นายสมหมาย ภาษี รมช.คลัง เปิดเผยถึงการพิจารณางบประมาณประจำปี 51 ว่า จะยังขาดดุลงบประมาณต่อจากปี 50 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่จะเป็นจำนวนเท่าใดคงยังไม่สามารถสรุปได้ในขณะนี้ เพราะต้องจัดทำตัวเลข ให้ชัดเจนก่อนโดยเฉพาะการประมาณการรายได้ โดยยืนยันว่าการขาดดุลงบประมาณจะไม่แตกต่างจากงบประมาณในปี 50 มากนักที่ขาดดุลไม่เกิน 2% ของผลผลิตมวลรวมในประเทศหรือจีดีพี การที่รัฐบาลยังต้องทำงบประมาณขาดดุลเนื่องจากต้องการนำเงินมาใช้จ่ายด้านการลงทุน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติที่ภาวะปกติรัฐบาลก็สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการขาดดุลงบประมาณได้ โดยถือว่าเป็นเรื่องของการบริหารและไม่น่าหนักใจแต่อย่างใด  การพิจารณางบประมาณในปี 51 ได้เน้นหนักไปที่เรื่องของรายได้เป็นอันดับแรก ซึ่งยังไม่มีข้อสรุป โดยการตั้งงบประมาณขาดดุลต่อจากปี 50 นั้นเป็นเพราะเชื่อว่าภาวะเศรษฐกิจในปี 51 จะไม่ฟู่ฟ่ามากนัก และมีรายได้ไม่พอขณะที่อัตราเงินเฟ้อก็ต่ำ แต่ยังมีความจำเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงต้องจัดทำงบประมาณแบบขาดดุล ซึ่งไม่ได้ผิดปกติแม้ว่าจะไม่ใช่ช่วงวิกฤติเศรษฐกิจก็ตาม

            ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกฯและ รมว.คลัง กล่าวว่า การจัดทำงบประมาณในปี 51 ยังไม่ได้ข้อสรุป ที่ชัดเจนแต่อย่างใด โดยจะหารือกันอีกครั้งในสัปดาห์หน้า ซึ่งการหารือร่วมกันระหว่าง 4 หน่วยงาน คือกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เมื่อวันที่ 15 ก.พ. ที่ผ่านมา ได้สั่งการให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ไปจัดทำข้อมูลการจัดเก็บรายได้มาใหม่ เพราะที่จัดทำมาไม่สอดคล้องกับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่รวมกับอัตราเงินเฟ้อ ที่เชื่อว่าน่าจะอยู่ในระดับที่ 8%

                                                                               เดลินิวส์   17 ก.พ. 50