GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

บันทึกเส้นทางสู่การ F2F ระหว่างครูอ้อยกับนายบอน ... จากโทรศัพท์จนมาถึงเจอกันตัวเป็นๆ ช่วง 80 นาทีทอง...

บันทึกแห่งความทรงจำ
บันทึกนี้มาในแบบตามรอย เบื้องหน้าเบื้องหลัง และเก็บตกรายละเอียดในแบบของนายบอน

นายบอนเข้า กทม. ไปร่วมงานประชุมวิชาการ เสนอผลงานวิจัยบัณฑิตศึกษา ครั้งที่ 1
เรื่อง บัณฑิตศึกษาเพื่อการพัฒนาประเทศไทย  30-31 มกราคม 2550  ณ อาคารบัณฑิตวิทยาลัย  มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ซึ่งผลพลอยได้ครั้งนี้ ได้ F2F ...  Face to Face เจอหน้าครูอ้อย สิริพร กุ่ยกระโทก ซึ่งเป็นคนแรก ที่ได้เจอ และได้พูดคุยด้วยอย่างจริงจัง

ความจริง คนเขียน blog ใน gotoknow ที่นายบอนได้เจอเป็นคนแรก คือ อ.Panda แห่ง มมส.
แต่ไม่กล้าทักทาย เพราะตัวเองแต่งตัวไม่เรียบร้อย และท่าน อ.Panda เร่งรีบเดินหน้าเครียด จนไม่กล้าทัก


การไปประชุมที่ ม.มหิดล นายบอนเดินทางเมื่อช่วงสายๆ วันที่ 29 ม.ค.2550 ไปเอาโปสเตอร์ที่เพื่อนลืมไว้ที่ มข.
ไปถึงขอนแก่น นายบอนแวะไปนั่งทานข้าวที่โรงอาหารของ รพ.ศรีนครินทร์ ที่มีโอกาสพบเจอคนเขียน blog ใน gotoknow หลายท่าน  แต่นายบอนรีบทานข้าวแล้วก็รีบไปที่อาคารศูนย์บริการวิชาการ เพื่อไปค้นหาโปสเตอร์ที่เพื่อนลืมไว้

ความจริงก็น่าจะพบกับคนเขียน blog ท่านอื่นบ้าง แต่เมื่อได้สิ่งที่ต้องการแล้ว ก็ออกเดินทางเข้า กทม.ทันที
มาถึง กทม.ช่วง 6 โมงเย็น และโทรไปทักทายครูอ้อยช่วง 4 ทุ่ม ซึ่งท่านไม่รับสาย คาดว่าคงจะนิทราราราตรีสวัสดิ์ไปแล้ว

เช้า 30 ม.ค. 2550 ช่วงที่นายบอนกำลังรอรถเมล์ไป มหิดล ศาลายาที่อนุสาวรีย์ชัย ครูอ้อยได้โทรมาทักทายช่วง 7.30 น.  เลยแจ้งว่า จะนัดพบ ในวันนั้น แต่ก็ไม่ได้พบ ช่วงก่อน 4 ทุ่ม จึงได้โทรคุยกับครูอ้อยอีกรอบ

คุยเรื่องต่างๆ รวมถึงเรื่องที่มาประชุมวิชาการที่มหิดล มีหัวข้อที่น่าสนใจมากมายและนายบอนยังชวนครูอ้อยมาฟังด้วย ถ้าว่าง เพราะ 31 ม.ค. มีหัวข้อน่าสนใจทั้งนั้น อาทิ Special Talks on “How to Write a Research Paper and Get it Published”  และการนำเสนอผลงานวิจัย 4 เรื่องเกี่ยวกับครูผ้สอนภาษาอังกฤษ ซึ่งครูอ้อนฟังแล้ว ทำเสียงซี๊ดซ้าด สนใจอยากฟัง แต่ไม่สามารถออกไปฟังได้ แถมยังให้ข้อคิดเห็นสะท้อนถึงการสอนภาษาอังกฤษในเมืองไทย ที่คนไทยส่วนใหญ่ยังพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยจะได้ แบบนี้จะสู้เวียดนามได้หรือ หัวข้อแบบนี้ สมควรที่จะต้องทำวิจัยอย่างมาก..

