ผมสะดุ้งตื่นกลางดึกอีกแล้ว   เป็นครั้งที่สามในรอบสี่วัน  ผมไม่ได้ฝันร้ายหรือเป็นโรคนอนไม่หลับหรือมีปัญหาเกี่ยวกับการนอนแต่อย่างใด    แต่ผมจะสะดุ้งตื่นมาพร้อมกับความว่างเปล่า   ว่างเปล่า ??  หลังจากผมสะดุ้งตื่นผมมักจะพยายามคิดถึงความฝันที่เพิ่งผ่านเข้ามา   แต่ในหัวมักมีแต่ความว่างเปล่า   ผมไม่สามารถนอนหลับต่อได้   ผมเอนตัวลงแล้วก็คิดถึงเรื่องที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้   ที่มันก็เหมือนเดิมทุกๆวัน …………. ผมตื่นสายอีกแล้ว    ทั้งๆที่ผมชอบอากาศตอนเช้าๆที่สุด   แต่ช่วงนี้ผมนอนตื่นสายทุกวัน  การได้นอนบนเตียงนุ่มๆ ในบ้านตัวเองเป็นความรู้สึกที่แปลกดี   ผิดกับการที่ต้องนอนอยู่กลางป่า  แม้อากาศที่นั่นจะดีกว่า แต่อย่างไรผมก็ชอบที่จะนอนเตียงนุ่มๆในบ้านของตัวเองดีกว่า   แต่การที่ได้นอนเตียงนุ่มๆไม่ได้เป็นเหตุผลที่ผมตื่นสายหรอกนะ   ตอนนอนหลับผมไม่ค่อยฝันหรอก    คนในครอบครัวผมอาจจะมองว่าผมขี้เกียจ หรือดูเฉื่อยชา  ผมอาจจะดูเป็นอย่างนั้น  แต่ผมคิดว่ามันถึงเวลาที่จะนอนเต็มอิ่มในเตียงนุ่มๆ  โดยไม่ต้องคิดว่างพรุ่งนี้เราจะตื่นมาเพื่ออะไร  แม้ว่าเรื่องราวในวันพรุ่งนี้อาจจะไม่น่าตื่นเต้นเหมือนตอนที่ผมทำงาน   แต่ทำไงได้ชีวิตมันต้องเดินต่อไป    แล้วมันก็เป็นทางที่ผมตัดสินใจเลือกเองด้วย                                   ผมทำงานเป็นลูกจ้างชั่วคราวที่มีสัญญาปีต่อปี ในหน่วยงานรัฐแห่งหนึ่งในบ้านเกิดผม   ก่อนจะเรียนจบผมไม่คิดว่าตัวเองจะมาลงเอยแบบนี้หรอก............ลงเอย   ถ้าพูดว่าลงเอยก็คงเหมือนจะยอมรับสภาพกับชีวิตตอนนี้  เอาเป็นว่าผมไม่เคยคิดว่าช่วงหนึ่งของชีวิตผมจะต้องมาเป็นแบบนี้  แรกๆผมทำงานนี้ด้วยความหวังว่าจะเป็นการเก็บเงินฆ่าเวลาเพื่อที่จะได้ทำฝันต่อไปในอนาคต แทนที่มันจะฆ่าเวลา แต่กลับเป็นการฆ่าวิญญาณผมซะมากกว่า                                    แรกๆเริ่มทำงานมันก็ยังดีอยู่หรอกเพราะเวลาส่วนใหญ่ผ่านไปกับการเรียนรู้งานและไอ้การเรียนรู้กับงาน แม้จะเป็นงานที่ผมไม่เต็มใจที่จะมาทำ แต่มันก็ทำให้ผมไม่มีเวลาหยุดคิดถึงเรื่องอื่น  และงานตรงนี้ก็ทำให้ผมรู้สึกว่าผมก็พอจะทำอะไรที่ดูเป็นชิ้นเป็นอันมากขึ้น มากกว่าตอนที่ผมเฝ้าเพ้อถึงงานที่อยากทำ  ฝันถึงแต่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้   พอทำงานนี้ในตอนแรกๆผมยังมีช่วงเวลาเล็กๆที่ฝันถึงมันได้โดยไม่รู้สึกว่าตัวเองเพ้อฝันมากไป……                                 เวลายิ่งผ่านไป  ผ่านไป  ผ่านไป  ผ่านไป  ผ่านไป  