สมาธิ

อ้างถึงคำขอของอาจารย์ลุงใน ความจริงแห่งชีวิต  จะบอกวิธีหัดฝึกสมาธิโดยย่อ..

สมาธิ แปลว่าความตั้งมั่นแห่งใจ วิธีการฝึกย่อๆ ก็จะนำเสนอสัก ๓ วิธี

๑. การภาวนาพุทโธ

ให้หาที่นั่งเรียบสบาย จะนั่งแบบใช้ขาขวาทับซ้ายหรือซ้ายทับขวาก็ได้ เอามือวางไว้บนตักตามสบาย หายใจเข้าก็นึกว่า พุท ..หายใจออกก็นึกว่า โธ ....พุท-โธ ๆ ๆ ๆ....(การนึกทำนองนี้ เรียกตามศัพท์ว่า บริกรรม) ทำไปเรื่อยๆ ตามสบายไม่ต้องเกร็งหรือหวังผลอะไรนัก...

พอทำไปสักพัก ใจก็จะเผลอไปคิดเรื่องอื่น ก็รวบรวมความนึกคิดเข้ามาสู่การนึกว่า พุท-โธ ๆ ๆ อีก...ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เริ่มต้นก็ให้ได้สัก ๒๐ นาที ...ถ้าใช้นาฬิกาตั้งเวลาก็จะเป็นการดี...

พอเริ่มชำนาญขึ้น ใจก็จะเผลอน้อยลง... ก็ค่อยๆ เพิ่มเวลาขึ้นไป...

๒. การภาวนายุบหนอพองหนอ

วิธีการก็เหมือนข้างต้น เพียงแต่เปลี่ยนการนึกหรือบริกรรมจากคำว่า พุท-โธ มาเป็น หายใจออกก็นึกว่า ยุบหนอ..หายใจเข้าก็นึกว่า พองหนอ...ยุบหนอพองหนอ ....ไปเรื่อยๆ

๓. การนับลม

วิธีนี้มีอยู่ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค วิธีการเบื้องต้นก็เหมือนดังข้อแรก เพียงแต่เมื่อหายใจเข้าก็นับ ๑ หายใจออกก็นับ ๒... นับไปถึง ๕ ก็เริ่มต้นนับ ๑ อีกครั้ง แล้วก็นับไปให้ถึง ๖....แล้วก็เพิ่มขึ้นให้ถึง ๗...๘...๙...๑๐... เมื่อถึง ๑๐ แล้วก็ให้เริ่มใหม่ โดยนับถึง ๕ อีกครั้ง จนถึง ๑๐ อีกครั้ง...

... ๑ ๒ ๓ ๔ ๕

... ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖

... ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗

... ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘

... ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙

... ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐

... แล้วก็เริ่มใหม่อีกครั้ง

ทั้งสามวิธีนี้ ให้กำหนดอารมณ์ไปที่สุดใดจุดหนึ่ง เช่น ที่ปลายจมูก ในท้อง หรือหน้าอก ตามสะดวก ... 

สำคัญที่สุด...

เมื่อเริ่มหัด ก็ให้หาหนังสือการฝึกสมาธิมาอ่านประกอบด้วย ซึ่งมีหลายอาจารย์ ควรเลือกอ่านหลายๆ เล่มแล้วก็ประมาลเข้าเพื่อความเหมาะสมของเรา โดยเน้นให้ดูเรื่อง วิปัสสนูปกิเลส ซึ่งเป็นกิเลสหรือความเศร้าหมองของจิตด้วยสำคัญหมายว่ามีความรู้แจ้ง หรือบรรลุ แล้วก็ค่อยๆ ตรวจสอบอารมณ์ตัวเองไปเรื่อยๆ..

....

 อนึ่ง ดังเคยบอกไว้หลายครั้งแล้วว่า สมาธิเป็นสิ่งกลางๆ อาจเป็น มิจฉา (คือ ผิด) หรือ สัมมา (คือ ถูก) ก็ได้ ...ในส่วนที่เป็นสัมมาหรือถูกก็คือ เมื่อจิตใจเริ่มเป็นสมาธิแล้วให้พิจารณาว่า..

สิ่งต่างๆ นั้น เป็นเพียงสิ่งที่เกิดจากอะไรหลายๆ ผสมผสานกันขึ้นมาเท่านั้น...นี้คือ สังขาร ...ซึ่งมีความเหมือนกัน ๓ ประการ คือ

๑ สิ่งต่างๆ นั้น มีความเปลี่ยนแปลงไปเป็นธรรมดา (อนิจจัง)

๒ สิ่งต่างๆ นั้น ไม่สามารถดำรงอยู่ในสภาพเดิมได้ (ทุกขัง)

๓. สิ่งต่างๆ นั้น ฝืนความปรารถา ไม่สามารถบังคับได้ ไร้เจ้าของ เป็นไปตามสภาพของเหตุปัจจัยต่างๆ ตามที่จะเกื้อหนุนหรือบั่นทอนในสถานการณ์นั้นๆ (อนัตตา)

....

ถ้าเปลี่ยนจากการนั่งมาเป็นการยืนบ้าง ก็สามารถทำได้ ...และถ้าเปลี่ยนจากการยืนมาเป็นการเดินก็ได้เช่นเดียวกัน โดยเปลี่ยนจากลมหายในมาเป็นการกำหนดการเดินช้าๆ แทน ก็ได้เช่นเดียวกัน 

ส่วนการที่จะประสบความสำเร็จคือพัฒนาได้เร็วหรือช้า ขึ้นอยู่กับวาสนาบารมีของแต่ละคน ไม่แน่นอน