GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

บรรยากาศของห้องเรียน (โลกในใจของบุญถึง ตอนที่ 6)

มีเพื่อนผมในห้องจำนวนไม่น้อยที่บุคลิกภาพเปลี่ยนไปกลายเป็นคนดื้อเงียบ ซึมลึก หรือไม่ก็ก้าวร้าว เย็นชา เอาตัวรอด ขาดความซื่อสัตย์ ขาดความเชื่อมั่นใจตนเอง ขาดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
                ในวันที่มีชั่วโมงเรียนวิชาคณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษนักเรียนเกือบทุกห้องจะมาโรงเรียนกันแต่เช้าเป็นพิเศษ  แม้จะไม่ได้เป็นเวรทำความสะอาดก็ตาม ไม่ได้ขยันอะไรหรอก แต่มาลอกการบ้านกันต่างหาก                
       
แต่ละคนจะมีคู่ขาของตัวเอง พอมาถึงก็ตรงรี่ไปขอสมุดการบ้านจากเพื่อนขาประจำที่เรียนเก่งกว่ามาลอกกันอย่างไม่ยอมเงยหน้าเงยตา บางคนชำนาญการลอกจนไม่ต้องดูสมุดของตน สายตาจับอยู่ที่ต้นตำรับอย่างเดียวก็ลอกได้อย่างไม่ผิดพลาด แล้วมาขีดเส้นทีหลัง ถ้าเพื่อนคู่ขาไม่มาหรือมาสายหน่อยก็หงุดหงิดงุ่นง่าน  เที่ยวเดินไปขอลอกคนอื่นต่ออย่างรีบเร่ง
               
     
นักเรียนที่เป็นลูกคนจีนจะเนื้อหอมที่สุด ถูกห้อมล้อมขอลอกการบ้านเป็นประจำ แต่พวกนี้เล่นตัวชะมัดกว่าจะยอมให้ลอกการบ้านได้ ก็ต้องถูกพูดกระทบกระเทียบเปรียบเปรยอย่างเจ็บ ๆ แต่ด้วยความกลัวถูกครูตีและถูกประจานก็ต้องยอมหน้าทนตื้อขอลอกจนสำเร็จ ได้ครั้งหนึ่งแล้วก็จะได้ครั้งต่อ ๆ ไปอีก
               
      
สมชัย ยึดผมเป็นคู่ขาอย่างเหนียวแน่น แม้ว่าบ่อยครั้งผมจะทำการบ้านไม่ถูกก็ตาม ผมเองก็ไม่ค่อยเก่งวิชาคณิตศาสตร์นัก แต่ก็พอเอาตัวรอดได้ ส่วนภาษาอังกฤษพอจะได้คะแนนดีหน่อย บางวันผมถูกใช้งานที่บ้านจนดึก หรือน้ำมันตะเกียงหมดจนผมไม่สามารถทำการบ้านได้ สมชัยก็ไม่ยอมลอกคนอื่นยอมถูกครูตีพร้อมกับผม  เรียกว่าเป็นเพื่อนคู่ทุกข์คู่ยากกันจริง ๆ
               
      
คุณครูสมจิต ที่สอนคณิตศาสตร์ ท่านดุและเข้มงวดกับพวกเราทุกอย่าง รูปร่างท่านอ้วนจนกลม  ผิวดำ ผมสั้นดัดจนหงิก ท่านจะมีหนังสือแบบเรียนเล่มเก่า ๆ และไม้เรียวคู่กาย ตีหน้าดุเดินเข้าห้องเรียน ข่มขวัญให้พวกเราอกสั่นขวัญแขวนไปทุกครั้ง  เวลาผมอ่านเรื่องพระอภัยมณีตอนนางผีเสื้อสมุทรลักพาตัวพระอภัยมณีครั้งใด ผมจะจินตนาการว่านางผีเสื้อสมุทรคงหน้าตาเหมือนคุณครูสมจิตทุกครั้ง
               