ผ่านไป  ผ่านไป   ผมเริ่มลืมเลือนจุดประสงค์ในตอนแรกที่ทำงานนี้แล้วล่ะ  อย่างที่ผมบอกตั้งแต่แรกงานนี้มันฆ่าวิญญาณผมเข้าทุกวัน   และนี่คงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผมต้องสะดุ้งตื่นเกือบทุกวัน   ผมเตรียมจะยอมรับสภาพกับชีวิตที่เป็นแบบนี้แล้ว ถ้าพ่อผมไม่เกิดตัดสินใจเออรี่ รีไทร์ (Early Retried )  ซะก่อน  มันทำให้ผมต้องกลับมาฉุกคิด เกี่ยวกับความฝันตัวเองอีกครั้ง                                   ความฝัน....... ผมลืมไปแล้วว่าตัวเองฝันอยากเป็นอะไร     พูดแล้วจะหาว่าคุย ผมนะเรียนดีตั้งแต่เด็กแล้ว อาจเพราะได้ความฉลาดมาจากพ่อ  พ่อผมรับราชการเป็นครู   เพราะได้ต้นแบบจากพ่อผมนี่แหล่ะมั้งทำให้ผมคิดว่าอาชีพข้าราชการนี่เป็นอาชีพที่ดีที่สุด   ความจริงแล้วตามประสาเด็กเรียนดีในสมัยนั้น   พวกนั้นคงอยากเป็นหมอเป็นวิศวะกัน ผมก็อยากเป็น  ผมเอนท์ติดคณะเทคนิคการแพทย์ ม.มหิดล ด้วยล่ะ แต่ผมสละสิทธิ์  เพื่อจะเอาคณะวนศาสตร์  ม.เกษตร  ทำไมนะเหรอ   ก็ผมชอบการเดินทางนะซิ  โดยเฉพาะการได้ไปเที่ยวในป่า  กินเหล้า  ดื่มด่ำธรรมชาติ  ถ้าได้ทำงานอย่างนี้ผมคงมีความสุขทุกๆวัน  นั่นอาจจะเป็นฝันของผมก็ได้.....หรืออาจจะไม่ใช่   เพราะผมเคยได้ยินคนบอกว่าความฝันมันต้องยิ่งใหญ่ มันน่าจะมีความหมายที่เราจะพยายามไปให้ถึงมัน  ผมว่าถ้าเป็นอย่างนั้น   ผมอาจจะไม่เคยมีความฝันเลยก็ได้  แต่แปลกที่ผมกลับรู้สึกว่าผมก็มีความสุขกับชีวิตตัวเอง.....สนุกมากขึ้นทุกๆที                                 หลังจบออกมา   ผมก็ได้ทำงานที่ผมอยากทำสมใจ  ผมสอบบรรจุข้าราชการกรมป่าไม้ได้ทันที ผมได้มาอยู่จังหวัดพิษณุโลก ผมไม่รอช้า  เก็บของใส่กระเป๋าใบเดียว  เดินดุ่มๆออกมาจากบ้าน  โดยไม่เหลียวหลังกลับอีกเลย........ผมไม่คิดว่าการเดินออกจากบ้านในครั้งนั้น   มันจะทำให้ผมไม่ได้กลับมาบ้านอีกเลย.......                                  ผมสนุกกับงานที่ทำทุกวัน    มันเป็นแบบที่ผมคิดไว้เลย  ผมกระตือรือร้นกว่าใครๆในรุ่นเดียวกัน   ตอนนั้นเรื่องตำแหน่งอะไรผมไม่ได้หวังหรอกนะ  ผมเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่า การได้ทำงานที่เรารักและได้อยู่กับมัน มันดีอย่างไร  ความจริงในตอนนั้นผมก็เริ่มมีความฝันใหม่ขึ้นมาแล้วล่ะ......ความฝันที่จะได้อยู่กับมันนานๆ......................                                 