นับนานหลายปี ที่เขาไม่เคยได้ชมการแสดงดนตรีสดๆแบบเต็มวง อย่างที่เรียกกันว่า คอนเสิร์ต   อาจเป็นเพราะด้วยวัยที่ล่วงเลยมาครึ่งค่อน  และดูเหมือนว่า  การชมคอนเสิร์ตจะเป็นเรื่องของเด็กวัยรุ่นไปแล้ว เห็นแว่บๆทางรายการโทรทัศน์  นักร้องวัยรุ่นจะวิ่งถลาออกมาจากหลืบหลังเวที  ตะโกนสวัสดีทักทาย  แล้วเล่นหรือร้องเพลงไปตามสคริปที่ทีมงานวางไว้ให้อย่างละเอียด  (เรียกได้ว่ากำหนดแม้กระทั่งว่าจะหายใจตอนไหน..)  เขาเห็นกลุ่มแฟนเพลงวัยรุ่นส่วนใหญ่เป็นเด็กสาวๆหน้าใสๆ ส่งเสียงกรี๊ดอย่างไม่คิดชีวิต  บ้างร้องตามเพลงที่ตัวเองชอบ  รอจังหวะที่นักร้องจะยื่นไมค์มาให้แล้วพูดว่า ขอเสียงหน่อย   บ้างก็ยื่นมือถือชนิดมีกล้องถ่ายภาพ จับภาพนักร้องทุกอิริยาบถ  บ้างก็ยื่นมือไขว่คว้าจะสัมผัส ถู ลาก ดึงฯลฯ

 

เขาในตอนโน้น ก็คลั่งไคล้นักร้อง  วงดนตรีเพื่อชีวิตแบบเข้าไส้  คาราบาว คาราวาน คนด่านเกวียน พงษ์เทพ  ฯลฯ  เรียกได้ว่าอย่าได้เฉียดมาใกล้ถิ่นเขาเลยทีเดียว  วันที่เขาไปดูคอนเสิร์ตคาราบาวกับเพื่อนครั้งแรก ยุคนั้น ดูออกหมดว่าใครเป็นแฟนคาราบาว  อ้าวก็ยกหัวควายกันมาอย่างนั้น  ใส่ยีนส์ขาดหัวเข่าอย่างนั้น  ใส่เสื้อยืดแขนกุดอย่างนั้น  ใส่แว่นตาดำอย่างนั้น  คาดหัวหรือสวมหมวกอย่างนั้น  ใส่รองเท้าผ้าใบอย่างนั้น  ฯลฯ เป็นรสนิยมคาราบาวโดยแท้  พอเพลงขึ้นก็มีความสุขกับเนื้อหาและความมันส์ กระทืบแจก กระแทกจ่าย กันบ้าง พอให้กลับบ้านนอนหลับสบาย 

 

เขายังนึกเข้าใจเอาเองว่า  วัยรุ่นจะตีกันเฉพาะในคอนเสิร์ตคาราบาวเท่านั้น  เพราะแฟน บาวเป็นวัยดุ วัยมันส์  เพลงก็เอื้ออำนวยสำหรับการตี  ยิ่งโดนน้าแอ๊ดด่า  ก็ยิ่งตีกัน โชว์น้าแอ๊ด  ไม่เป็นไร ใครไม่อยากโดนตี ก็ไปยืนดูห่างๆอยู่ทางข้างหลังก็ได้  หาทางหนีทีไล่ไปด้วย  แตกฮือตรงไหน จะได้วิ่งหาทิศทางถูก  ไม่หลงเข้าไปในดงตีน   เขาเกือบเอาชีวิตไม่รอดอยู่หนหนึ่ง เมื่อกำลังใส่อารมณ์กับบทเพลง กลางวงล้อมคนดูคอนเสิร์ตคาราบาว  พวกหน้าเวทีตีกัน  พวกด้านหลังไม่พอใจ เขวี้ยงหิน เขวี้ยงขวดวืดวาดข้ามหัวไปมาห่างเพียงคืบสองคืบ  พวกด้านหน้าวิ่งดาหน้ากันมาใส่พวกข้างหลัง  เขาอยู่ตรงกลาง โงหัวก็จะโดนหินพวกข้างหลัง  หมอบลงก็จะโดนตีนพวกข้างหน้า  ต้องวิ่งคลานแบบหมาเอาตัวรอด... เสร็จศึกสงบ สารวัตรทหารเข้าคุมสถานการณ์  เคลียร์พื้นที่  คอนเสิร์ตเล่นต่อ สนุกกันต่อ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ที่หัวแตกเลือดสาดก็ไปทำแผล   ที่สลบก็หาม  ที่รอดก็ชูหัวควายเชียร์น้าแอ๊ดต่อ..

