GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

บทเรียนด้วยตนเอง (CAI)

การนำ "นวัตกรรม" เข้าสู่งานและองค์กรเป็นเรื่องที่ยากส์... แต่ถ้าทำไม่สำเร็จ เราก็ยังมีโอกาสทำได้อีก...ถ้าไม่ท้อ แต่รอได้

   เมื่อประมาณปี 2539 ดิฉันกับหัวหน้าคือ คุณศักดา ทวิชศรี  ได้ร่วมกันทดลองนำ "บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน หรือ CAI" เข้ามาอบรมเจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมการเกษตร เดยมีเป้าหมายเพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเรียนรู้ด้วยตนเอง ประหยัดงบประมาณ ตอบสนองความต้องการ เท่าเทียมกัน และรวดเร็ว ซึ่งทำกันมา 2 รุ่น (ปี 2539-2540)

   สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นพบว่า  การส่งเสริมความรู้ในเรื่องดังกล่าวเพื่อให้เจ้าหน้าที่ได้สร้างบทเรียนด้วยตนเองที่เป็น "เนื้อหาทางการเกษตร" กับคนที่ไม่ได้เรียนจบด้านการศึกษามานั้น เราสามารถสนับสนุนให้ทำขึ้นมาได้ แต่จะต้องทำประมาณ 2-3 ซ้ำ ถึงจะได้ผล

   ฉะนั้น ดิฉันก็เลยวางแผนงานเป็นระยะเวลา 3 ปี เพื่อสร้างและพัฒนาระบบการเรียนรู้ให้กับเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรโดยใช้ "บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน : CAI" สิ่งสมัยนั้น เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ยังไม่ทันสมัยและมีอุปกรณ์น้อยมาก เครื่องเขียนข้อมูลก็ไม่มี เพิ่งเริ่มจะมีแผ่น CD เข้ามาใหม่ ๆ และที่หน่วยงานก็ยังไม่แพร่หลาย การจะยอมรับอะไร ๆ นั้นค่อนข้างต่ำ  แต่ทีมผู้เรียนก็ไม่ย่อท้อ เราร่วมกันทำร่วมกันเรียนภายใต้ข้อตกลงที่ว่า

     1. ถ้าใครที่มาเรียน ก็ให้ขนเครื่องคอมพิวเตอร์มาด้วย

     2. การจัดทำ CAI นั้นให้มาทำกันเป็นทีม คือ  เจ้าของเนื้อหา  คนเป็นศิลปะ  และคนที่พอเป็นคอมพิวเตอร์บ้าง

     3. คนที่เข้าอบรมนั้นต้อง "สมัครใจ"

   หลังจากนั้นดิฉันก็คิดว่า "งานนี้จะสำเร็จจะต้องมีคนที่ทำอะไรเป็นบ้าง?" แล้วจึงติดต่อประสานงานและค้นหาคนที่เป็นเรื่องนั้น โดยใช้ความเป็นเพื่อน  เป็นครู  และเป็นคนอยากลองหรืออยากค้นหาสิ่งใหม่I มาช่วยสอนให้ทำ CAI ให้  ซึ่งทีมงานที่ร่วมกัน ประกอบด้วย 1) นักเนื้อหา  2) นักฝึกอบรม  3) นักประเมินผล  4) นักเทคโนโลยีทางการศึกษา  และ 5) นักโปรแกรม

    ฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นคือ ทุกคนทุ่มเทกับงานนี้กันอย่างเต็มที่เพราะเป็นสิ่งใหม่ของพวกเรา  การจัดวางระบบงานก็ใช้แนวการวิจัยเกี่ยวกับการสร้างและพัฒนา และเชิงทดลอง พวกเราทำได้ 2 ปี ก็เกิดการปรับเปลี่ยนผู้บริหารงานระดับต้น ทำให้งานของเราหยุดชะงัก ดิฉันก็ไม่ย่อท้อ  เขียนโครงการระยะปานกลางไว้แล้วจึงติดต่อประสานงานเป็นการภายในกับผู้เรียนเพื่อดำเนินการเรื่องนี้ต่อ แต่ทุกอย่างไม่สามารถฝ่าฟันอุปสรรคต่าง ๆ ได้ เพราะคำว่า "ถ้าเขามาเป็นหัวหน้าก่อนหน้านี้สักนิด เขาก็จะระงับงานนี้ และไม่ให้โครงการนี้ผ่านออกไปได้หรอกนะ" นอกจากนี้ บทเรียนต่าง ๆ ที่เขียนไว้ได้สูญสลายหายต่อหน้าต่อตา เพราะเครื่องคอมพิวเตอร์ขัดข้องและไม่สามารถใช้เครื่องได้ เชื่อมั้ย? ลมแทบจับ แต่ก็คิดว่า "มันคงจะยังไม่ถึงเวลานะ...อย่าเสียใจไปเลย"

