นักวิชาการจะมีกระบวนการทำงานคล้ายๆอริยสัจสี่ ที่ไปไม่ถึงฝั่ง

...ได้รับความเห็นจากอาจารย์ภีมและครูนงถึงเราเรื่องการเคลื่อนงานเมืองนครฯ  ถือว่าได้รับความไว้วางใจ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองจะทำประโยชน์ได้แค่ไหน 

...ได้อ่านบันทึกของคุณชาญวิทย์-นครศรีฯ เรื่อง “KMกับงานส่งเสริมการเกษตร ที่ทำให้เห็นภาพคนช่างซักถามในที่ประชุม ที่มักเป็นคนมีใบประกาศฯสูงๆติดข้างฝา 

ทำให้ตัวเองต้องกลับมานั่งสำรวจบทบาทของนักวิชาการ ต่อการเคลื่อนงานในพื้นที่

เคยคิดเสมอว่า นักวิชาการจะมีกระบวนการทำงานคล้ายๆอริยสัจสี่ ที่ไปไม่ถึงฝั่ง  คือ  เราพยายามรู้จักทุกข์ (ด้วยการตั้งโจทย์หรือปัญหา)  สมุหทัย (ด้วยการวิเคราะห์ว่า ทำไมจึงเกิดปัญหาเช่นนั้น)  นิโรธ (พยายามเสนอแนะเชิงนโยบายหรืออื่นๆเพื่อแก้ปัญหา)  แล้ว นักวิชาการก็จบลงตรงนั้น     มรรค (คือการปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ แก้ปัญหา) นักวิชาการไม่เคยใส่ใจทำ เพราะเป็นหน้าที่คนดำเนินนโยบาย    

อันที่จริง  ทั้งทุกข์ สมุหทัย และนิโรธ ที่นักวิชาการทำการวิจัยอยู่ ก็อยู่บนฐานคิดเชิงเดี่ยวค่อนข้างมาก  คือ ศาสตร์ใครก็ศาสตร์มัน  ตีความตามศาสตร์  วิเคราะห์ตามศาสตร์  และเสนอแนะตามศาสตร์ที่ได้วิเคราะห์มา  (บางครั้งแย่กว่า เพราะเสนอแนะโดยไม่ได้วิเคราะห์จริงจัง)

นักวิชาการเฉพาะศาสตร์จึงไม่สามารถช่วยอะไรสังคมได้มาก   
 

การเคลื่อนงานในพื้นที่ของทุกๆท่านขณะนี้มีความเป็นบูรณาการและ มุ่งสู่ "มรรค"  ซึ่งนักวิชาการไม่ถนัด

การลงพื้นที่ของตัวเองแต่ละครั้ง จึงรู้สึกสำนึก "ถ่อมตัว" มาก   แม้ว่าจะมีความคิดอะไรบางอย่างก็ยังไม่กล้าเสนอตราบใดที่ยังไม่รู้จักพื้นที่ดีพอ

นักวิชาการสมัยนี้ต้องหัดทำงาน area-based   หากต้องการมุ่งสู่มรรค หรือ การแก้ปัญหาจริง 

อันที่จริง งาน area-based นี้ อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เคยริเริ่มมาก่อนแล้ว สมัยประมาณปี 2518-19  โดยอาจารย์เลือกลุ่มน้ำแม่กลองเป็นพื้นที่ศึกษา  นักเศรษฐศาสตร์ นักเกษตร นักสังคมวิทยา ใครต่อใครลงไปช่วยงานในพื้นที่เดียวกัน ทำงานกับชาวบ้านเป็นบูรณาการ    

เพียงแต่ตอนนั้นไม่ชัดว่า ภาคราชการเข้ามาเกี่ยวข้องแค่ไหน   อาจจะไม่  เพราะอาจารย์ป๋วยก็ถูกเพ่งเล็งจากทางการเมืองและราชการ   ถึงที่สุดแล้วโครงการก็ต้องล้มเลิกกลางคันด้วยเหตุการณ์  6 ตุลาคม 2519  อาจารย์ป๋วยต้องออกนอกประเทศ 

หลังจากนั้น  ก็แทบไม่เห็นการทำงานบูรณาการเชิงพื้นที่ของนักวิชาการจากหลากศาสตร์อีกเลย