วันนี้ผมมาถึงสนามบินอุบลราชธานี อาจารย์อุทัย อันพิมพ์ อาจารย์สมทรงและท่านเล่าฮูแสวง กรุณามารอรับอยู่แล้ว เราชวนกันรีบรุดไปที่งานเกษตรแห่งชาติ ที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีเป็นเจ้าภาพ เจอปรากฏการณ์ที่น่ายินดีหลายเรื่อง โดยเฉพาะการดวลกันทางความคิดในเชิงสร้างสรรค์ ระหว่างวิชาเกิน ที่เสนอแนวทางทำมาหากินแบบพอเพียงเพื่อชีวิตที่เรียบง่าย ตามแบบฉบับของชาวราชธานีอโศก ที่ยกพลพรรคมาปักหลักสร้างวิถีไทยในมิติการประกอบการด้านเศรษฐกิจพอเพียงให้เห็นกันจะจะ โดยการสร้างเป็นชุมชนคนรักเกษตรเพื่อชีวิต ในพื้นที่ประมาณ 300ไร่ ทราบมาว่าตั้งใจจะมาทำให้ดู อยู่ให้เห็น ว่าชีวิตที่พอเพียงมันเป็นฉันใด  

  

เห็นแล้วทึ่งเหมือนดั่งเนรมิตได้ เพราะผู้สันทัดกรณีเล่าว่าใช้เวลาเพียง 4 เดือนเท่านั้น สามารถสร้างแปลงผัก พืชผล แปลงทานตะวันดอกโต ผักต้นอวบอิ่มน้ำอิ่มปุ๋ย ปลูกบ้านเรือนแบบนกน้อยทำรังแต่พอตัว เสนอแบบแผนชีวิตจริงได้อย่างน่าสนใจมาก  

ส่วนอีกฝากหนึ่งเป็นพื้นที่ๆดำเนินการจัดนิทรรศการในโจทย์เดียวกัน น่าจะรวบอธิบายได้ว่าเป็นสายวิชาการ เพราะมีหน่วยงาน กรมกองต่างๆ รวมทั้งภาคธุรกิจเอกชน และวิสาหกิจชุมชน  มาจัดแสดงกิจกรรมเกษตรเพื่อชีวิต ที่มีการนำเอาเทคนิควิชาการต่างๆมาประยุกต์ แสดงให้เกิดแนวคิดที่สะท้อนว่า งานด้านเกษตรกรรมนั้น ถ้าทำถึง ทำดี ทำได้ มันก็ได้ความอยู่ดีมีสุขได้ไม่แพ้กิจการทำมาหากินด้านอื่น  

เพียงแต่พื้นที่ตรงนี้จัดในเชิงสะท้อนคิด ให้เห็นความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีการเกษตรที่มีการปรับปรุงรูปแบบให้เหมาะกับการนำไปใช้ได้จริงในครัวเรือนเกษตร น่าสนใจทุกมุมทีเดียวละครับ โดยเฉพาะกลุ่มหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ได้จำลองกลุ่มบ้านเรือนสไตส์อีสานขนาดย่อมนับสิบหลัง มีชานเรือนตรงกลางไว้นั่งชมดาวชมเดือนเชื่อมกันตัวบ้าน กับห้องน้ำห้องครัว หรือจะดัดแปลงเป็นที่อาศัยทั้งสองฝากก็ได้   

เขาไม่ได้จำลองบ้านมาตั้งโทนโท่เฉยๆนะครับ แต่ได้มีการเข้าไปอยู่ ทำมาค้าขาย ใต้ถุนบ้านมีสินค้าหัตกรรมและสินค้าการเกษตร สินค้าแปรรูปมาจำหน่ายในราคาเยา เดินไปเดินมาผมไปเจอเปลือกหอยกาบแม่น้ำมูลขนาดใหญ่ เลยซื้อมาเก็บไว้เพื่อทบทวนความหลังเมื่อครั้งแม่น้ำมูลเคยอุดมสมบูรณ์ ท่านเล่าฮูแสวง ทราบว่าผมมีลูกสาวเยอะ ไปเจอะไม้ตะพดเลยซื้อมาฝากผมอันหนึ่ง ทำด้วยไม้เนื้อแข็งเหมาะมือมาก จึงฝากข่าวไปถึงหนุ่มชีกอทั้งหลาย ถ้าจะมาวอแวลูกสาวบ้านนี้ ถ้าไม่สุจริตใจคิดใหม่ได้นะต๋อย !!