..(น่าจะให้ครูอ้อยเขียนบันทึกเรื่องนี้อย่างเต็มๆ เป็นวิทยาทานความรู้ให้แก่ผู้อ่านบ้าง)

เมื่อครูอ้อยไปไม่ได้ แต่สนใจ นายบอนเลยแจ้งว่า จะพิมพ์รายละเอียดบทคัดย่อของหัวข้อที่ว่าให้อ่านนะครับ ซึ่งตอนนี้ ได้พิมพ์เพื่อเผยแพร่เรียบร้อยแล้ว คลิกไปอ่านได้เลยครับ

1.การพัฒนาหลักสูตรภาษาอังกฤษการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์สำหรับนักเรียนชาวเขา ช่วงชั้นที่ 3 โรงเรียนไตรธารวิทยา อ.เวียงสา จ.น่าน


2..ความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อและพฤติกรรมการสอนในห้องเรียนของครูสอนภาษาอังกฤษในระดับมหาวิทยาลัยในประเทศไทย


3.กลวิธีการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษของนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยมหิดล ปีการศึกษา 2547


4. คุณสมบัติที่ดีของครูผู้สอนภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศในระดับมหาวิทยาลัย จากความคิดของครูและนักเรียน


ก่อนวางสาย ได้นัดหมายเจอกับครูอ้อยในช่วงเลิกงานวันที่ 31 ม.ค. ก็แล้วกัน

31 ม.ค.ช่วงเที่ยงวัน   ขณะที่นายบอนกำลังทานข้าวไข่เจียว ผัดกระเพราอย่างปากมันแผล๊บ ครูอ้อยก็โทรมาสอบถาม นัดหมายเวลาที่แน่นอน  เลยแจ้งไปว่า ช่วง 15.00 น. จะโทรไปนัดหมายอีกครั้ง

แต่บ่าย 2 โมงครึ่ง นายบอนกับพี่ที่มาด้วยกัน ก็พากันเก็บโปสเตอร์ บรรจุหีบห่อถือมาส่งไปรษณีย์ของมหิดลศาลายา แล้วออกเดินทางมาที่อนุสาวรีย์ชัย โทรแจ้งครูอ้อย นัดพบกันที่ สวนรถไฟ แถวๆบ้านครูอ้อยนั่นเอง

ความจริงอยากไปเยี่ยมบ้านครูอ้อย แต่ครูอ้อยบอกว่า ไม่สะดวกมั้ง ไม่ค่อยจะเรียบร้อย ไม่อยากให้ไป .... สงสัยไม่ค่อยมีเวลาทำความสะอาดบ้านกัน

อันที่จริง ตั้งใจว่า นายบอนจะไปเขียนบันทึกแบบสดๆ ซะเลย จะมีใครสักกี่คนที่จะเห็นนายบอนเขียนบันทึกใน blog แบบสดๆ นอกจากบรรดาน้องๆที่กาฬสินธุ์...

นั่งรถจากมหิดลศาลายา มาถึงอนุสาวรีย์ชัย นายบอนแยกกับพี่ที่มาด้วยกันที่นี้ แล้วก็แวะเข้า รพ.ราชวิถี ....

