่กลับไม่เคยตรงเวลา ช่วงที่ผมทำงานอยู่ตอนเย็น มีหลายคนในสำนักงานที่อุทิศเวลาให้กับการทำงาน โดยไม่เบิกค่าล่วงเวลา
ถึงแม้วันนี้เรื่องการเบิกจ่ายค่าล่วงเวลาจะมีการปรับเปลี่ยนในอัตราใหม่แล้วก็ตาม แต่หลายคนไม่ได้สนใจกับเรื่องค่าตอบแทน เพียงแต่ต้องการทำงานให้เสร็จ เพราะวันหนึ่งมีหลายเรื่องที่เข้ามาในหน่วยงานและต้องทำให้เสร็จตามกำหนดเวลา
หลายคนที่อยู่บ้านตอนเย็น ๆ ที่ผมสังเกตเห็น มีคุณกาญดา คันศร คุณลดารัตน์ เดชผล คุณสิริภัสณ์ ศิระนุภาพ คุณกมลพร เซี่ยงว่อง ต้องขออภัยนะครับที่ผมอาจจะเอยชื่อไม่หมด คงมีอีกหลายคน
บางคนบอกว่าการทำงานช่วงเย็น ๆ ทำให้มีสมาธิในการทำงาน ไม่มีคนมารบกวน วันนี้ที่ผมสังเกตเห็นนอกจากผู้ปฏิบัติงานแล้ว ยังมีผู้บริหาร เริ่มตั้งแต่ท่านคณบดี (รศ.มาลินี) รองคณบดีฝ่ายบริหาร (อาจารย์สุวรรณา ถาวรรุ่งโรจน์) และอีกหลายท่านครับ
บันทึกนี้ผมคงไม่ได้รณรงค์ให้ทุกคนอยู่ที่ทำงานตอนเย็น ๆ นะครับ
เพราะสิ่งสำคัญคือ ความสุขในการดำเนินชีวิตของแต่ละคนต่างกัน
บอย สหเวช
6 มี.ค. 50
ชอบอยู่ทำงานตอนเย็นเหมือนกันค่ะ เพราะว่าโทรศัพท์และคนมาพบ จะน้อย ไม่มีการประชุมตอนเย็นด้วย ได้มีโอกาสทำงานที่ต้องใช้สมาธิอย่างเต็มที่ แต่ต่างคนต่างความคิดเห็นกัน เพราะบางคนจะคิดต่างกันค่ะ
สวัสดีค่ะคุณบอย
ปกติจะถึงที่ทำงานก่อน 08.00 และกลับบ้านหลัง 18.00 น. เป็นประจำเกือบทุกวัน และเห็นด้วยกลับคุณบอยค่ะ ที่ช่วงเวลาเลิกงานของคนอื่น บางครั้ง เป็นการเริ่มต้นทำงานจริง ๆ ของเรา เนื่องจากบางวัน ประชุมทั้ง เช้า-บ่าย
โดยเฉพาะถ้าวันไหนได้ไปทำงานในวันหยุด จะได้งานเยอะกว่าทุก ๆ วันเลยค่ะ
ดีใจที่องค์กรของคุณบอยมีคนที่ต้องการทำงานให้สำเร็จโดยไม่หวังค่าล่วงเวลา จริง ๆ แล้วคิดว่าคนเหล่านี้มีความสุขจากการเห็นผลของงานสำเร็จ ซึ่งทำให้เป็นคนโชคดีกว่าคนที่จะทำงานอะไรก็คิดแต่ว่าเมื่อไหร่จะได้เงิน และจะได้เงินเท่าไหร่
ถึง คุณรัตติยา
จดจ่ออยู่ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งครับ
เรียน ผศ.ดร.กานดา
เพราะคุณค่าของความดีงาม สำคัญกว่าเงินครับ
ถูกต้องค่ะ "ความสุขในการดำเนินชีวิตของแต่ละคนต่างกัน" :)