GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

อวสานตำนานเท็จ "ลานสาวกอด"

ลานสาวกอด

บนฟ้ามีเมฆลอย บนดอยมีเมฆบัง  มีสาวงามชื่อดัง  อยู่หลังแดนดงป่า  มีกะลาล่าเฌอ  มีหนุ่ม ๆ เผลอฮ้องหา  มีสาวงามขึ้นมา  แล้วมีมิดะ "

         บทเพลง “ มิดะ ” ที่ร้องโดยจรัล มโนเพ็ชร ศิลปินผู้ล่วงลับไปแล้ว เป็นที่รู้จักของสังคมเมื่อสิบกว่าปีที่ผ่านมา เนื้อหาเพลงได้พูดถึงหญิงสาวชาวอ่าข่า หรืออีก้อ ที่ขึ้นมาบนลานสาวกอด เพื่อให้ผู้ชายมากอดและมั่วกามโลกีย์ จากการได้เคยพูดคุยกับคุณจรัลครั้งหนึ่งในวัดสวนดอก (เชียงใหม่) เกี่ยวกับบทเพลงนี้ คุณจรัลได้อธิบายว่า เอาเนื้อบทเพลงมาจากหนังสือสามสิบชาติในเชียงราย ที่เขียนโดยบุญช่วย ศรีสวัสดิ์ โดยตัวเขาก็ไม่รู้ข้อเท็จจริง


          เมื่อพูดถึงลานสาวกอดแล้ว เป็นเรื่องที่เป็นปัญหาอย่างมาก เพราะชนชาวอ่าข่าในฐานะเจ้าของวัฒนธรรม และผู้เสียหาย บอกว่าลานสาวกอดอย่างในหนังสือและบทเพลงดังกล่าวไม่มี มีแต่ แตห่อง หรือ ลานวัฒนธรรม จริงๆแล้วมีคนเขียนหรือพูดเกี่ยวกับลานสาวกอดเยอะมาก และเผยแพร่ออกทางสื่อทุกวัน ตลอดถึงเป็นที่สนใจของสาธารณะชน เมื่อวันที่ 5 – 7 มกราคม 2550 ที่ผ่านมา องค์การบริหารส่วนตำบลวาวี นำโดยนายกยาพี จูเปาะ ได้จัดงาน “ ย้อนร้อยลานสาวกอด ” ที่ชุมชนบ้านแสนเจริญเก่า ตำบลวาวี อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับลานสาวกอดนี้ ตลอดงานผมได้เข้าไปร่วมและแลกเปลี่ยนกับผู้มาเยือน ท่านนายกฯ อธิบายได้แต่ความเป็นมาของแต ห่อง นี้ แต่ไม่สามารถอธิบายได้ถึงความสำคัญ ทำให้มีนักท่องเที่ยวหลายท่าน ตลอดถึงครูบาอาจารย์มาถามผม ก่อนอื่นก็ขอชมเชยท่านนายกฯ ที่มีความตั้งใจ แต่ขอติหน่อยที่ทำงานมวลชนแล้วไม่มีฐานข้อมูล ทำให้นักท่องเที่ยวที่เข้ามาในงานอาจเกิดความสับสนได้และคิดว่าลานสาวกอดเป็นเรื่องจริงของคนอ่าข่าได


้        ได้ตั้งคำถามหลายข้อเหมือนกันกับงานนี้ เช่น การใช้ชื่อ “ ย้อนรอยลานสาวกอด ” มันเหมาะสมหรือไม่ อย่าลืมนะว่าในสังคมไทยมีองค์ความรู้อยู่ชุดหนึ่งที่เกี่ยวกับเรื่องนี้และคนอ่าข่าไม่ยอมรับ ขณะเดียวกันพยายามต่อต้านในองค์ความรู้นี้ว่าไม่จริง เป็นเท็จ อย่างไรก็ตามคนในสังคมเข้าใจและยอมรับในองค์ความรู้ชุดนี้อย่างมาก หากมองในอีกแง่หนึ่ง ยังมีคนที่ไม่ได้มาร่วมในงานนี้แต่ได้บริโภคสื่อ เขาเข้าใจกับลานสาวกอดที่ว่านี้อย่างไร จะเป็นไปได้หรือไม่ว่าเป็นการตอกย้ำว่าลานสาวกอดเป็นเรื่องจริง??

 

