คนเราเมื่ออายุมากขึ้นเรื่อย ๆ (เดินทางไปสู่จุดสุดท้ายทุก ๆ วินาที) จะเกิดความรู้สึกที่เปล่าเปลี่ยว ย่อมมองหาหลักเกาะยึค และที่ดีที่สุดที่พอจะเกาะยึคได้ ย่อมไม่พ้นคำสอนของศาสดาต่าง ๆ เราเป็นคนไทยก็ย่อมเป็นพระพุทธเจ้า จึงเกิดปัญญาแล้วเรื่องหนึ่ง ซึ่งตอนยังเด็กอยู่นั้น มีคำถามเสมอว่า ทำไมคนแก่จึงไปวัดฟังธรรมกัน ทั้ง ๆ ที่ฟังแล้วไม่เห็นสนุก(ทางโลก)ตรงไหน บัดนี้ได้คำตอบแล้ว ท่านละได้รึยัง?

 ทีวีนับเป็นแหล่งข่าวสารข้อมูลที่ทันอกทันใจ ไม่ต้องใช้เวลามาก และปัจจุบันก็พัฒนาขึ้นมามาก การแสวงหาธรรมะจึงไม่จำเป็นต้องไปที่วัดอีกแล้ว นั่งอยู่ที่บ้านก็สามารถเลือกสรรธรรมะที่ตรงกับจริตได้ มีมากจนต้องใช้สติปัญญาในการเลือกเสพธรรมะนั้น ๆ หากท่านใดเป็นสมาชิกเคเบิลทีวีท้องถิ่น จะมีธรรมะมาให้เลือกเสพอยู่อย่างต่ำ 3 ค่ายด้วยกัน คือ

  • ค่ายมหาเถระสมาคม
  • ค่ายธรรมกาย
  • ค่ายโพธิรักษ์
แต่ละค่ายก็จะนำเสนอปรัชญาหลักของตนเอง เช่น ค่ายโพธิรักษ์จะนำเสนอแก่นของคำสอนที่เน้นทางหลุดพ้นแบบเข้มข้น(ไม่กินเนื้อสัตว์ ละความชั่ว ตำหนิคนที่ควรตำหนิ ออกอาการค่อยข้างยึครูปแบบความเห็นตัวเองเป็นหลัก เช่น ใส่เสื้อผ้าแบบเดียวกัน แยกตัวเองจากสังคมอย่างชัดเจน มีสิ่งดี ๆ หลายเรื่องที่ซ่อนอยู่ภายใน) ค่ายธรรมกายจะเน้นที่ การทำบุญ เหมือนฝากธนาคาร ทำมากสะสมได้มากจะไปเกิดบนสวรรค์ ใช้หลักการโฆษณา มีมิวสิควีดิทัศน์ ฯลฯ(ดำเนินการในแนวของทุนนิยมที่ค่อนข้างชัดเจน หลีกพ้นความพอเพียง เช่น สร้างวัด(วัตถุ)ใหญ่โตมโหฬาร ใช้รูปแบบการสอนที่คนรุ่นใหม่รับได้ง่าย ผู้เสพต้องใช้ปัญญาด้วยเพื่อไม่หลงงมง่าย)  ส่วนค่ายมหาเถระสมาคมจะมีหลากหลายรายการ ผู้ดูเลือกสรรได้ ทำวัตรเช้า-เย็น(อันนี้ดีมาก) บรรยายธรรมโดยพระคุณเจ้าที่ผู้คนทั่วไปให้ความเคารพนับถือ จัดเป็นพระเกจิอาจารย์หลายรูป เป็นการเปิดโลกทัศน์ของผู้ชมที่ดีมาก เดินในทางสายกลางที่แท้จริง ไม่ทำโฆษณาถ่ายทำจากการเทศน์จริง ๆ(ค่ายนี้มีหลายช่อง และมีการพัฒนารูปแบบการนำเสนอดีขึ้นเรื่อย ๆ)

หลายปีที่ผ่านมา ทำให้ได้รู้เห็นความจริงบางประการ ความจริงของการมีชีวิตบนโลกนี้ จากการดิ้นรนมาเกือบ 60 ปีแล้ว เพิ่งได้พบความจริงของชีวิตว่า "ชีวิตนี้เพื่อกุศลกรรม" โดยแท้จริง

สาธุ...................