เปล่าครับ ไม่ได้แวะไปหาคนเขียน blog ที่อยู่ รพ.ราชวิถีหรอก ไปเข้าห้องน้ำ เพราะท้องเสีย....
และนั่งคุยโทรศัพท์อีก 2 สาย ก่อนเดินทางไปสวนรถไฟ


แต่ช่วง 5 โมงเย็น มีโทรสายด่วนแจ้งว่า ให้รีบเดินทางกลับบ้านด่วน อ้าว แห้วอีกแล้ว อดเจอครูอ้อยแล้วสิ จึงต้องโทรไปแจ้งขออภัยกับครูอ้อย ซึ่งครูอ้อยก็กลับถึงบ้านพอดี  หลังจากเดินทางฝ่าการจราจรรถติดมาพอสมควร

ครูอ้อยแจ้งว่า อุตส่าห์เตรียมของที่ระลึกจะมอบให้ จะพาไปทานมื้อเย็นร้านอร่อย   อุตส่าห์ นัดหมายให้พ่อบ้านเตรียมตัวไว้เสียดิบดี แหม ... พลาดมื้ออร่อยไปได้ไงเนี่ย

นายบอนช่างไร้วาสนาจริงๆ

เลยแจ้งกับครูอ้อยว่า. มา กทม.คราวหน้า คงจะต้องนัดเวลาพบกับครูอ้อยเป็นงานแรก  ไม่ใช่รายการท้ายสุดเหมือนคราวนี้ ...จะได้ไม่พลาดแบบนี้

ครูอ้อยก็เล่าให้ฟัง อุตส่าห์เขียนบันทึกไว้ มีคนเข้ามาเขียนเชียร์,  ดร.กะปุ๋ม ส่งข้อความถึงครูอ้อยว่า “ถ้ากะปุ๋มเข้า กทม.จะนัดเจอครูอ้อยบ้างแล้ว”....  

นายบอนก็บอกว่า อุตส่าห์เตรียมตัวเตรียมเจอ หลังจากกลับจากพบปะกันแล้ว จะเขียนบันทึกชำแหละ เบื้องหลังเบื้องหน้า เล่าให้ละเอียดหยิบไปเลย...

แต่แห้วจนได้.....

ได้แต่กล่าวผ่านมือถือว่า ค่อยพบกันเมื่อนายบอนเข้า กทม.ในโอกาสหน้านะครับ.....

!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

ไม่นึกว่า โอกาสหน้า จะมาไวกว่าที่คิด เมื่อนายบอนเดินทางถึงโคราช คุยโทรศัพท์กับทางบ้าน ไปๆมาๆ เปิดดูกระเป๋า อ้าว... ลืมเอกสารสำคัญ เลยต้องซื้อตั๋วขึ้นรถกลับเข้า กทม.ทันที

ก่อนขึ้นรถไปโคราช นายบอนทานข้าวคลุกกะปิแก้หิว แต่เมื่อกลับมาถึง กทม. ท้องเสียอีกรอบ เข้าห้องน้ำก่อนที่จะเดินทางกลับบ้านพักของเพื่อนที่ ถนนนวมินทร์ ซอย.101

ช่วงเช้าเลยกดมือถือหาครูอ้อยก่อน 7 โมง  (ตามบันทึกครูอ้อย สวนทางกับคนอื่น....บางครั้งก็สนกุดีี) ครูอ้อยมาถึงโรงเรียนแล้ว เลยถามแหย่ๆไปว่า จะแวะไปพบได้ไหม ครุอ้อยบอกว่า ได้เลย วันนี้มีสอนตอน 9.30 -10.30 น. ช่วงเช้าว่างๆ จะขับรถออกไปหา เพราะอยากเจอมาก จะให้ไปรับที่ไหนว่ามา... แต่นายบอนบอกพบกันครึ่งทาง ที่เดอะมอลล์บางกะปิดีกว่า แต่เช้าๆแบบนี้ ที่นั่นยังไม่เปิด ครูอ้อยเลยนัดพบที่ห้างโลตัสบางกะปิก็แล้วกัน

นายบอนนั่งรถเมล์มาถึงเดอะมอลล์ตอน 7.30 น. รอจนถึง 7.45 น. โทรหาครูอ้อย ซึ่งแจ้งว่า อยู่แถวๆลาดพร้าว 87 เพราะรถติดเหลือเกิน ครูอ้อยมาถึงที่นัดหมายตอน 8.10 น.

