สมัยเด็กๆ ผมเดินเท้าเปล่า     วิ่งเล่นอยู่แถวบ้าน ซึ่งมีกองไม้เก่าๆ มีตะปูติดอยู่     เคยโดนตะปูเก่าตำเท้าหลายหน    บางครั้งเข้าไปลึกมาก เลือดออกแดงฉาน    เจ็บมากทั้งตอนโดนตำและตอนดึงออก     แม่จะดูว่าแผลลึกแค่ไหน ตะปูตัวโตแค่ไหน และมีสนิมหรือสกปรกมากไหม     แม่จะทำหน้าที่พยาบาลและหมอ จับเอาเท้าไปล้างน้ำฟอกสบู่อย่างดี    แล้วเอาทิงเจอร์ไอโอดีนหรือยาแดง (ทิงเจอร์เมอร์ไธโอเลท) ราดหรือชุบสำลีทาเพื่อฆ่าเชื้อโรค     ถ้าแม่ไปหยิบทิงเจอร์ไอโอดีน ผมจะใจหายวาบ เพราะรู้ว่ามันจะแสบสุดฤทธิ์     ตอนหลังผมรู้เอง ใส่ยาเอง     ถ้าแผลสกปรกก็จะต้องทนแสบ ใช้ทิงเจอร์ไอโอดีน 

         สมัยนั้นเรารู้ว่าแผลตะปูตำอาจทำให้เป็นโรคบาดทะยัก    ชักตาย     หลังทำความสะอาดแผลและทายาฆ่าเชื้อ แม่จะบอกให้ผมไปเอาข้าวสุกมาครึ่งช้อน  ใส่ครกหินตำกับเกลือแกงเท่าๆ กัน     เอามาพอกตรงแผล แล้วเอาผ้าสะอาด ซึ่งฉีกมาจากเสื้อเก่าๆ ที่ไม่ใช้แล้ว คือขาดแล้ว      พอกไว้หลายวันจนแผลหาย     ระหว่างนั้นต้องไม่ให้แผลและรอยพอกโดนน้ำ     บางทีแผลสกปรกต้องเปลี่ยนข้าวสุกคลุกเกลือก็มี

         โดนหลายๆ ครั้งเข้า และเราโตขึ้น     เราสามารถรักษาตัวเองได้โดยวิธีเดียวกัน     โดยไม่ต้องกวนแม่    หรือพยายามปิดไม่ให้แม่รู้     เพราะบางครั้งเราจะโดนแม่ตีซ้ำ     ในข้อหาซุกซน เข้าไปเล่นในที่ที่แม่ห้ามไว้แล้ว        

         ผมเข้าใจว่าผมและน้องๆ รอดพ้นจากการเป็นบาดทะยักก็เพราะยาพอกของแม่นี่แหละ

วิจารณ์ พานิช
๔ มค. ๕๐