เมื่อวานนี้ผมไปทำบุญที่วัดสนามใน พบหลวงน้าประเสริฐ ที่ท่านมาจากวัดหนองผักชี อ.หนองแค จ.สระบุรี มาฝึกปฎิบัติสติปัฎฐานที่นี่ ร่วมครึ่งเดือนแล้ว  ซึ่งผมได้พบท่านเมื่อต้นเดือนที่ผมไปปฎิบัติธรรมที่นี่ และได้สนทนาธรรมกับท่านมาก่อน 
    วันนี้ท่านแนะนำให้ผมไปสนทนาธรรมกับหลวงพ่อสมบูรณ์(อดีตเคยเป็นเจ้าอาวาสวัดนี้) แต่ท่านอาพาธเลยไปรักษาตัวที่อ่าวลึก จังหวัดกระบี่ และท่านไปๆมาๆมี่วัดนี้  หลวงน้าประเสริฐพยายามเหนี่ยวรั้งให้ผมรอพบท่านให้ได้ โดยประสานงานให้ผมเสร็จสรรพ
    หลวงพ่อสมบูรณ์เดินมานั่งตรงหน้าอย่างกระฉับกระเฉง  ท่าทางสง่างาม หน้าตาอิ่มเอิบ ยิ้มแย้มอารมณ์ดี
     "เป็นยังไงบ้างโยม สบายหรือยัง?" เป็นคำถามแรกที่ท่านทักทาย
 หลังจากที่ผมพยายามถามท่านถึงอุบายการฝึกยกมือและเดินจงกรมตามแนวหลวงพ่อเทียน ท่านกลับไม่ตอบตอบ ท่านกลับบอกว่า
     "ทำยังไงก็ได้ที่ทำแล้วสบายๆ"
    แล้วท่านก็ให้ผมลองทดลองปฎิบัติจริงต่อหน้าท่าน (เริ่มมีญาติโยมอีก 5-6 คนสนใจมาร่วมฟังด้วย) ท่านให้นั่งท่าสบายๆ แล้วตรวจสอบจิต  ว่ารู้สึกสบายหรือยัง ถ้าไม่สบายก็ขยับให้สบาย  ไม่ต้องไปเกร็งมัน  ท่านพยายามย้ำอยู่ตรงนี้  จนเรารู้สึกได้เองว่าสบาย จิตใจสบาย ท่านก็บอกว่านี่แหละ คือพื้นฐานการปฎิบัติธรรม เป็นเรื่องที่เราต้องปฎิบัติด้วยตนเองจึงจะรู้  ใครมาปฎิบัติแทนเราไม่ได้  พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสรู้เอง  ทั้งหมดก็คือหลักอริยสัจ 4 นั่นเอง  เรายอมรับใช่ไหมว่า คนเราเกิดมามีทุกข์  แล้วสาเหตุของทุกข์คืออะไร(สมุทัย) มันอยู่ที่จิตเราคิดปรุงแต่งเรื่องในอดีต ในอนาคต มาทำให้เกิดกิเลส(เครื่องเศร้าหมอง)แล้วทำให้เราทุกข์ใช่ไหม  เมื่อเรารู้สาเหตุเราก็หาอุบายเพื่อดับทุกข์(มรรค) ที่เรามาวัดกันก็มาหาอุบายดับทุกข์ใช่ไหม ซึ่งอุบายที่แต่ละสำนักกำหนดก็เป็นอุบายกลางๆ แต่การจะสำเร็จหรือไม่อยู่ที่การปฎิบัติของเรา  เราต้องตรวจสอบอารมณ์เอง  ที่สำคัญคือ พยายามทำให้เรารู้เฉพาะในสภาพปัจจุบันให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการนั่ง นอน เดิน ยืน ทำงานอะไร  อยู่ในสภาพแวดล้อมอย่างไรก็ปฎิบัติได้ ไม่จำเป็นต้องนั่งหลับตาอยู่ในที่สงบเท่านั้น  เพราะโลกความเป็นจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้น  เมื่อเห็นหรือได้ยินเสียงอะไรก็รู้ แต่ไม่ต้องไปคิดปรุงแต่งฝึกจิตให้เคยชินอย่างนี้บ่อยๆก็จะเกิดสติ มีสมาธิ และเกิดปัญญา เป็นปัญญาญาณ (ไม่ใช่ปัญญาจากการคิด) แล้วเราก็สบาย สบายก็คือการพ้นทุกข์ เป็นหลักวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ได้
      ขณะที่พูดท่านก็แสดงท่าทางให้ดู  ผมสังเกตเห็นที่ไหล่ท่านว่ามีรอยแผลเป็นสีดำเป็นวงกว้างแผลยังไม่หายดี  จึงถามว่าท่านเป็นอะไร  ท่านก็บอกว่า
   "เป็นงูสวัด เป็นมานานแล้ว ก็ช่างมัน  เป็นเรื่องของสังขารที่เราอาศัยอยู่ ไม่ใช่ตัวเรา เจ็บเราก็รู้แต่ไม่ต้องไปเจ็บกับมัน"  ท่านหยุดนิดนึงก่อนจะกล่าวต่อ
    "โยมรู้ไหม ร่างกายอาตมามีตั้งหลายโรค นี่ก็ได้โรคใหม่มาอีกแล้ว  หมอเขาตรวจและบอกว่าเป็นมะเร็งที่ต่อมน้ำเหลือง  ตอนนี้มันแพร่กระจายอยู่ในระยะ 3 แล้ว  อาตมาฟังแล้วก็หัวเราะ  ตายก็ดีนะ  จะได้ไม่ต้องแบกสังขารที่มีแต่ทุกข์ต่อไป  อายุก็ 76 ปีแล้ว (ดูไม่ออกจริงๆว่า 76) ทุกวันนี้อาตมาสบายใจจริงๆ  ดีใจด้วย ตายไปถ้าจิตใจเราสบายไม่ทุกข์  ก็ไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก  แล้วจะทุกข์ไปทำไม  ตอนนี้อาตมายังช่วยวัดคุมงานก่อสร้างกุฎิพระอยู่...."
      ต้องกราบขอบพระคุณหลวงน้าประเสริฐที่นำพาให้ผมได้พบและฟังของจริงจากหลวงพ่อในวันนี้  
     ผมตัวเบา  สบาย  มีความเข้าใจ  และเกิดความมั่นใจขึ้นอีกเยอะเลย...