แว๊บแรกที่เจอ เปิดประตูรถลงมาโบกมือให้ มองเห็บแว๊บแรก ดูแว่นตาหนาจัง แต่พอเข้าไปยกมือสวัสดีครูอ้อยใกล้ๆ แว่นตาก็ไม่ได้หนานี่นา คงจะเป็นคิ้วของครูอ้อยมากกว่าที่ทำให้ดูแว่นตาหนาๆ....

รูปใบหน้าทำให้ดูแว่นตา..หนา  เป็นภาพลวงตาได้เหมือนกัน....

ดูเวลาก็ 8.10 เข้าไปแล้ว เป็นห่วงครูอ้อยเหมือนกันว่า จะฝ่าการจราจรขับรถกลับไปถึงโรงเรียนเข้าสอนทันตอน 9.30 น.หรือไม่ ครูอ้อยเลยชวนขึ้นรถ คุยกันไปบนรถละกัน พอถึงปากซอยทางเข้าโรงเรียนแล้วนายบอนค่อยลงละกัน

ช่างเป็นการพบปะกันที่ไม่เหมือนใครจริงๆ นั่งคุยกันบนรถบนถนนลาดพร้าว พอถึงปากซอยก็จะไล่ลงรถ  .. แหม บุญวาสนาของนายบอนช่างมีน้อยจริงๆ ทีคนอื่นๆ ได้นั่งคุยกันที่สวนรถไฟมั่ง ร้านอาหารมั่ง อิ่มอร่อย แต่นายบอนต้องอดอยาก ปากแห้ง (เพราะลมหนาว).....5555555

ครูอ้อยออกจากโลตัส ขับรถไปทางนิด้า ไปหาที่ยูเทิร์นรถเสียไกลลิบ ระหว่างทางขับไปก็คุยไปเจื้อยแจ้ว ได้ทุกเรื่อง ตั้งแต่เรื่องรถติด ซ่อมรถคันที่ขับที่จะต้องไปเชียร์ช่าง ซื้อเบียร์เลี้ยงช่างซ่อมเพื่อให้ซ่อมเสร็จไว.... ผ่าน โรงเรียนบางกะปิก็ว่า เดี๋ยวจะต้องมาธุระที่นี่ 2-3 ครั้ง เห็นป้ายซอยสมหวัง ก็เล่าให้ฟังว่า ชื่อที่เห็น เปลี่ยนชื่อมาจากซอยแห้ว!!!!!  

เมื่อยูเทิร์นได้แล้ว ครูอ้อยขับไปคุยไป จนถูกรถคันอื่นขับแซงแย่งเลนส์ก็หลายคัน โชคดีที่มีสะพานลอย ทำให้ครูอ้อยสามารถเดินทางข้ามสี่แยกบางกะปิหลายแยก ผ่านช่วงรอรถติดได้หลายช่วง ทำให้ครูอ้อยมาถึงปากซอยลาดพร้าว 94 ได้เร็วทันใจ

เมื่อมีเวลาเหลือเฟือ ครูอ้อยเลยพานายบอนไปเยี่ยมโรงเรียนพระยาประเสริฐสุนทราศรัย(กระจ่าง สิงหเสนี) เสียเลย
เข้าซอยลาดพร้าว 94 มาทะลุซอยหมู่บ้านทาวอิน และโรงเรียนบดินทรเดชา แล้วเข้าซอยเพื่อไปยังโรงเรียนของครูอ้อยอีก

อยู่ในซอก ของซอยก็ว่าได้...

