จากประสบการณ์ การสอนในหลายๆครั้ง  ปัญหาที่มักพบในห้องเรียนก็คือ อาจารย์ผู้สอน พยายามจะให้ความรู้ในหลักวิชาที่มีความเข้มข้น  โดยแต่ละสาขาวิชาก็มักจะมีศัพท์เฉพาะของตนเอง  ที่คาดหวังว่าผู้เรียนจะต้องเข้าใจ   ประกอบกับกระแสของความต้องการบุคลากรที่มีความรู้ความเข้าใจในภาษาอังกฤษ   ผู้สอนก็เลยพยายามใช้ศัพท์ภาษาอังกฤษ  ประกอบกับศัพท์บัญญัติของวิชาชีพเพื่อให้ผู้เรียนมีความคุ้นเคย  พอสำเร็จการศึกษาไปปฏิบัติงานในกลุ่มวิชาชีพจะได้เข้าใจ   ในบางครั้ง  ผู้สอนก็คาดหวัง (Expected) ว่าผู้เรียนมีพื้นฐานความรู้มาแล้ว  น่าจะเข้าใจศัพท์วิชาการง่ายๆ  จึงมองข้ามการอธิบายที่มา  หรือ นิยามศัพท์ไป   และในอีกความเชื่อหนึ่งก็เพราะนึกเอา (Assume) ว่า    ผู้เรียนจะมีการเตรียมความพร้อมในการเรียนมาบ้างแล้ว          อย่างไรก็ตามการมองข้ามการให้ความสำคัญของการอธิบายความหมายของศัพท์วิชาการ   ทำให้เกิดปัญหาในชั้นเรียน  คือผู้เรียนบางคนไม่เข้าใจ  ไม่สามารถเชื่อมโยงประเด็นทางความคิดได้ เพราะ  ไม่มีความเข้าใจพื้นฐานที่ผู้สอนคาดหวัง   ส่งผลให้ผู้เรียนเกิดความสับสน  ไม่ชัดเจน   ในองค์ความรู้  ซึ่ง   อาจนำไปสู่ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน  และการปฏิบัติที่คลาดเคลื่อนได้                   ตัวอย่างหนึ่งที่จะหยิบยกขึ้นมานำเสนอ คือ คำว่าประสิทธิภาพ  (Efficiency) และ  ประสิทธิผล” (Effective)  ซึ่งเรามักนำมาใช้ปะปนกันบ่อยครั้ง  เมื่อถามนักศึกษาให้อธิบายคำว่าประสิทธิภาพ หมายถึงอะไร ต้องทำอย่างไร     ประสิทธิผล  หมายถึงอะไร ต้องทำอย่างไร   แล้วทั้งสองคำ  เหมือน  หรือแตกต่างกันอย่างไร  ปรากฏว่าไม่สามารถมีผู้ให้คำตอบได้ชัดเจน   เพราะส่วนใหญ่แล้วแยกแยะความแตกต่างไม่ได้  ผู้เรียน บางคนก็ตอบแบบกำปั้นทุบดินว่า  ต่างกัน  เพราะเขียนไม่เหมือนกัน  จะว่าไปแล้วก็ไม่ผิด  เพราะทั้งสองคำ เขียน คล้ายกัน  คือมีคำว่า ประสิทธิ เหมือนกัน  แต่ ไม่เหมือน กัน เพราะมีความต่างกันตรงที่คำว่า  ภาพ กับ ผล                     ด้วยเหตุที่ว่า ศาสตร์ทางการเรียนบริหารจัดการส่วนใหญ่  ของไทยถูกนำเข้ามาจากต่างประเทศ  ตำราเรียนก็แปลมาจากหนังสือต่างประเทศ  ทำให้มีการตีความตามความคิดของผู้แปล  หลายครั้งหากเราต้องการรู้ความหมายที่แท้จริงของศัพท์บางคำ  ก็ต้องถามว่าเขียนเป็นภาษาอังกฤษว่าอย่างไรคำว่าประสิทธิภาพ  แปลมาจาก  Efficiency  หมายถึงผลดีที่เกิดขึ้นจากกิจกรรม หรือการดำเนินงาน   นั่นคือ หากจะวัดว่ามีประสิทธิภาพหรือไม่  มีส่วนประกอบหลายส่วน   หลักๆ คือควรพิจารณากระบวนการดำเนินงานว่า  ก่อให้เกิดสิ่งเหล่านี้หรือไม่          1. ความประหยัด  (Economy)  ไม่ว่าจะเป็นการประหยัดต้นทุน (Cost)   ประหยัดทรัพยากร (Resources)   หรือ   ประหยัดเวลา (Time)          2. ความรวดเร็ว  ทันตามกำหนดเวลา  (Speed) ก็เป็นอีกตัวบ่งชี้ว่าเกิดประสิทธิภาพหรือไม่  เพราะหากการดำเนินงานก่อให้เกิดความประหยัดทรัพยากร แต่ไม่ทันตามกำหนดเวลา ก็ไม่ถือว่ามีประสิทธิภาพ            3. ความมีคุณภาพ (Quality)  ซึ่งพิจารณาทั้งกระบวนการตั้งแต่ปัจจัยนำเข้า (input) หรือวัตถุดิบ ต้องมีการคัดสรรอย่างดี   กระบวนการทำงาน/กระบวนการผลิต (process)ที่ดี   จนกระทั่งได้ผลผลิต (output)ที่ดี      แม้ว่ากระบวนการดำเนินงานจะประหยัด และรวดเร็ว แล้วจะต้องไม่ทำให้คุณภาพของงานลดลง      หากประหยัด รวดเร็ว แต่คุณภาพงานลดลงก็ไม่ถือว่าเกิดประสิทธิภาพ          ดังนั้น  หากจะพิจารณาในประเด็นของความประสิทธิภาพ  จะต้องพิจารณาในขั้นตอน  หรือกระบวนการดำเนินงานทั้งหมด ส่วนประสิทธิผล  แปลมาจาก Effective เป็นศัพท์บัญญัติ ทางการบริหารจัดการ  หมายถึงผลสำเร็จ ของงานเป็นไปตามความมุ่งหวัง (purpose) ที่กำหนดไว้ในวัตถุประสงค์  หรือเป้าหมาย     ดังนั้น ในประเด็นของความมีประสิทธิผล  จึงมุ่งเน้นไปที่การพิจารณาจุดสิ้นสุดของกิจกรรมหรือการดำเนินงานว่าได้ตามที่ตั้งไว้ หรือไม่ ซึ่งมักจะมีตัวชี้วัด (indicator) ที่ชัดเจน                        หลายครั้งที่พบว่าในเชิงนโยบายมักมีการกำหนดวัตถุประสงค์  หรือเป้าหมายว่า  เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ …..และประสิทธิผล………… ซึ่งอาจต้องหันมามองย้อนกลับถึงผู้ที่จะต้องปฏิบัติตามนโยบายนั้นๆ  เข้าใจชัดเจนหรือไม่ว่า   ประสิทธิภาพ  และ ประสิทธิผล ที่องค์การต้องการ  คืออะไร  ต้องทำอย่างไร ……  หากเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน ก็จะนำไปสู่การปฏิบัติงานที่ผิดทิศทางได้