ผมขออธิบายเกี่ยวกับการเออรี่รีไทร์สั้นๆละกัน  การเออรี่รีไทร์ หรือการเกษียณก่อนกำหนด นี่ มันเป็นโครงการหนึ่งของรัฐบาลในยุคนายกฯทักษิณที่เปิดโอกาสให้ข้าราชการที่ต้องการออกจากงานสามรถออกจากงานได้ก่อนที่จะเกษียณอายุจริงๆ(คืออายุ 60 ปี)   แล้วจะได้เงินก้อนนึงเพื่อเอาไปประกอบอาชีพใหม่หรือเอาไปทำกิจการอย่างอื่นที่อยากทำได้  โดยไม่ต้องรอให้เกษียณอายุถึงจะได้เงินก้อนนั้นมา  ดูมันน่าดึงดูดดีใช่ไหม  แต่สำหรับผมการเออรี่รีไทร์ เหมือนเป็นตัวเร่งให้ข้าราชการสูงอายุที่มาถึงทางตันของการทำงานให้ตัดสินใจออกจากงานเร็วขึ้น  คนกลุ่มนี้ก็ต้องตัดสินใจเลือกเอาว่าทำงานต่อไปก็อยู่เท่าเดิมแถมยังต้องเหนื่อย  กับการที่ออกมาแล้วไม่ต้องเหนื่อย   แต่ต้องอยู่แบบไม่มีคุณค่า  

ผมไม่เคยชอบอาชีพข้าราชการเลย  แม้งานข้าราชการจะดูมั่นคงกว่าอาชีพอื่นๆ  ผมเห็นข้อดีของงานราชการอย่างเดียวนั่นก็คือถ้าเราทำงานราชการเราสามารถรู้เวลาตัวเองว่าเมื่อไรควรจะหยุดที่จะตามฝันโดยมีอายุราชการเป็นตัววัด(ในกรณีนี้คือ 60 ปี)  ถ้าเรารู้ว่าเราไปไม่ถึงฝันแน่ๆ ยังมีการเออรี่รีไทร์นี้ เป็นตัวให้เราหยุดเหนื่อยที่จะไปให้ถึงฝันได้สบายๆ  เพราะฉะนั้น ตอนพ่อผมตัดสินใจเออรี่รี่ไทร์  ผมรู้ทันทีว่าพ่อไม่ได้ออกมาเพื่อจะอยู่กับครอบครัวอย่างเดียวหรอก (เพราะตอนทำงานพ่อก็อยู่กับครอบครัวมาตลอดอยู่แล้ว)  แต่พ่อหยุดฝัน    คนเราหยุดทำอะไรก็ได้ถ้ารู้สึกเหนื่อย แต่ถ้าหยุดทำอะไรโดยยังพยายามไม่มากพอเวลาเรานึกย้อนกลับไปเราต้องมาเสียใจภายหลังแน่ๆ   สำหรับผม  ผมคิดว่าพ่อยังพยายามไม่พอ

..... ขนาดที่ผมกำลังสนุกกับชีวิตการทำงาน  โดยไม่ต้องรับผิดชอบอะไรมากหนัก  ผมกับพบเจอผู้หญิงคนหนึ่ง    ผมขอเรียกเธอว่าเป็นรักแรกพบของผม   เธอแก่กว่าผมพอสมควร  ไม่ใช่ว่าผมจะหาคนที่สาวกว่าสวยกว่านี้ไม่ได้นะ  แต่อย่างที่บอก คนเร าไม่สามารถรู้ได้หรอกว่าเมื่อไรรักแท้จะเดินเข้ามาหาเรา    สำหรับมันเดินเข้ามาแบบไม่ทันตั้งตัว  ถ้าเธอแค่แก่กว่าผม  ผมคงตัดสินใจอะไรๆไม่ยากเท่าไร  แต่เธอดันมีลูกติดมาด้วยตั้งสามคนนะซิ     ถ้าผมแต่งงานกับเธอความสนุกในช่วงนี้จะหายไปทันที  ผมคงต้องรับผิดชอบมากขึ้น   ผมพร้อมหรือยัง...........ผมคิดว่าผมพร้อมแล้วล่ะ.............ที่ว่าพร้อม  ก็คงเพราะว่าเธอเป็นรักแท้ และการมีครอบครัวมันก็คงไม่เลวร้ายสักเท่าไรหรอก   ความเป็นจริงมันไม่ง่ายอย่างที่คิดเลย    ด้วยเงินเดือนอันน้อยนิด    กับการที่ต้องเลี้ยงดูคนอีกสี่คน มันคงเป็นไปด้วยยาก   ผมเริ่มเหนื่อย  เริ่มมองไม่เห็นความสนุกของงานที่ตัวเองทำอยู่   ผมมาทำอะไรตรงนี้นี่    ยังดีที่ผมยังมีพ่อที่เวลาที่เดือดร้อน  แต่ละเดือนแม้มันจะผ่านไปอย่างยากลำบาก  ชีวิตที่สุขสบายสมัยอยู่คนเดียวมันหายไปแล้ว    ความฝัน..........