โรงเรียนของครูอ้อยน่าอยู่มากๆ  สมกับที่เป็นโรงเรียนต้นแบบจริงๆ ครูอ้อยก็เล่าอะไรให้ฟังตลอดทาง จนถึงที่จอดรถที่ครูอ้อยจะต้องผูกมิตรกับกลุ่มคนขับรถตู้ เพื่อให้พวกเขาช่วยดูแลรถคันสีแดงของครูอ้อยให้ด้วย


เข้ามาถึงที่โรงเรียนครูอ้อย ไกลเหมือนกันครับ  ครูอ้อยบอกว่า พ่อบ้านเคยแนะนำให้มาซื้อบ้านแถวนี้จะได้อยู่ใกล้ๆที่ทำงาน แต่ครูอ้อยปฏิเสธ ยอมขับรถไปกลับดีกว่า เพราะห่วงคนในครอบครัวที่อยู่ที่บ้านรถไฟ รถติดแค่นี้ทนได้ เพราะห่วงคนในครอบครัวมากกว่า....

คุยๆๆๆๆ จนเพลิน ครูอ้อยพึ่งนึกได้ว่า ลืมถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน ว่าแล้วก็หยิบกล้องจะถ่ายรูปนายบอนบนรถนั่นแหละ ซึ่งถ้าเป็นท่านอื่น ครูอ้อยคงจะถ่ายรูปไปแล้ว ...

แต่นี่ เป็นนายบอน ที่มักจะชำแหละ วิจารณ์ครูอ้อยอย่างดุดัน ตรงไปตรงมา นายบอนเลยทักท้วงทันที เพราะเห็นรูปที่ครูอ้อยถ่ายลูกสาวตัวเองที่นั่งบนรถในจุดที่นายบอนกำลังนั่งอยู่นี่


”ช่างถ่ายรูปโดยไม่ได้ดู background เลยนะครับ ฉากหลังที่ไม่มีใครเค้าไปยืนถ่ายรูป ก็ดันไปกดถ่ายติดมาจนได้ เฮ้อ ถ้าจะถ่ายรูปเลือกมุมสวยๆหน่อย มุมที่สวยๆมีตั้งเยอะ”

ครูอ้อยเลยได้มาถ่ายรูปนายบอนที่ป้ายหน้าโรงเรียน ที่น้ำตก และที่ห้องทำงานของครูอ้อย.....

B4+015 B4+016 B4+020

ซึ่งถ้าถ่ายภาพโดยไม่เลือกฉากหลังที่สวยๆซึ่งมีหลายมุมอยู่แล้ว ย่อมจะโดนนายบอนเขียนชำแหละอย่างแน่นอน
เพราะมีคนเดียวนี่แหละที่กล้าชำแหละครูอ้อยได้

ท่านอื่น ไม่ว่าครูอ้อยจะถ่ายมุมไหนมา ฉากหลังจะสวยหรือไม่สวย ท่านอื่นจะบอกว่าสวย ดูดีไปโม้ด.....ด


ครูอ้อยก็พาชมบรรยากาศ มุมต่างๆในโรงเรียน ตั้งแต่โรงอาหารของนักเรียนที่ครูอ้อยว่าจะพานายบอนมาทานข้าวเช้า แต่ก็อดทาน , บอร์ดติดภาพกิจกรรมที่มีให้ดูอย่างหลากหลายละลานตา เสียดาย มีเวลาน้อยไปหน่อยการชมภาพถ่ายกิจกรรมต่างๆ ซึ่งครูอ้อยเคยเอาบางภาพมาลงใน blog ซึ่งก็มีแต่รูปที่ตัวเองอยากจะเอามาโชว์ แต่เมื่อนายบอนเห็นของจริง เห็นทั้งหมด ดูหลากหลาย ละลานตา ถึงอกถึงใจผู้ชมมากกว่า และยังมีบอร์ดติดแสดงผลงานต่างๆ  สมแล้ว เป็นโรงเรียนต้นแบบ...