 

มาบัดนี้  เขาแปลกใจทีเดียวที่รู้ข่าวว่า  วัยรุ่นตีกันได้ทุกเวทีคอนเสิร์ต  ไม่เลือกว่าวงเพื่อชีวิต  สตริงวัยรุ่น  หรือแม้กระทั่งลูกทุ่งหมอลำ   และเขาเข้าใจผิดถนัดที่คิดว่าวัยรุ่นจะตีกันแต่เฉพาะเพลงเร็วๆ จังหวะมันส์  ที่ไหนได้  เพลงช้าๆซึ้งๆก็ตี  ไม่เกี่ยวกับเพลงแล้วล่ะ  ไม่เกี่ยวกับวงดนตรีหรือนักร้องด้วย  เขางุนงงยิ่งกว่านั้นที่ได้รับรู้ว่า  วันรุ่นที่ก่อเรื่องในการแสดงดนตรี  บางครั้งไม่มีคู่อริมาก่อนด้วยซ้ำ  แต่เข้าไปเพื่อก่อกวนโดยเฉพาะ  บ่อยครั้งในขณะที่เด็กสาววัยรุ่นกำลังกรี๊ดนักร้องที่ตัวเองชื่นชอบอยู่ด้านหน้าเวที จะมีวัตถุของแข็งปลิวเข้าไปจากน้ำมือกลุ่มวัยรุ่นวงนอก   ผลคือผู้บริสุทธิ์โดนถึงเลือดตกยางออก และซ้ำร้าย บางครั้งวัยรุ่นที่กำลังตบตีกระชากหัว กระทืบกันอยู่หน้าเวทีนั้น เป็นกลุ่มวัยรุ่นผู้หญิงหน้าใสๆ  และกลุ่มตุ๊ด...

 

เขาคิดเลิกดูดนตรีแล้วล่ะ มันมีความรู้สึกไม่เป็นสุข ไม่ปลอดภัยเอาเสียเลย    เผอิญว่าวันนั้น มีศิลปินที่เขาชื่นชอบมาแสดงดนตรีในงานเทศกาลประจำจังหวัด  และนานแล้วที่เขาไม่ได้ดู  คือ พงษ์สิทธิ์  คัมภีร์   เขาอยากดูขึ้นมาอย่างน้อยสองอย่าง  อย่างแรกคืออยากดูว่าพงษ์สิทธิ์  คัมภีร์ ศิลปินเพลงเพื่อชีวิตที่เป็นตำนานรุ่นสุดท้ายที่เขานับ(ทั้งที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับเขา)  จะเล่นดนตรีไปถึงไหนอย่างไร  มีเพลงใหม่บ้างหรือเปล่า...  อีกอย่างหนึ่ง  เขาอยากเห็นบรรยากาศการชมคอนเสิร์ตของจริงในยุคนี้  ว่าแตกต่างจากยุคโน้นอย่างไร  เขาสลัดความตื่นกลัว ทั้งๆที่ภรรยาเขาทัดทานกลัวว่าจะโดนเด็กวัยรุ่นเอา หรือไม่ก็โดนลูกหลง

 