ผมไม่ได้คิดถึงอะไรที่เป็นนามธรรมอย่างนั้นอีกเลย  การประคองชีวิตครอบครัวให้ผ่านไปมันช่างยากเหลือเกิน    มีอยู่สิ่งเดียวที่ผมคิดว่าผมตัดสินใจถูก ก็คือเธอคนนั้น  แม้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น  เธอก็ยังเป็นแรงใจให้ผมเสมอ     ในช่วงที่ผมท้อที่สุด   ผมก็คิดได้ว่าสิ่งที่อาจจะมาเติมเต็มให้ชีวิตก้าวไปได้  สิ่งที่เป็นแรงจูงใจให้ผมสามารถทำงานเก็บเงินสร้างครอบครัวขึ้นมาได้  ผมต้องมีลูก   แม้เราจะไม่พร้อมสักทีเดียว  แต่ผมว่ามันถึงเวลาแล้ว......................                                  พ่อพยายามไม่พอ  แล้วมันจะมีผลกระทบอะไรกับชีวิตผม   คนเรามีสิทธิ์ที่จะเลือกว่าจะเดินต่อหรือจะหยุดได้ทั้งนั้น  ถ้าพ่อเลือกที่จะหยุดแล้วผมจะไปห้ามเขาได้อย่างไง    คำตอบง่ายนิดเดียวสำหรับผม   ถ้าผมเป็นคำตอบสำหรับคนที่ไม่ได้เรื่องอะไรสักอย่าง     พ่อก็ตรงข้ามกับผมโดยสิ้นเชิง                                 ถ้าคนเราวัดความสำเร็จจากแค่การมีครอบครัว มีบ้าน มีรถ  ผมถือว่าพ่อได้มาถึงปลายทางของชีวิตแล้ว  สมควรด้วยประการทั้งปวงที่จะออกมาหยุดพัก  อยู่กับครอบครัว     แต่ผมคิดว่าคนเราต้องมีมากกว่านั้น   มันต้องไม่ใช่วัตถุ อย่างบ้านรถ ครอบครัวหรอก  แต่มันน่าจะเป็นคุณค่าของจิตใจมากกว่า  คุณค่านั้นสำหรับผมเกิดจากการที่มีคนอื่นมายอมรับความสามารถเราในด้านที่เราเก่งเหนือคนอื่นมากกว่า สำหรับการที่พ่อได้ตำแหน่งเป็นผู้บริหารระดับสูงในงานของตัวเอง   นั่นแหล่ะผมถึงจะเรียกว่าพ่อประสบความสำเร็จ                                  ทำไมผมคิดอย่างนั้นนะเหรอ  อาจจะบอกว่าเป็นเพราะความผิดของพ่อผมนี่แหล่ะ  พ่อถูกเลี้ยงดูมาอย่างไรผมไม่อาจรู้ได้   แต่สำหรับผมแล้วผมถูกเลี้ยงดูมาแบบไม่ยึดติดกับวัตถุ  พูดอย่างนี้มันคงฟังดูดีเกินไป  เอาเป็นว่าผมโตมาแบบที่ว่าตอนเด็กผมได้ของเล่นมากกว่าคนอื่น  ของที่ผมต้องการในตอนเด็กหรือแม้แต่กระทั่งตอนโต  ผมไม่เคยได้มาด้วยความยากลำบากเหมือนคนอื่นเลย  แม้ของที่ได้มาแม้อาจจะไม่ดีที่สุด  แต่มันก็ไม่ได้แย่จนเกินไป  เพราะตอนเด็กๆโดนเลี้ยงมาแบบนี้  ทำให้ผมไม่ดิ้นรนที่จะได้ของหรูๆแพงๆอย่างอื่นเลย    ของที่ผมอยากได้ส่วนใหญ่มักจะเป็นของที่เกิดจากความพยายามจะไปให้ถึงฝันมากกว่าของที่จะเอาไว้อวดคนอื่น                                   ตอนที่ผมเห็นลูกชายครั้งแรก   ผมก็รู้ได้ทันทีว่าชีวิตนี้ผมจะอยู่เพื่ออะไร   