ขึ้นไปถึงห้องทำงานของครูอ้อย อือม ตอนอ่านบันทึกครูอ้อย ยังมองภาพไม่ออกนัก แต่พอมาเห็นของจริง ชัดเจน ... ดูเหมือนว่า หลายๆมุมในห้องทำงาน ในโรงเรียน ครูอ้อยจะหยิบมาเขียนบันทึกได้ทั้งนั้น เท่าๆที่ประเมินแล้ว ยังมีอีกหลายมุม ที่ครูอ้อยยังสามารถที่จะหยิบมาเขียนบันทึกได้อย่างต่อเนื่อง......

บริเวณโต๊ะทำงานครูอ้อยมีเอกสาร สมบัติพัสถานอยู่เต็มไปหมด ไม่รู้ว่า เคยทำ 5 ส บ้างไหม!!!!
คอมพิวเตอร์ถูกเปิดไว้ตลอด เข้าไปเปิดดู ก็เปิด gotoknow ทิ้งไว้   ครูอ้อยคงจะนั่งเปิดอ่านทั้งวี่ทั้งวัน.....

ครูอ้อย ทยอยมองของที่ระลึกให้นายบอน ตั้งแต่เมื่อพบกันที่โลตัส ก็มอบปากกาที่ได้รับเป็นรางวัลให้นายบอน ใส่กล่องสวยหรู สลักอักษร Ramkhamhang University พอมาถึงห้องทำงาน ก็มอบหมวกให้อีก สีเขียวซะด้วย และยังให้น้ำเปล่า และนมเปรี้ยวดัชมิลด์ 1 ขวด


ไม่มีวาสนาได้รับการเลี้ยงข้าวจากครูอ้อย ... นายบอนมีบุญวาสนาแค่ ได้น้ำเปล่า 1 ขวด กะนมเปรี้ยวดัชมิลด์
.


10 นาทีก่อนที่ครูอ้อยจะมีชั่วโมงสอน นายบอนก็อำลากลับ ครูอ้อยก็หยิบกล้องมาถ่ายรูปอีกยก และเดินมาส่งนายบอนที่หน้าโรงเรียน ตอนเดินออกมา ครูอ้อยก็ถ่ายรูปตอนเดินกลับอีก (เอาเข้าไป)......


รวมเวลาที่ได้พบกับครูอ้อย 1 ชั่วโมง 20 นาที...

(บันทึกซะยาวเชียว)

นายบอนเดินออกมาโบกมอเตอร์ไซต์รับจ้าง ให้มาส่งที่ปากซอย หน้า Big  C  อิมพิเรียลลาดพร้าว ค่ารถ 20 บาท แล้วมาท้องเสียต่อที่หมอชิต ก่อนที่จะเดินทางกลับบ้านด้วยรถเที่ยว 11.15 น.


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 75926
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 14
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (14)

  • ตั้งใจอ่านมากเลยครับ และไม่บ่นด้วยว่า เขียนยาวเหมือนที่เขียนในบันทึกอื่น
  • ถ้าเขียนได้ยาวกว่านี้อีก ก็จะอ่านต่ออีก
  • สรุปว่าที่ โรงอาหารของ รพ.ศรีนครินทร์ เจอใครหรือเปล่า เจอผมไม๊ ถ้าไม่ทักจะโกรธด้วย
  • รูปเล็กเกินไป อยากเห็นชัดๆ ช่วยขยายและลงใหม่ได้ไม๊ครับ
  • เป็นการเจอกันของคู่บล็อกที่น่าอิจฉามากครับ

 

 

  • ยินดีด้วยนะครับที่ได้เจอกันแล้ว
  • ไม่เห็นบอกกล่าวกันบ้างเลยไม่เช่นนั้นก็จะไปหาด้วยครับ

 

  • ยินดีกับคุณบอนและครูอ้อยนะครับ
  • น่าเสียดาย ไม่ได้เจอตัวจริง blogger ศูนย์บริการวิชาการ มข. เช่น อาจารย์JJ

555...

