เย็นวันหนึ่ง ดิฉันปั่นจักรยานออกกำลังกายเลียบตามริมน้ำของจากท้ายเมืองไปหัวเมือง ไปถึงบริเวณที่เป็นหอนาฬิกาซึ่งเป็นอนุสาวรีย์ของชาวเวียตอพยพสร้างเป็นอนุสรณ์ ในโอกาสที่จะได้จากนครพนมกลับถิ่นฐานบ้านเกิดของตน

เป็นบรรยากาศที่แปลกเพราะดิฉันไม่ค่อยได้ทำแบบนี้ในเวลานี้บ่อยนัก พอถึงบริเวณนี้มันมีลักษณะบางอย่างที่คล้ายคลึงกับถนนบางสายในหลวงพระบาง อาคารบางอาคารที่เหมือนกัน ลักษณะของถนนและทัศนียภาพที่มองไกล ๆ  เห็นต้นไม้โค้งกิ่งออกมาแสดงตัวริมถนน และถนนที่ไม่จอแจ ทำให้ดิฉันถึงกับจอดรถจักรยานเพื่อซับเอาความรู้สึกนั้นไว้ เพื่อดูให้เต็มตา เต็มใจของตนเอง บ้านเมืองที่ยังคงสงบอยู่ แม้อาจเป็นเพราะยังหัวค่ำ ช่วงต่อของห้าโมงเย็นกับหกโมงเย็น  คนทำงานก็ถึงบ้านแล้ว คนที่จะออกมาเที่ยวหรือกินข้าวก็ยังไม่ได้ออกมา

ความทรงจำแห่งหลวงพระบาง เมืองที่แทรกตัวอยู่ในดงต้นมะพร้าวและไม้ใหญ่ต่าง ๆ เมืองแห่งความอ่อนน้อม อ่อนโยน ริมน้ำของ เมืองที่ชีวิตไม่เร่งรีบมากจนไม่เป็นผู้เป็นคน ผู้คนยิ้มแย้ม ทักทาย เป็นมิตร เรียบร้อย แม้ในบรรยากาศก็ยังสัมผัสได้

แม้แต่ฝรั่งซึ่งเป็นพวกที่ดิฉันรู้สึกว่า พิทักษ์ความเป็นส่วนตัวมากเป็นพิเศษ บางคนก็มีกริยาที่หยาบกระด้างเมื่อมองจากสายตาแบบดิฉัน และบางคนก็ยังชอบเสียงดัง โหวกเหวก บ้านเมืองนี้ได้ร่ายเวทมนต์ขมังให้คนเหล่านี้กลายเป็นคนเรียบร้อย กลายเป็นคนอ่อนโยน รู้จักทักทายผู้คน แม้ไม่ต้องรู้จักกัน ดิฉันก็ทำเช่นนี้ด้วย อยากพูดกับผู้คน อยากซักถาม ซึ่งก็ได้รับไมตรีจิตเช่นกันตอบกลับมา  สภาพแวดล้อมมีอิทธิพลมากขนาดนั้น

เมืองที่สร้างให้เกิดอิทธิพลเช่นนี้ได้ ไม่ได้เจริญด้วยตึกรามบ้านช่องหรือเทคโนโลยีสูงส่งหรือรัฐบาลที่เข้มแข็ง  แต่กลับเป็นเมืองที่ประชาชนเป็นตัวของตัวเอง และแสดงตัวเองออกมาตามธรรมชาติแห่งตนนั้น