ถ้าใครไม่มีประสบการณ์แบบผมก็คงไม่รู้  ผมตัดสินใจเปลี่ยนตัวเองตั้งแต่วันนั้น  เปลี่ยนตัวเอง    ใครๆก็คงคิดว่าคนอยากผมคงเปลี่ยนจาก  จากชายที่รักสนุก  กินเหล้า สูบบุหรี่ เที่ยวๆไปวันๆ  จะสามารถเปลี่ยนตัวเองได้ เพื่อใครสักคน   แต่ผมกับคิดว่าผมอยากให้ลูกเติบโตมาได้รับสิ่งที่ดีที่สุด   แต่ก็จะทำให้เขาเติบโตในอย่างที่ผมเคยเป็น   ผมโดนเลี้ยงแบบปล่อยปะละเลยมาตั้งแต่ตอนเด็กๆ  ผมแอบไปเล่นน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเกือบจมน้ำตาย  แต่กลับมาที่บ้าน  พ่อแม่ก็ไม่ได้สนใจอะไรผมมากมายเพราะเขาคิดว่าผมโตพอที่จะรับผิดชอบตัวเองแล้ว  ผมว่ามันก็ดีนะ ทำให้ผมต้องพยายามทำอะไรด้วยตัวเองเสมอ  แต่ผมยังแอบคิดเลยว่า  แล้วถ้าผมจมน้ำตายจริงๆ   พวกเขาจะเสียใจแค่ไหนกันนะ   ผมไม่อยากให้ลูกโตมาแบบนั้นซะทีเดียว   ผมจะไม่ไปยุ่งวุ่นวายกับลูกมากมายหรอก  ผมคิดว่าจะเป็นแค่คนชี้ทาง แล้วให้ลูกเดินเอง  เพราะคนเรามีสิทธิ์เลือกทางชีวิตของตัวเอง  แต่จะดีจะร้าย  เรายังต้องเชื่อมั่นในสิ่งที่ลูกเราเลือกเอง...........                                 ตอน ม.ปลาย  หลังจากผมถูกพ่อส่งเข้ามาเรียนกรุงเทพแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว  เข้ามาโรงเรียนในช่วงแรกผมปรับตัวไม่ทัน  ผมมักโดนคำถามที่ง่ายๆแต่มันปวดใจเหลือเกินสำหรับผม  ที่ใครๆ(หมายถึงเพื่อนที่โรงเรียนเก่าและใหม่ รวมถึงอาจารย์ด้วย)มักถามคือ  ผมเข้ามาได้ไง     เป็นนักกีฬาหรือเปล่า  ทุนเรียนดีหรือเปล่า   ผมต้องก้มหน้าแล้วตอบเขาไปสั้นๆว่า ปู่เคยเป็นครูสอนที่โรงเรียนนี้   การต้องปรับตัวเข้ากับสังคมที่ใหม่ จากเด็กต่างจังหวัดต้องมาอยู่กรุงเทพ  และอะไรๆหลายๆสิ่ง  นอกจากเรื่องเรียนที่ผมก็ไม่เคยทำได้ดีอยู่แล้ว  ผมยังต้องเจอกับสภาพที่เหงาสุดขั้ว  ผมปิดกั้นตัวเองจากคนอื่น เพราะคิดว่าเราไม่ดีพอกับสังคมแบบนี้  ปิดกั้นตัวเองจากเพื่อนสนิทที่โรงเรียนเก่าเพราะคิดว่าเขาคงไม่สนิทใจกับผมเหมือนเดิม   ทำให้ผมรู้สึกตัวเองไม่รู้จะเป็นไรแน่ ระหว่างคนต่างจังหวัดสุดหรูไปเรียนกรุงเทพ หรือคนบ้านนอกที่เข้ามาเรียนเมืองกรุง   และผมก็ยิ่งเกลียดความคิดตัวเองที่ว่าผมชอบที่จะมาอยู่กรุงเทพมากกว่าที่จะอยู่ที่โรงเรียนเก่าด้วย                                 ผมไม่แน่ใจว่าตัวเองจะเดินไปทางไหนแน่  จนกระทั่งวันนึง   ตั้งแต่มาอยู่กรุงเทพผมเห็นโรงหนังที่นี่มีมากมาย แต่ผมไม่เคยกล้าเข้าไปเพราะซื้อตั๋วไม่เป็น ทำอะไรไม่ถูก  แต่เมื่อผมกล้าที่จะเดินไปซื้อตั๋วหนัง  