ตอนอยู่ปี 2  ผมเรียน อยู่ตึกกายวิภาค  ชั้นบนเป็น พิพิธภัณฑ์   คองดอน   เดินไปพบกรอบรูปเล็ก ๆ เป็นรูปสมเด็จพระราชบิดา  ข้าง ๆ เขียน กลอนบทหนึ่งโดยคุณ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

( ถ้าจำไม่ผิด )   ท่อง 2-3 รอบก็จำได้มาจนถึงทุกวันนี้

ดำริพระบิดา        ดำรัสมาดั่งคำขวัญ

ศึกษาที่สำคัญ     มิใช่อยู่ที่รู้ล้น

หากอยู่ที่รู้ใช้        นำรู้ไปให้เกิดผล

ประโยชน์แก่ผู้คน   และสังคมตามสมควร

 


เมื่อ 2 เดือนก่อน ผมได้มีโอกาส อบรมเวชปฏิบัติครอบครัว  สำหรับแพทย์ ที่จะปฏิบัติงานที่ ศูนย์แพทย์ชุมชน  อาจารย์ สายพิณ  หัตถีรัตน์ อาจารย์สอนได้ดีมาก ( ถามไปถามมา เป็นรุ่นน้องเรานี่เองผมเริ่มเข้าใจ ว่าเราต้องทำอะไรบ้าง อาจเป็นเพราะถูกจริต กับงานแบบนี้ รู้สึกมีความสุข เหลือแต่ถึงเวลาต้องนำมาใช้เท่านั้น  

 เรามาดูเรื่อง  case  ตาเหงี่ยมกันต่อนะครับ  เราเริ่มมีความ คิดตรงกัน ที่สำคัญ คาดหวังตรงกัน ระหว่างผู้ให้และผู้รับแล้ว อะไร ๆ ก็ง่ายขึ้น   ผมไม่ได้คุยเรื่อง การตัดเท้า ตัดขาอีกเลย  ในใจคิดแต่เพียงว่าจะทำอย่างไรให้แกอยู่กับเรา ได้   ไม่ไปหลงทางอีก  และก็คงไม่ส่งต่อ รพ.ศูนย์ แล้ว เพราะยังไงแกก็ไม่ยอมตัดเท้าแน่  ผมเริ่มคิด ลองทำแผลเองดู ลองตัดเนื้อตาย รวมทั้ง เอากระดูกที่ยื่นออกมา  คุยไป ทำไป  ใจคิดอย่างเดียวทำอย่างไรให้เท้ายังอยู่ให้มากที่สุด ทำด้วยความปราณีต ด้วยใจที่ปราณีต  ให้ antbiotic ตาม sensitivity  

 

  <p> </p>

ผมเรียก พี่เจ้าหนาที่ pcu มาเยี่ยมในโรงพยาบาล ด้วย  เราเริ่มมีความหวัง ( เรา ก็คือ หมอ พยาบาล คนไข้ ลูก เมีย  เจ้าหน้าที่ PCU )  ไม่มีการพูดเรื่องรักษาไม่ได้ ไม่มีการพูดเรื่องตัดเท้า ไม่มีการพูดเรื่องทำแผลกับหมอน้ำยืน  มีแต่พูดว่ามันดีขึ้นทุกวัน  ทำอีกนิดนะ  เราจะเตรียมตัดรองเท้าอย่างไร  ลูกสาวที่ลางานมาจะอยู่ได้อีกกี่เดือน  ( ลูกสาวลางานมาจาก กทม เจ้านายให้ลาได้ถึงเดือน ธค. 49 )  เราทำแผลแบบ simple simple ใช้ NSS  ทำ ธรรมดา   เพียงแต่ใส่ใจเข้าไป   ทำไปทำมา แผลก็เป็นแบบนี้แหละครับ

เดือน ตุลาคม 49  (   1 เดือนเต็มพอดี )  แกร้องไห้อยากกลับบ้าน  เพราะ มีงานกฐิน ปรกติแกจะเป็นเจ้าภาพ แต่งานนี้แกป่วยเสียก่อน  แกอยากกลับไปทำบุญ แผลยังมีขนาดใหญ่อยู่พอสมควร   ถึงเวลาของ PCU และก็ ครอบครัวแกบ้าง แล้ว ที่จะรับบทบาทสำคัญ   ต่อไป   ต่ อตอน 4 ครับ

</span></font></font></span>