ขำขำค่ะ...อ่านไปด้วยความอดทน ...เห็นภาพยังกะเดินตามหลังคุณ"นายบอน"เลยค่ะ...ยิ่งมาเจอ ความเห็นท่าน อ.หมอสมบูรณ์แล้วขำกลิ้งกว่าเดิม...(^____^)...บันทึกนี้เขียนได้สนุกเพลิดเพลิน...เลยค่ะ...ว่าแต่ว่าไปทานข้าวที่ โรงอาหารคณะแพทย์เจอกะปุ๋มไหมคะ...เพราะช่วงนี้ไปทานทุกวันเลยค่ะ...วันไหนที่ไม่ได้ไปร้านตะวันทองก็จะแวะมาทานที่นี่ค่ะ..เพราะใกล้และสะดวกดี...และป้าเจ้าของร้าน(อาการเจ)ใจดีด้วย...วันไหนที่ไม่มีตังค์ทอน ท่านก็บอกว่ามาจ่ายวันหลังก็ได้...(เอาแบ๊งค์พันไปจ่ายไม่โดยป้าด่าก็บุญโขแล้วค่ะ...555) ....

ขอบคุณค่ะ...เพราะตามอ่านแต่ของครูแม่อ้อย..รออ่านของคุณ"นายบอน"..อยู่ค่ะ

(^_______^)

กะปุ๋ม

หุหุ

ไม่เขียนเลยว่าเจอเราด้วย

พลาดไป 1 ตอน  เขียนซะดี ๆ ไม่อย่างนั้นมีเหนียวแน่ ๆ

คุณบอนต้องสูงแน่ ๆ เพราะครูอ้อยว่าสูงแล้ว คุณบอนยังสูงกว่ามาก ๆ

ครูอ้อยต้องพูดเยอะ ๆ ๆ ๆ เพราะเป็นการแก้เขินค่ะ

เอาไว้เจอพี่ด้วย....จะยิ่งหนาว....เพราะอยู่ทางเหนือค่ะ

มีความสุขนะคะที่คุณบอนได้เจอกันกะครูอ้อย.......ว่าแต่....อาการหยิกแกมหยอกนี่.....มันน่ารักจริง ๆ .....

สวัสดีครับคุณหมอ
 มีหลายตอนครับ หลายมุมมองด้วย เพราะครูอ้อยมีเรื่องให้นินทาอีกเยอะ
ไปที่ โรงอาหาร รพ.ศรีฯ ไม่เจอใครหรอกครับ รีบไป ก็รีบทานข้าว เพราะหิวมากๆ ทานข้าวเช้าตอน 9.40 น.เชียวนะครับ

รูป copy มาจากบล็อกครูอ้อย คลิกเพื่อชมภาพขยายเองนะครับ

สวัสดีครับพี่จ๊อด
 ไปแบบบังเอิญครับ เกือบไม่ได้เจอเช่นกัน แต่โอกาสหน้าคาดว่าจะเจอพี่จ๊อดด้วยนะครับ

สวัสดีครับพี่แจ็ค
 นายบอนรีบมากๆ เลยไม่มีเวลาไปพบเจอใครๆแถวนั้นเลยครับ

สวัสดีครับ ดร.กะปุ๋ม
 ไม่ทราบว่า เจอหรือไม่ เพราะนายบอนไปนั่งทานตอน 9.40 น.  ไม่ทราบว่า เป็นเวลาทานข้าวของใครอีกไหม

สวัสดีครับ พี่อ๊อบ
 5555 ตกหล่นไปเพราะลืม ไม่ใช่ครับ เอาไว้เขียนในตอนต่อๆไปต่างหากล่ะครับ
ครูอ้อยพูดเยอะๆ เพราะขี้บ่นมากกว่า ไม่เห็นเขินเลยซักนิด
  • เวลาทานข้าวของผม 11.30-12.00 น. โต๊ะประจำข้างร้านก๋วยเตี๋ยวเจ๊มุกหรือหน้าร้านผลไม๊
  • นัดไปงั้นแหละ คงไม่มีโอกาสเจอใครอยู่แล้ว

เอ๊ะ...นายบอนท้องเสียบ่อยนะนี่...ระวังเรื่องอาหารการกินหน่อยนะคะ  แบบนี้เมื่อไหร่จะได้F2Fส้มตำกับพี่หนิงหละเนี่ย...