แล้วผมก็ได้พบโลกใหม่ที่ทำให้ผมรู้สึกว่าผมไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวในโลกใบนี้  จูราสสิคปาร์ค เป็นหนังเรื่องแรกที่ผมดูในโรงหนังที่กรุงเทพ   มันเปลี่ยนชีวิตผมโดยสิ้นเชิง  ทำให้ผมเริ่มรู้ตัวเองแล้วว่าชอบอะไร   การได้ฝันในสิ่งที่เราเป็นไม่ได้นี่แหล่ะ  คือสิ่งที่เวลาผมคิดผมก็ความสุขที่สุด   ผมอยากทำหนังที่บอกกับเราว่าแม้สิ่งที่เราฝันคนอื่นจะหัวเราะเยาะ แต่สักวันถ้าเราพยายามเราต้องประสบความสำเร็จ ยิ่งความฝันยากเท่าไร  เมื่อเราประสบความสำเร็จ  คนจะยิ่งยอมรับเรามากขึ้นเท่านั้น   ตั้งแต่นั้นมาผมก็มุ่งมั่นกับสิ่งที่ตัวเองใฝ่ฝันอย่างไม่ย่อท้อ  จนลืมไปว่าโลกความฝันกับความจริงมันคนละเรื่องกัน……..                                     การได้เห็นลูกเติบโต ขึ้นทุกๆวัน   มันทำให้ผมมีความสุขอย่างมาก   หลังจากที่ผมมีลูกสาวเพิ่มอีกคน  ฐานะเราเริ่มจะดีขึ้น  อาจเป็นเพราะว่าตำแหน่งที่สูงขึ้นของผม ทำให้เราพอมีเงินเก็บและสามารถนำเงินนั้นไปปลูกบ้านเป็นของตัวเองได้ หลังจากอยู่ห้องแถวเล็กๆมานาน   ตอนนั้นที่ดินที่เราซื้อมันยังไม่แพงนัก  ผมกับเธอ ตัดสินใจกันอยู่นานมาก  เพราะถ้าเราซื้อที่ดินแล้วปลูกบ้าน  เราก็ต้องเริ่มเป็นหนี้สินธนาคารอีก  ในช่วงที่ผมลังเลอยู่นั้น มีจังหวะหนี่ง   ลูกชายผมเดินเข้ามาบอกกับผมว่า อยากได้รถวิทยุบังคับ   แม้ผมจะตามใจแกตั้งแต่เด็ก แต่บางเรื่องที่มันเกินฐานะเรา เราจึงจำเป็นต้องห้ามไว้  คราวนี้ผมปฏิเสธ ไอ้ลูกชายตัวดีผมก็คงจะงอนอาละวาดเหมือนเดิม แต่ทำไงได้ เรื่องเงินหาซื้อบ้านมันสำคัญกว่าอีก  หลังจากแกงอนเงียบไป  1  วัน  ลูกชายผมมาพร้อบกับข้อเสนอที่ผมไม่คิดว่าจะได้ยินจากลูกของผมว่า ถ้าผมสอบได้เลขตัวเดียว พ่อจะซื้อรถบังคับให้ผมหรือเปล่า     ผมไม่คิดนานเลย  ไม่ใช่เพราะผมคิดว่าอย่างไงๆลูกชายผมคงทำไม่ได้หรอก (ก็ที่ผ่านมาอยู่บ๊วยๆเกือบตลอด)   แต่ผมคิดว่าบางทีคนเราก็น่าจะหัดฉวยโอกาสอะไรๆด้วยตัวเองบ้าง   โอกาส.....                                 ผมก็คิดขึ้นมาได้ว่าถ้าเรามีโอกาสและเราไม่คว้ามัน  ต่อมาเราคงเสียใจแน่ๆ   จากนั้นผมก็ตัดสินใจไปกู้เงินธนาคาร พร้อมที่จะเป็นหนี้  เพื่อจะไปซื้อที่มาสร้างบ้านหลังแรกของครอบครัวเรากัน  จนมาถึงตอนนี้  บ้านเรายังอยู่ที่เดิม  ราคาแพงขึ้น  และมันยังเป็นที่สำหรับให้สมาชิกในครอบครัวกับมาพักเพื่อเติมพลังได้อีก.......