     
ก่อนสอนคุณครูสมจิตจะชำระสะสางเรื่องการบ้านเป็นเรื่องแรกให้พวกเราทุกคนกางสมุดให้ดู แล้วท่านก็เดินดูรอบห้อง ถ้าคนไหนไม่ทำการบ้านบ่อย ๆ   ท่านก็พลิกไปพลิกมาอย่างไม่ค่อยเชื่อใจ   ถ้าใครไม่ทำก็ถูกลงโทษเป็นรายข้อ  รอบแรกก็บิดเนื้อก่อน แล้วก็เรียกมาหน้าห้องตีด้วยไม้เรียวที่ก้นตามจำนวนข้อ ผมก็เคยโดนบ่อยครั้ง ทั้ง ๆ ที่ท่านตีไม่ค่อยแรงเท่าไร แต่ด้วยท่าทางที่น่ากลัวของท่านทำให้เพิ่มความเจ็บมากขึ้น
               
      
ท่านไม่เคยสนใจว่าพวกเราทำถูกหรือไม่ หรือจะลอกใครมาก็ตาม แต่ขอให้เสร็จอย่างเดียวก็พอ มาในระยะหลังท่านคงเบื่อวิธีลงโทษด้วยการเฆี่ยนและบิดเนื้อ หรือท่านอาจเหนื่อยก็ได้เลยเปลี่ยนวิธีใหม่ เป็นเก็บเงินข้อละ 1 สลึง ไว้เป็นกองกลางของห้องสำหรับซื้อเทียนและน้ำมันก๊าดมาลงพื้นห้อง ผมจำได้ว่าเราได้เงินส่วนนี้เมื่อสิ้นเทอมแรก 60 กว่าบาท
               
      
คุณครูสมจิตไม่เคยเรียกเก็บสมุดพวกเราไปตรวจการบ้านเองสักครั้ง วิธีตรวจการบ้านก็คืออ่านเฉลยคำตอบ  แล้วให้นักเรียนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ สลับกันตรวจ ถ้าถูกก็ขีดเครื่องหมายถูก ถ้าผิดก็ขีดเครื่องหมายผิด โดยไม่ต้องดูวิธีทำว่าจะเป็นมาอย่างไร มีเพื่อนบางคนหัวใสทำการบ้านมาเองทั้ง ๆ ที่ไม่เข้าใจและมั่นใจว่าทำไม่ถูกแน่ แต่เว้นคำตอบไว้ มาลอกคำตอบจากเพื่อนที่เก่งในห้อง เพื่อให้ได้เครื่องหมายถูกมาก ๆ เวลาเปิดสมุดอวดใครเขาจะได้ภาคภูมิใจ แต่เวลาสอบครั้งใดก็ตกทุกครั้ง สมัยนั้นยังไม่มีสำนักพิมพ์ใดพิมพ์กุญแจคณิตศาสตร์เหมือนปัจจุบัน หรืออาจจะมีแต่ยังไม่แพร่หลายมาถึงโรงเรียนของผมก็ไม่ทราบ ไม่อย่างนั้นคงได้ลอกกันสนุก
               
       
เวลาสอนคุณครูสมจิตจะอธิบายอย่างรวดเร็วบนกระดานดำ ให้ตัวอย่างเหมือนในแบบเรียน แล้วก็ให้การบ้านแบบข้อเว้นข้อ บางแบบฝึกหัดก็ข้อคี่ บางแบบฝึกหัดก็ข้อคู่ สลับกันไป ผมพยายามตั้งใจฟังคำอธิบายและอ่านทบทวนโดยตลอด ก็เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง จะไปถามท่านก็ไม่กล้า ก็ไม่รู้จะถามใครก็เลยงมโข่งทำไปตามมีตามเกิด ทำให้เสร็จ ๆ ไปก็แล้วกัน
               
