ตั้งใจไว้ว่าวันมาฆบูชาปีนี้อยากจะไปวัดและหาโอกาสให้ได้เห็นประเพณีที่ดีของชาวบ้านภาคอีสานบ้าง เพราะไม่ค่อยได้เห็น เนื่องจากอยู่ในสังคมเมือง และแล้วคืนวันศุกร์ที่ ๒ มีนาคม ๒๕๕๐ ก็มีอันให้นอนดึก ยังคิดว่าคงตื่นแต่เช้าไม่ไหวแน่เลย แต่โชคยังดีที่เมื่อเช้าวันเสาร์ที่ ๓ มีนาคม  ๒๕๕๐  ซึ่งเป็นวันมาฆบูชารู้สึกตัวตื่นแต่เช้า จึงได้มีโอกาสอันดีมาปอกแตงไทยแล้วซื้อข้าวและกับข้าวจากตลาดไปวัดใกล้บ้านได้ทันตามเวลา เพราะวัดนี้เป็นวัดป่า จึงทำพิธีและฉันท์สายหน่อย ได้พบอาจารย์หมอเพ็ญศรี  โพธิภักดี ที่วัดด้วย บ้านเราอยู่ระแวกเดียวกัน  พระท่านก็เทศน์และได้เห็นคนเฒ่าคนแก่ที่ไปวัดทำวัดเช้าโดยการสวดและมีคำแปลให้ด้วย ถือว่าเป็นปีที่มีความสุขจากการได้ทำบุญ นอกจากนี้ ทางวัดยังทำแผ่นปลิวแจกด้วย หยิบมาอ่าน ได้ข้อคิดที่ดี จึงนำมาเล่าไว้สู่กัน คือ    เรื่องแรกเป็นพุทธสุภาษิต  คือ บุคคลไม่ถูกนินทา  ไม่มีในโลก อีกเรื่อง เป็นพุทธพจน์ คือ  ชนเหล่าใดพูดกันอยู่ ผิดใจกัน มั่นมุ่งไปคนละทาง ต่างยกตัวกระทบกระเทียบกันอย่างอารยชน จ้องหาช่องผิดของกันและกัน ชนเหล่านั้นย่อมยินดีคำผิดคำพลาด      ความเผลอ ความเพ้อของกันและกัน อารยชนไม่ประพฤติการพูดอย่างนั้น                     - ถ้าอารยชนใครจะพูด ก็เป็นผู้ฉลาดรู้จักกาล พูดแต่ถ้อยคำที่ประกอบด้วยเหตุผลที่อารยชนประพฤติกัน ไม่โกรธ  ไม่ยกตัว มีใจสงบ ไม่ตีเสมอ ไม่รุนแรง ไม่เอาหน้า รู้ชอบแล้วจึงกล่าว ที่เขาพูดถูก ก็อนุโมทนา เมื่อเขาพูดผิด ก็ไม่รุกราน ไม่ใฝ่เอาเปรียบ เขาพูดพลั้งไปบ้าง ก็ไม่ถือ ไม่พูดพล่าม ไม่พูดเหยียบย่ำเขา ไม่พูดคำสบถ สาบาน (พุทธพจน์ เล่ม ๒๐ ข้อ ๕๐๗) จากหนังสือ ธรรมจักษุปีที่ ๗๕ ฉบับที่ ๓ ประจำเดือนกรกฎาคม ๒๕๓๔ ปีนี้จึงรู้สึกดีๆค่ะ