  • กลับมาอ่านอีกครั้ง วิเคราะห์แล้ว ได้ความว่า

1 เห็นด้วยกับคุณหนิงว่านายบอนมีปัญหาเรื่องท้อง

2  นายบอนมีปัญหาเรื่อง ขี้ลืม

  • ข้อเสีย ของขี้ลืมทำให้ต้องเสียเงินค่ารถ
  • ข้อดี ของขี้ลืม คือได้เจอครูอ้อย
  • บวก ลบ คูณ หาร แล้ว ข้อดี มากกว่า ข้อเสีย
  • จงเป็นคนขี้ลืมต่อไป ...
  • บทเรียนที่ได้จาก ท้องเสีย คือ รู้ว่าถ้าจะเข้าห้องน้ำแถวอนุเสาวรีย์ชัยฯ จะไปเข้าที่ไหน เรื่องนี้ไม่เคยรู้มาก่อนเลย จริงๆ
  • 555 ข้อสรุปของอาจารย์หมอ ^__*
  • นายบอนจ๋า  ร้านไผ่ฯเปิดขายแล้วนะคะ หลังจากต้องปิดปรับปรุงเพราะถนนสูงกว่า  ทำให้พี่หนิงและคณะDSS ต้องไปฝากท้องที่ร้านโน๊ตตั้งหลายวัน
  • ท่าทางคุณบอนจะเป็นคนขี้ลืมเก่งค่ะ เพราะไม่ยอมวางกระเป๋าเลยค่ะ
  • สะพายตลอดเวลา
  • เหมือนในนั้นมีสิ่งสำคัญมากมาย
  • แบบนี้เรียกว่า แก่ก่อนโตค่ะ  อิอิ
สวัสดีครับคุณหมอ
  นายบอนมีปัญหาเรื่องท้องอยู่เสมอครับ เวลาเดินทางมักจะขับถ่ายไม่เป็นเวลาเพราะไม่ต้องการปสด ทรมานระหว่างการเดินทางอันยาวนาน

ที่ขี้ลืมเพราะรีบมากๆครับ เมื่อรู้ว่าต้องรีบไป ก็ไปกันเดี๋ยวนั้นทันที เหมือนเช้าวันที่ 1 ก.พ.  เดินออกจากบ้านของเพื่อน นึกถึงครูอ้อย โทรหาปุ๊บ ก็ตัดสินใจไปหาทันที ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจว่าจะไปหาด้วยซ้ำ

เวลานายบอนไปที่ไหน มักจะมองหาห้องน้ำก่อนเสมอครับ ระหว่างการเข้าห้องน้ำที่ห้างสรรพสินค้า กับห้องน้ำโรงพยาบาล นานบอนเลือกอย่างหลัง เพราะดูแล้วปลอดภัยกว่า

สวัสดีครับ พี่หนิง
 อ้าว ร้านไผ่ปิดตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ ก่อนปีใหม่ยังไปนั่งกินส้มตำอยู่เลยอ่ะ

สวัสดีครับครูอ้อย
  สะพายกระเป๋าตลอดเวลา จนติดเป็นนิสัย เพื่อความคล่องตัวครับ อยากจะไปปุ๊บก็วิ่งออกไปทันที ไปเร็วมาเร็วก็อย่างนี้แหละ
ด้วยน้ำหนักของกระเป๋า จะเป็นตัวคอยเตือนว่า เราอยู่จุดนั้นนานเกินไปหรือยัง เพราะสะพายไปนานๆจะรู้สึกหนัก