ได้รับเรื่องเล่าที่รพ.ส่งมาให้ เห็นว่าน่าสนใจและอยากบอกเล่าถึงความดี เพื่อเสนอตัวอย่างของการบริการด้วยหัวใจ

พิการกาย.....ใช่ว่าพิการใจ

               2 ปีที่ผ่านมา   อารี หญิงสาววัย  24 ปี มาพบแพทย์ที่โรงพยาบาลบ่อย ๆ ด้วยปัญหาปวดจุกแน่นท้อง คลื่นไส้อาเจียน  กินอาหารได้น้อย มาทีไรแพทย์ก็ให้รับยาไปกินที่บ้าน แต่อาการของอารีก็ไม่ดีขึ้น กลับมาโรงพยาบาลด้วยอาการเดิมอีก  แพทย์จึงส่งพบนักจิตวิทยาเพื่อให้คำปรึกษา แต่พอดีเจ้าหน้าที่ไม่อยู่ ข้าพเจ้าได้ทำหน้าที่แทน จึงได้พบกับอารี เป็นครั้งแรก

          ในวันนั้นข้าพเจ้ายังมีภารกิจกับงานประจำอยู่ จึงบอกเจ้าหน้าที่แผนกผู้ป่วยนอกให้คนไข้มารอที่หน้าห้อง ซึ่งก็รอนานเกือบครึ่งชั่วโมง เมื่อเสร็จจากภารกิจแล้วจึงให้คนไข้เข้ามาหา อารีเดินมาหาข้าพเจ้า ด้วยขาซ้ายเพียงข้างเดียว ขาขวามองไม่เห็น มีไม้ค้ำยันใช้ในการเดินแทนขา หน้าตาเศร้าๆ  ข้าพเจ้ายังจำความรู้สึกในวันนั้นได้ดี ว่าทั้งตกใจ แปลกใจ และละอายแก่ใจที่เห็นอารี  ตกใจที่คนไข้มีปัญหาทางด้านจิตใจและอยู่ในสภาพร่างกายที่ไม่สมบูรณ์  แปลกใจที่คนไข้มาโรงพยาบาลเองคนเดียว    และละอายใจที่ปล่อยให้คนไข้นั่งรอ รวมทั้งลึกๆ ก็หนักใจ  เราจะช่วยอะไรเขาได้มั้ยนะ  เพราะรู้สึกว่าน่าจะมีปัญหาหลายอย่าง  ข้าพเจ้าได้กล่าวขอโทษอารีที่ทำให้ต้องเสียเวลารอนาน และเริ่มพูดคุยทักทาย จนรู้สึกผ่อนคลาย  คนไข้จึงค่อยๆ เล่าเรื่องราวให้ฟัง

              อารีเป็นลูกสาวคนสุดท้อง มีพี่ชาย 2 คน พ่อเสียชีวิตไปหลายปี อยู่กับแม่และมีพี่ชายคนโต  ซึ่งเลิกกับภรรยาได้ 3 เดือน กลับมาอยู่บ้านด้วย อารีเป็นมะเร็งที่ขาขวาตั้งแต่อายุประมาณ 12  ปี  ตัดขาขวาบริเวณใต้เข่าที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ต่อมามะเร็งลุกลามแพทย์รักษาโดยการตัดขาออกถึงบริเวณต้นขา ได้รับการใส่ขาเทียม แต่อารีไม่ค่อยชอบใส่เพราะ เจ็บบริเวณรอยต่อของขาจริงและขาเทียม    อารีมักจะเดินโดยใช้ไม้ค้ำยัน บางครั้งก็ใช้รถเข็น อารีเรียนจบชั้น ม.3 ทั้งที่อารีเรียนเก่งและอยากเรียนต่อมาก แต่แม่กับพี่ชายก็ไม่ให้เรียนเพราะคิดว่าอารีไม่สมประกอบเหมือนคนอื่นกลัวจะลำบาก  ให้อยู่บ้านเฉยๆ  แต่อารีก็พยายามดูแล ช่วยเหลือตัวเองเพื่อไม่ให้เป็นภาระของผู้อื่น ช่วยทำกับข้าว ถูบ้าน ล้างจานเหมือนคนปกติ ไปเที่ยวกับเพื่อน ไปไหนมาไหนได้เอง โดยไม่ต้องมีใครเป็นห่วง เวลาว่างอารีจะรับถักเสื้อโครเชท์ พอมีรายได้เพิ่มจากที่แม่และพี่ชายให้ แต่แม่ก็มักจะห้ามไม่ให้ทำอะไร  อารีมีอาการปวดท้องบ่อยๆ มาโรงพยาบาลหมอก็ให้ยารักษาโรคกระเพาะอาหารไปกิน  แต่อาการก็เป็นๆ หายๆ มาเรื่อยๆ เมื่อได้มีเวลาพูดคุยจึงรู้ว่า  จริงๆ แล้ว อารีมีความวิตกกังวลกลัวว่ามะเร็งจะลุกลามอีก  แต่ไม่กล้าบอกใคร พอมีอาการปวดท้องเมื่อไหร่ อารีก็มักจะคิดไปว่ามะเร็งลุกลามมาอีกแล้วแน่ๆ จึงได้พูดคุยให้กำลังใจ ให้คุยกับแพทย์เรื่องโรคที่เป็น จนสบายใจ กลับไปบ้านได้