   ความคิดของดิฉันตอนนั้นก็คือ

     1. ไม่เป็นไร? ตอนนี้เรารู้คำตอบแล้วว่า "เราจะทำสิ่งนี้ให้เกิดขึ้นได้อย่างไร" เพราะเรามีคำตอบของ "ระบบงานชิ้นนี้แล้วละ"

     2. เราได้แนวทางการสร้างและพัฒนา "บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน : CAI" ให้กับองค์กรส่งเสริมการเกษตรแล้วละ

     3. เรารู้แล้วว่า...การทำงานเรื่องนี้ให้เห็นผลและเป็นรูปธรรมนั้น จะต้องมี "องค์ประกอบอะไรบ้าง?"

     4. ที่เป็นเช่นนี้ คงจะยังไม่ถึงเวลาของการนำสิ่งนี้เข้ามาใช้กับหน่วยงานของเราก็ได้ ฉะนั้น "เรารอได้"

     จากข้อคิดดังกล่าวจึงทำให้ดิฉันพับและเก็บงานชิ้นดังกล่าวทุกอย่างไว้ในกล่องกระดาษ และไม่ว่าจะโยกย้ายไปไหนก็จะนำติดตัวไปด้วยตลอด และส่งเสริมให้เพื่อนร่วมรุ่นได้เรียนปริญญาโทด้านนี้ เพื่อจะได้กลับมาทำงานเรื่องนี้ให้กับหน่วยงานได้ทันที "เมื่อถึงเวลานั้น"

     ซึ่งสิ่งที่คิดไว้ก็เกิดขึ้นจริงว่า "พัฒนาการเรื่องนี้ช้าไป ประมาณ 10 ปี (ปี2541-2550) เพราะในปี 2550 เริ่มมีการพูดคุยเรื่อง CAI เพราะมีการคิดที่จะใช้ช่องทางของ E-Learning ในการส่งเสริมความรู้ให้กับเจ้าหน้าที่ และต้องมีคนจากหน่วยงานภายนอกมากระทุ้งแต่ก็ดีใจที่มีคนพูดถึงหรือพูดให้ฟังบ้าง...    

     จึงเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมากกับความขาดทุนขององค์กร มิฉะนั้น การเรียนรู้ของเราคงจะไปไกลกว่านี้ แต่ทุกอย่างเราก็รอได้ รอมาถึง 10 ปี  ฉะนั้น สิ่งที่ดิฉันทำตลอดเวลาก็คือ "ทำอย่างไรก็ได้...ให้เจ้าหน้าที่ของเราเปิดวิสัยทัศน์ และเปิดความคิดของตนเองบ้าง?"  เพราะสิ่งเหล่านี้ก็เพื่อตัวของท่านเอง และเป็นการทำเพื่อส่วนรวมและสังคมที่จะอยู่ร่วมกัน

   จึงต้องขอขอบคุณ "การจัดการความรู้ หรือ KM ตลอดเวลาที่เราคิดตรงกัน" โดยค้นหาสิ่งดี ๆ ที่มีอยู่ในตัวคน แล้วนำมาคุยกัน มาแลกกัน มาทำงานร่วมกัน เพราะถ้าเราพูดถึงแต่จุดอ่อนหรือจุดไม่ดีของคนอื่นแล้ว เราก็จะไม่สามารถทำงานอะไรให้สำเร็จได้ เราจะไม่มีเพื่อน และจะไม่มีความสมานฉันท์เกิดขึ้นได้

   ดังนั้น งานที่ทำทุกอย่างดิฉันจึงไม่ยึดติด เช่น ถ้ามีคนอื่นมาหยิบงานที่เราคิด ที่เราทำมาของเราไปทำก็ให้คิดเสียว่า "เขามาช่วยเราเผยแพร่...และเราจะได้มีเวลาไปทำงานชิ้นใหม่ได้"  เพราะถ้าเราติดกรอบความคิดตัวเองแล้ว... เราก็เหมือนกับเราติดกับของตัวเราเอง  การเรียนรู้และการพัฒนาของเราก็จะไม่เกิดขึ้นได้จริง.

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): cai
หมายเลขบันทึก: 79833
เขียน:
แก้ไข:
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (0)