เขาซื้อบัตรเข้าไปจับจองที่นั่ง ตั้งแต่หัวค่ำ  หน้าเวทียังมีใครไม่กี่คน  และมีวงดนตรีสตริงวงหนึ่งเล่นเป็นวงเปิดอยู่    เขาสังเกตเห็นว่ามีคนอยู่ภายนอกรั้วเหล็กกั้นมากมาย  ไม่กล้าซื้อบัตรเข้ามาชมข้างใน  บางคนพาภรรยาและลูกมาด้วย  บางคนมากับคู่รัก  เขาเห็นกลุ่มวัยรุ่นจับกลุ่มกันใต้ต้นไม้ในเงามืด  ปลายบุหรี่แดงวาบๆ  และเวียนขวดเบียร์กันยกดื่ม    เขามองหน้าเวทีได้สักพัก  พลันต้องเหลียวดูรอบข้างอยู่เสมอ เป็นการระวังตัว

 

เกือบห้าทุ่ม  พงษ์สิทธิ์  คัมภีร์ ที่เขารอคอย  ออกมาแสดง  ไม่ได้มาคนเดียว แต่มีปรมาจารย์ขลุ่ย อย่างอาจารย์ธนิศร์  ศรีกลิ่นดีมาด้วย  เขารู้สึกว่าตัดสินใจไม่ผิดที่มาชมดนตรีในค่ำคืนนี้ พลันที่ดนตรีขึ้นเพลงแรก เสียงขลุ่ยพลิ้วหวาน  กีต้าร์คมใส และเสียงทุ้มนุ่มเปี่ยมพลังของพงษ์สิทธิ์  คัมภีร์ในเพลง ไถ่เธอคืนมา  วัยรุ่นที่จับกลุ่มตามมุมมืด ก็กรูขยับเข้ามาด้านหน้าเวที  พร้อมเต้นชูมือไปตามจังหวะ  เขาต้องลุกถอยออกมาด้านหลัง  อีกกลุ่มหนึ่งเอาเพื่อนขึ้นขี่คอ   แล้วเต้นไป  อีกกลุ่มหนึ่งถอดเสื้อออกแล้วเหวี่ยงเหนือศรีษะ แล้วเต้นไป

 

เขาไม่กล้าที่จะจดจ้องบนเวทีนานนัก เนื่องจากต้องระวังตลอดเวลา  เป็นการชมดนตรีที่ไม่มีความสุข  ไม่สามารถปล่อยอารมณ์เคลิ้มไปตามเสียงเพลงได้เหมือนเมื่อก่อน   เขาสังเกตเห็นว่า วัยรุ่นกลุ่มหนึ่งยกเหล้า ยกเบียร์ตลอดเวลา  บางกลุ่ม ไม่เห็นมีเครื่องดื่มอะไร  แต่เต้นได้ยียวนกวนสายตามากกว่าเยอะ   เขานึกในใจว่าจะมีใครซาบซึ้งกับบทเพลงที่ศิลปินตั้งใจเล่นอย่างแท้จริงบ้าง   อย่างเขาเองก็ไม่มีโอกาสทำความซาบซึ้งกับบทเพลงแล้ว

 

เขาถอยมาห่างจากหน้าเวที  จนถึงหลังแผงเครื่องมิกซ์  ที่นั่นมีเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่  เขาอุ่นใจขึ้นอย่างน้อยก็ใกล้ผู้รักษาความปลอดภัยไว้ก่อน จะได้ดู  ดนตรี  อย่างตั้งใจ  และไม่  โดนตี  

 อยู๋ใกล้ตำรวจอย่างนี้  เขาดูหน้าเวทีอย่างตั้งใจขึ้น  จนจบเพลง เขาเหลือบไปมองตำรวจ  เห็นกำลังก้มลงใกล้กระเป๋าเสื้อแจ๊กเก็ตด้านใน  มีก้านยาวๆโผล่ออกมา  ในเงามืด  เขานึกว่า กำลังวิทยุสื่อสารกับเพื่อนตำรวจดูความเรียบร้อยตรงจุดอื่นๆ  แต่เอ๊ะ  ทำไมก้มแป๊บเดียวแล้วเงย  แล้วสักพักก็ก้มอีก  อ้าว  เห็นแล้ว มันไม่ใช่เสาวิทยุ  แต่เป็นหลอดกาแฟ   ตำรวจก้มลงดูดอีก หน้าแดงๆตาเยิ้มๆดูดนตรีอย่างมีความสุข

แต่เขา ไม่มีความสุขแล้ว  เขาอยากกลับบ้าน..!?!