       
เวลาสอบทุกครั้ง คุณครูประจำชั้นจะเข้มงวดเป็นพิเศษ นับตั้งแต่จัดโต๊ะให้ห่างกัน ขยายโต๊ะออกมานอกห้อง จัดเลขที่นั่งให้สลับกัน และเปลี่ยนที่นั่งทั้งเช้าและบ่าย บางครั้งก็มีการตรวจ ฝิ่น กันด้วย  ฝิ่นก็คือกระดาษแผ่นเล็ก ๆ ที่เขียนสรุปเนื้อหาสาระที่จำยากและคิดว่าสำคัญน่าจะออกข้อสอบ สามารถทำได้ทุกรายวิชา  พกไว้ในที่ที่มิดชิดไม่ให้ครูจับได้ เช่น ถุงเท้า กระเป๋าพิเศษ เข็มขัด เป็นต้น บางคนก็มีแผ่นเดียว บางคนก็มีหลายแผ่น
               
       
ผมยังสงสัยว่า ทำไม่จึงเรียกว่าฝิ่น อาจจะเป็นเพราะว่าสิ่งเหล่านี้ ถ้าใครเคยทำแล้ว ก็จะได้ใจ และมีแนวโน้มที่จะทำเรื่อย ๆ เกิดความมักง่าย ไม่ยอมอ่านหนังสือก่อนสอบ จนติดเป็นนิสัย สะสมความไม่ซื่อสัตย์ตามมากระมัง
               
      
วิธีการเสพฝิ่นที่เพื่อน ๆ ผมนิยมทำกันก็คือ คอยหาจังหวะเวลาที่ครูคุมสอบเผลอ ถ้าเห็นว่าข้อสอบที่ออกสอดคล้องกับฝิ่นที่ทำก็พยายามหยิบฝิ่นขึ้นมาอย่างแนบเนียน   แล้วซุกไว้ใต้ข้อสอบ ค่อย ๆ คลี่ออกอย่างใจเย็นและเป็นขั้นตอน ต้องควบคุมกิริยาอาการไม่ให้ผิดสังเกต เวลาครูคุมสอบเดินผ่านมาก็ทำไม่รู้ไม่ชี้ ก้มหน้าทำข้อสอบต่อ ถ้ามีหลาย ๆ แผ่น ก็ยุ่งหน่อยต้องทำรหัสและจำให้ได้ว่าอยู่ที่ใด พอลอกเสร็จต้องค่อย ๆ หาทางเก็บเข้าที่เหมือนเดิม
               
     
สมชัยชอบทำฝิ่นเป็นประจำ นอกจากเขียนในเศษกระดาษแล้ว ยังเขียนที่ฝ่ามือ หรือไม้บรรทัด บนโต๊ะเรียนก็ยังเคยเขียน ถ้ารู้เลขที่นั่งสอบล่วงหน้า    สมชัยเป็นคนใจถึง  ใจเย็น  ทำได้แนบเนียนและเอาตัวรอดได้ทุกครั้ง
               
      
ผมเคยเอาอย่างสมชัยครั้งหนึ่ง เพราะดูหนังสือไม่ทันและถูกลูกยุจากสมชัย ผมทำฝิ่นมา 1 แผ่น พอดีข้อสอบอัตนัยออกตรงกับฝิ่นที่ผมทำมา ผมตื่นเต้น ลุกลี้ลุกลน จนเหงื่อซึมออกเต็มมือ พอหยิบออกมาจากขอบกางเกงด้วยมือที่สั่นเทา  คุณครูมีศักดิ์ซึ่งเป็นครูคุมสอบหันมาพอดี ผมตกใจจนทำฝิ่นร่วงลงกับพื้น ผมรีบเอาเท้าเหยียบไว้จนตลอดชั่วโมง โดยไม่มีโอกาสได้ลอกเลย และอาศัยความชุลมุนตอนครูเก็บข้อสอบ รีบเก็บฝิ่นใส่กระเป๋ากางเกง ผมเข้าใจว่าคุณครูมีศักดิ์คงเห็นที่ผมทำฝิ่นร่วงลงพื้น แต่ท่านทำเป็นไม่สนใจ เพราะคงไม่อยากให้ผมถูกกากบาทหัวข้อสอบในฐานะทุจริต  ตั้งแต่นั้นมาผมเลยเข็ดและไม่ยอมทำฝิ่นอีกเลย
               