                 ประมาณ 1 อาทิตย์ อารีก็กลับมาขอพบข้าพเจ้าเอง ด้วยสีหน้าเศร้าหมอง ตอนแรกก็คิดว่า เป็นปัญหาเดิม แต่พอคุยไป ก็ไม่ใช่ เรื่องความเจ็บป่วย ถามเรื่องที่บ้านก็บอกว่าไม่มีปัญหา จนลองเอ่ยถามเรื่องแฟน จึงได้รู้ว่าที่มีปัญหาก็น่าจะเป็นเรื่องนี้ อารีเล่าว่าได้ รู้จักสนิทสนมกับผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งเขาเคยมีเมียมาแล้วแต่เลิกกัน เขาเป็นคนน่าสงสาร นิสัยดี ชอบช่วยเหลืออารีอยู่เสมอ อารีชอบเข็นรถเข็นไปคุยกับเขาที่บ้าน จนสนิทกัน อารีบอกว่าไม่ได้คิดอะไรกับเขา แต่พี่ชายของอารีไม่พอใจ หาเรื่องด่าว่าอยู่เสมอ จนอารีไม่มีความสุข ยิ่งเวลาพี่ชายเครียดเรื่องเมียหนีไป ก็มักจะกินเหล้าจนเมา แล้วก็หาเรื่องมาด่าว่าอย่างรุนแรง คนพิการอย่างแก ใครเขาจะมาจริงจัง คนดีๆ มันยังไม่เอา อย่างแกเดี๋ยวมันก็ทิ้งจนอารีทั้งอายทั้งเสียใจ ไม่กล้าออกไปไหนบางครั้งพี่ชายก็ไปต่อว่าผู้ชายคนนั้น จนเขาไม่กล้าคุยกับอารีอีก ทำให้ยิ่งรู้สึกแย่ลงเหมือนอยู่คนเดียวในโลก

                 ข้าพเจ้าอยากช่วยอารีให้กลับมาเข้มแข็ง ต่อสู้กับชีวิตได้ดังเดิม จึงพยายามให้กำลังใจชี้ ให้เห็นจุดดีที่อารีมี ให้อารีมองเห็นคุณค่าของตัวเอง ให้มองเห็นความรัก ความห่วงใยของคนในครอบครัว รวมทั้งให้เรียนรู้การพูดแสดงความรู้สึกเพื่อให้คนอื่นเข้าใจ ซึ่งดีกว่าการเก็บกดอย่างที่เคยทำ อารีกลับไป โดยข้าพเจ้าได้ให้เบอร์โทรศัพท์ของข้าพเจ้าไปด้วย เผื่อเวลามีปัญหา หาทางออกไม่ได้ ก็ให้โทรศัพท์มา  อารีโทรฯ มาหาอยู่ 3 ครั้ง ปัญหาก็ค่อยๆ คลี่คลายไป   ข้าพเจ้าไม่เคยรู้สึกว่าถูกรบกวน เวลาที่อารีโทรศัพท์มาขอคำปรึกษา แม้ว่าจะเป็นวันหยุด หรือนอกเวลาราชการกลับดีใจเสียอีก ที่เขารู้สึกไว้ใจเรา เพราะเวลาที่คนเราเกิดปัญหา อึดอัด คับข้องใจ  เลือกเวลาไม่ได้  แค่เพียงได้บอกเล่าให้ใครสักคนฟัง ก็อาจจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น  หลังจากวันนั้นอารีก็หายหน้าไป

                  จนผ่านไป 2-3 เดือน ได้มีโอกาสไปที่สถานีอนามัยใกล้บ้านของอารี จึงชวนเจ้าหน้าที่ออกไปเยี่ยมบ้านด้วย อารีท่าทางดีใจ ดูสบายใจขึ้น แต่บ่นว่าเหงาไม่มีอะไรทำ พอดีที่สถานีอนามัยอยากได้คนช่วยงาน จึงลองชวนอารีไปทำงาน โดยให้เจ้าหน้าที่ขออนุญาตกับแม่ ซึ่งแม่ก็ตกลงจะได้ไม่ต้องเบื่อที่ต้องอยู่บ้านเฉยๆ  อารีไปช่วยงานที่สถานีอนามัยอย่างขยันขันแข็ง ทำหน้าที่ช่วยทำบัตร ซักประวัติ วัดไข้ วัดความดันโลหิต ช่วยจัดยา จากตอนแรกได้ค่าจ้างเป็นรายวันเพียงเล็กน้อย แต่อารีก็ภูมิใจที่ได้ช่วยเหลือเพื่อนบ้าน  ตอนนี้อารีทำงานมาเกือบ 2 ปีแล้วได้ตำแหน่งเป็นผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ และมีเงินเดือนประจำ รวมทั้งได้แต่งงานกับชายหนุ่มที่เธอรัก นานๆ ครั้ง อารีจึงจะแวะมาที่โรงพยาบาลเพื่อรับยาให้แม่ และแวะมาทักทายข้าพเจ้า                    

                   ข้าพเจ้าดีใจที่เห็นอารีมีความสุข  แม้ความพิการทางร่างกายจะรักษาไม่ได้  แต่เราก็ช่วยดูแลรักษาไม่ให้จิตใจพิการได้  เพียงแค่เราให้เวลา  รับฟังเขา และพร้อมที่จะเข้าใจเขา ดูแลเขาด้วยหัวใจ ที่มีความรักและปรารถนาดี   ก็จะช่วยให้คนไข้มีพลังใจในการดำเนินชีวิตต่อไปอย่างมีคุณค่า

                                          ขาข้างเดียวของอารี อาจดูไม่มั่นคงนักในสายตาคนอื่น         

                       แต่หากปราศจากจิตใจที่เข้มแข็ง แล้ว  แม้มีสองขา ก็มิอาจก้าวไปข้างหน้าได้