และสำหรับลูกชายผม   แกก็ได้รถบังคับสมใจ                                    ผมทำไม่ได้ดีสักอย่าง  ผมจบมหาวิทยาลัยมา   ตอนนั้นผมก็ยังมุ่งมั่นอยู่  มุ่งมั่นกับความเพ้อฝัน   แต่ไม่ได้มุ่งมั่นกับการที่จะทำให้มันเป็นจริง   ขอพักเรื่องผมตรงนี้ไว้ก่อน เพราะแค่นี้คงเห็นแล้วว่าชีวิตผมมันสับสนพอๆกับคำพูดผมเลย                                 อย่างที่บอก   พ่อตรงข้ามกับผมโดยสิ้นเชิง   ผมสามารถเล่าประวัติพ่อให้จบได้ในย่อหน้าเดียว   ดังนี้   พ่อเรียนเก่งตั้งแต่เด็ก  ปู่เป็นอาจารย์สอนคณิตศาสตร์  แต่ปู่ไม่เคยกำหนดชีวิตพ่อ  ปู่สอนที่โรงเรียนชื่อดังในกรุงเทพ  แต่ปู่ไม่เคยบังคับให้พ่อเข้าเรียนโรงเรียนนั้น  ม.ต้นพ่อเลือกเรียนที่จะเข้าเรียนโรงเรียนใกล้บ้าน  จากนั้นมาต่อ ม.ปลายโรงเรียนชื่อดังที่สุดในกรุงเทพซึ่งต้องสอบแข่งขันกับคนนับพัน  พอถึงคราวต้องเข้ามหาวิทยาลัย  ปู่ที่เป็นอาจารย์น่าจะว่าพ่อมากที่สุดที่พ่อเลือกเรียนเข้าคณะที่เปิดแห่งเดียวในประเทศไทย   ถ้าเรียนมาทางด้านนี้ ต้องทำราชการอย่างเดียว  และไม่ใช่งานข้าราชการง่ายๆที่จะเช้าเข้า 8.30 เย็นเลิก 16.30 น.แล้วกลับบ้าน  แต่ต้องไปนอนในป่า อยู่กับธรรมชาติ  ใช่แล้วพ่อผมรับราชการกรมป่าไม้  งานที่คนภายนอกอาจจะมองว่าลำบาก  น่าสงสาร  ในความคิดผม   งานพ่อเป็นงานที่สบายที่สุด หรือว่าเป็นเพราะพ่อได้ทำงานที่ตัวเองชอบจึงดูมีความสุขกับงาน   ซึ่งผมไม่เคยมีเลย                                    เมื่อตำแหน่งของผมสูงขึ้น ผมก็ต้องรับผิดชอบมากขึ้น  และตำแหน่งที่สูงนี่แหล่ะ ทำให้ผมต้องห่างจากบ้านมากขึ้น    อย่างที่เรารู้ๆกันอยู่  ข้าราชการส่วนมากมักจะไม่ค่อยอยู่ที่เดิมนานนัก  และมักให้ครอบครัวย้ายตาม แต่ผมไม่เป็นอย่างนั้น  ผมพยายามกลับมาบ้านให้บ่อยมากกว่า  ที่ผมทำอย่างนี้เพราะว่า ผมคิดว่าตัวเองอยากมีที่ๆตัวเองสามารถกลับไปได้                                 หลังจากเรียนจบออกมาผมพยายามหางานที่ตัวเองชอบ   พยายาม  พยายาม พยายาม พยายาม  พยายามได้ไม่เท่าไร  ผมก็เลิกที่จะพยายาม   แต่ผมก็ยังฝันอยู่  ยังเพ้อฝันอยู่   จนมาถึงปัจจุบัน                                  ผมสะดุ้งตื่นในกลางดึก  เพราะผมมองไม่เห็นฝันตัวเองแล้ว  ผมมองแค่เพียงว่าผมต้องทำงานนี้ต่อไป  เก็บเงิน ถ้าโชคดีหน่อยก็จะมีบ้าน มีครอบครัว  แล้วพอถึงเวลาผมก็ออกมาพัก  โดยที่คงไม่มีใครจดจำผมได้  นอกจากคนจะจำผมได้แค่ว่า…….