      
การลอกกันเวลาสอบนอกจากพกฝิ่นก็มีอีกหลายวิธีเช่น ส่งกระดาษคำตอบให้เพื่อนที่นั่งข้าง ๆ หรือเอียงกระดาษคำตอบให้เพื่อน หรือไม่ก็ทำรหัสนิ้วมือตามที่ตกลงกัน เป็นต้น
               
    
คุณครูมัณฑนา ที่สอนวิชาภาษาอังกฤษ ก็ดุไม่แพ้คุณครูสมจิต ดีหน่อยที่คุณครูรูปร่าง หน้าตาดีแต่งตัวสวย  เลยทำให้บรรยากาศการเรียนการสอนดีขึ้นบ้าง แต่วิธีการสอนก็ไม่ต่างจากคุณครูสมจิตเท่าใดนัก
               
     
ในห้องผมมีนักเรียนเกินครึ่งที่สอบไม่ผ่านวิชาคณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษ ดูคุณครูท่านรู้สึกภาคภูมิใจเหลือเกินที่นักเรียนสอบไม่ผ่านวิชานี้เป็นจำนวนมาก ทำให้วิชาของท่านมีความสำคัญมากขึ้น ท่านจะเอาใจใส่และยกย่องนักเรียนที่เรียนเก่งในวิชาของท่านเพียงไม่กี่คน แล้วประณามหรือแสดงท่าทีเหนื่อยหน่ายที่จะสอนนักเรียนที่มีสติปัญญาระดับกลางจนถึงอ่อน ซึ่งมีร่วมครึ่งค่อนห้อง
               
      
เมื่อถูกดุ ถูกด่า ถูกเฆี่ยนตี และประณามว่าโง่เง่าบ่อยครั้งเข้า ก็เลยเป็นความชินชา หรือแสดงออกในลักษณะอื่นทดแทนเหมือนวัตถุที่กดทับไปในถ้วยยูเรก้า  ถ้ารุนแรงเท่าไร น้ำก็จะล้นออกเท่านั้น เช่นเดียวกัน  นักเรียนบางคนที่ใจถึงก็จะหนีเรียน ซึ่งเรียกกันว่า โดดร่ม   หรือแก้ปัญหาแบบขอไปที เช่น ลอกการบ้านจากเพื่อนหรือทำฝิ่นเวลาสอบ เป็นต้น
               
     
มีเพื่อนผมในห้องจำนวนไม่น้อยที่บุคลิกภาพเปลี่ยนไปกลายเป็นคนดื้อเงียบ ซึมลึก หรือไม่ก็ก้าวร้าว เย็นชา  เอาตัวรอด ขาดความซื่อสัตย์ ขาดความเชื่อมั่นใจตนเอง ขาดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์อย่างถาวรและน่าสงสาร
               
     
....ผมเองก็โดนหางเลขกับเขาไปด้วยเหมือนกัน
 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 79789
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 1
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (1)

เรียนคุณครูธเนศ - จริง ๆแล้ว เด็กทุก ๆ คนมีความเก่งเท่ากันหมด แต่อยู่ที่เขามีความกระตือรือล้นแค่ไหน - เวลาราณีสอนวิชาบัญชี ราณีก็จะคอยให้กำลังใจเด็ก ที่เกลียดวิชาตัวเลข เพราะตอนเด็กเราก็เกลียดเหมือน ๆ กัน เราเลยมีวิธีการสอนที่ไม่เหมือนใคร ไม่เคยให้เด็กท่องจำ แต่ให้เด็กใช้วิธีการทำความเข้าใจโดยคิดถึงเหตุและ ผลของธุรกิจ ถ้าไวก็จะทวนซ้ำ - เวลาให้เด็กทำการบ้าน จะคอยเดินดูว่าคนไหนไม่เข้าใจจะได้เดินเข้าไปสอนตัวต่อตัว จะทำให้เด็กลดอาการต่อต้าน และให้ความใส่ใจในการเรียนเพิ่มขึ้น เราจะรู้สึกภูมิใจมากเมื่อเด็กทำข้อสอบได้ด้วยตัวเอง และตัวเด็กก็จะรู้สึกภูมิใจด้วเองว่าเขาก็สามารถทำได้