คนที่เคยทำตำแหน่งนี้ เขาเกษียณออกไปแล้ว  แค่นั้น                                 เหมือนกับพ่อผมในตอนนี้ ตอนที่พ่อเออรี่รีไทร์ออกมา  เพื่อนพ่อหรือคนอื่นๆที่เคยทำงานร่วมกับพ่อ คงจดจำแค่ว่า  พ่อเออรี่รีไทร์ไปเพราะแก่แล้ว  เท่านั้นเอง                                  พ่อตื่นขึ้นมาเพื่ออะไรในแต่ละวันต่อไปนี้   ทุกๆวันของพ่อคือการพักผ่อนเหรอ  คนเราน่าจะมีอะไรมากกว่านั้น  ตลอดมาผมคิดว่าการมีชีวิตมันน่าจะมีความหมายอะไรสักอย่าง มากกว่าแค่วัตถุ  เราควรทำตัวเองให้มีคุณค่า    ผมไม่อยากเป็นแบบพ่อในตอนนี้เลยจริงๆ   และผมก็เกือบจะเป็นแบบพ่อแล้ว  ถ้าพ่อไม่เออรี่รีไทร์ออกมา  ผมคงไม่รู้ตัวว่าแต่ละวันที่หมดไปนอกจากมันจะทำให้ผมลืมความฝันตัวเองแล้ว  มันยังเริ่มฆ่าวิญญาณผมไปทีละนิดๆ อีกด้วย                                   ในเมื่อผมคิดว่าพ่อเออรี่รีไทร์ออกมายังพยายามไม่พอ  พ่อน่าจะพยายามได้มากกว่านี้                                

 แล้วผมพยายามพอแล้วเหรอ       ผมพยายามอะไรบ้างกับชีวิตตัวเอง                                  ตอนนี้ผมคิดได้ว่า ผมแค่พยายามจะเป็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เป็นกัน                                  พยายามจะทำให้คนอื่นเห็นว่าเราสามารถเป็นอะไรก็ได้ที่อยากเป็น                                    ผมแค่คิด……แต่ไม่เคยลงมือทำ     ผมต่อต้านทุกๆโอกาสที่พ่อให้มา  ไม่รู้เพราะอะไรพ่อถึงให้โอกาสผมมากมายซะเหลือเกิน      ถ้าพ่อยังพยายามไม่พอ   ผมก็ควรพยายามมากกว่านี้     ควรพยายามมากกว่านี้     ผมอาจจะสะดุ้งตื่นกลางดึกแบบคืนนี้อีก……แต่สำหรับผมพรุ่งนี้จะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว     สำหรับพ่ออาจจะสายเกินไปที่จะฝันถึงอะไรอีก  แต่สำหรับผมยังเหลือเวลาอีกมาก      เวลาที่ผมจะเกษียณฝัน  มันยังไม่มาถึง………                                

ผมมีความสุขในทุกวัน  ผมคงจะเหมือนพ่อคนอื่นทั่วๆไปที่อยากเห็นรู้มีอนาคตที่ดี พยายามหาโอกาสให้ลูกของตัวเองได้มีโอกาสดีกว่าลูกของคนอื่น  แม้ตอนนี้ผมจะดูออกว่าลูกชายผมตอนนี้คงจะไม่พอใจสักเท่าไรกับโอกาสที่ผมหาให้  แต่ผมคิดว่าสักวันเขาคงจะรู้ได้ด้วยตัวเอง  ตอนที่เขาโตขึ้นกว่านี้  อาจจะเป็นตอนที่เขามีครอบครัวเป็นของตัวเองแล้ว    ถึงผมจะเออรี่รีไทร์ออกมา แต่มันไม่ได้หมายความว่าชีวิตของผมจะไม่มีความหมาย  ผมยอมรับว่าความฝันของตัวเองในตอนนี้ก็คงไม่มีอะไรมากไปกว่า นอนหลับสบาย ไม่มีโรคภัย   แค่นี้ก็คงมีความสุขแล้ว  มีอีกอย่างหนึ่งที่ผมอยากบอกลูกชายผมเหลือเกิน  แต่อยากให้เขารู้ด้วยตนเองมากกว่า  ความฝันบางทีมันก็สำคัญ แต่การกล้าที่หยุดฝันตัวเองเพื่อให้ใครคนนึงได้ฝันต่อ.....ชีวิตเราคงมีความหมายมากกว่าเดิม  สักวันลูกผมคงรู้.......