          เมื่อเขียนมาถึงบรรทัดนี้ ขอทำความเข้าใจกับท่านผู้อ่านเกี่ยวกับลานสาวกอดที่ว่านี้ มีผู้เขียนตำราและสื่อต่างๆเผยแพร่ลานสาวกอด บอกว่ามาจากภาษาอ่าข่าสองคำผสมกับ คือ แต กับ ข่อง ท่านผู้อ่านที่เคารพ จริงๆแล้วจากคำบอกเล่าผู้รู้จริงๆ เช่น พี้ม่า โจ่ว มา ซึ่งเป็นผู้นำตำแหน่งทางวัฒนธรรม ไม่ได้มาจาก 2 คำครับ มาจาก 4 คำ แต่ย่อให้เหลือ 2 คำ แต มาจากคำว่า ตอแต แปลว่าท่องเที่ยว ห่อง มาจากคำว่า หมี่ ห่อง แปลว่า แผ่นดิน ดังนั้นคำว่า แตห่อง จึงมีความหมายที่ชัดเจนคือ ดินแดนในการท่องเที่ยว ทีนี้ลองมาดูความสำคัญของแตห่องนี้นะว่าสำคัญอย่างไร ตามความเชื่อของอ่าข่านี้ แต ห่อง มีความสำคัญ 4 อย่าง อย่างแรกคือ มีความสำคัญในแง่พิธีกรรม ตัวอย่างเช่น หากครอบครัวใดมีลูกสาวไปแต่งงานกับชุมชนอื่น เมื่อเกิดการหย่าร้างและกลับมาหาพ่อแม่ ขณะที่อยู่กับพ่อกับแม่ได้เสียชีวิตลง เมื่อเอาศพไปฝังแล้ว ต้องรีบกลับมาที่แตห่อง เพื่อมาเต้นและเล่นแตหอง เพราะเชื่อว่าการที่คนในชุมชนเล่นก่อน ทำให้สิ่งชั่วร้ายต่างๆไม่สามารถเข้ามาในชุมชนและสร้างความเดือดร้อนได้ ประการที่สองเป็นแหล่งบูรณาการถ่ายทอดความรู้ จากรุ่นสู่รุ่น ในอดีตในแตห่องมีผู้หญิงและผู้ชายนั่งอยู่จริง มีการนั่งสลับระหว่างผู้หญิงผู้ชายคละกันไป แต่ไม่ได้มีเฉพาะหนุ่มสาวเท่านั้น จะมีหลายรุ่นอายุ ทั้งคนเฒ่าคนแก่ วัยทำงาน วัยรุ่น เด็ก ในที่นี้มีการละเล่นทั้งดนตรี เช่น แคน ซึง มีการละเล่นพื้นบ้านอ่าข่า ทั้งที่อยู่ในรูปวงกลม หรือเข้าแถวเรียงหน้ากระดาน มีการก่อไฟ การบูรณาการการเรียนรู้คือเมื่อผู้รู้เต้นหรือเป่า เด็กหรือผู้ยังไม่เป็นก็ไปดู และทำดู สุดท้ายทำเป็น นี่เป็นการบูรณาการการเรียนรู้ที่ไม่ต้องมีตำรา ไม่ต้องมีห้องเรียน แต่เป็นการเรียนรู้โดยการทดลองทำดู เป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต 

 

          มีคนเข้าใจว่าเมื่อขึ้นมาที่แตห่อง แล้วสามารถกอดสาวได้ตามใจชอบ หรือเมื่อเบื่อคนไหนก็เปลี่ยนไปหาคนอื่น มั่วกามโลกีย์ นี่เป็นความเข้าใจผิดอย่างร้ายแรงนะ เพราะความเข้าใจผิดทำให้คนข้างนอกที่ไม่ใช่อ่าข่าถูกปรับสินไหมไปหลายราย บางรายถูกชาวบ้านประชาทัณฑ์มาแล้ว จริงๆเรื่องนี้น่าสนใจมาก คนอ่าข่าพยายามพูดให้ชาวโลกได้ฟังว่า แตห่องมีจริง แต่ลานสาวกอดในนัยยะที่สื่อเผยแพร่นั้นไม่มี ทุกครั้งที่เผยแพร่ออกมาคนชนเผ่าอ่าข่าจึงขอความเป็นธรรมจากสังคม อย่างเช่นกรณีแก้วกลางดง บทละครชื่อดัง กับกรณีเอ็มเค เป็นต้น


          ประการที่สาม เป็นแหล่งแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เมื่อคนอ่าข่าเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานหนักตลอดทั้งวัน ก็ถึงเวลาพักผ่อน กินข้าวเย็น (อ่าข่ากินประมาณหนึ่งทุ่ม) เสร็จก็ขึ้นมาที่แต ห่อง และมีการพบปะพูดคุย เช่น วันนี้ไปไหนมา พรุ่งนี้จะไปไหน มาเอามื้อเอาแรงกันไหม? ตลอดถึงแลกเปลี่ยนในเรื่องอื่น การแลกเปลี่ยนไม่ได้แลกเปลี่ยนเฉพาะผู้ชายกับผู้ชายเท่านั้น แต่แลกเปลี่ยนทุกเพศทุกวัย


          ประการสุดท้าย แตห่อง เป็นแหล่งสร้างความสามัคคี ในอดีตคนในชุมชนทะเลาะกันแทบไม่ได้เห็น และหากเกิดเหตุการณ์ทะเลาะกันเกิดขึ้น จะถูกปรับสินไหมจากผู้อาวุโสในชุมชน ความสามัคคีเกิดจากการทำกิจกรรมร่วมกัน มีการแลกเปลี่ยนพูดคุยกันบ่อยๆ ทำให้เกิดความขัดแย้งและปัญหาน้อย ตลอดถึงเจ้าแตห่องเป็นที่ระบายความในใจ ให้กับเพื่อน รุ่นพี่ หรือผู้อาวุโส ทำให้เกิดการลดช่องว่างระหว่างอายุ แตห่อง นอกจากมีความสำคัญต่อคนอ่าข่าดังที่กล่าวมาแล้ว ยังถือว่าเป็นศาสนสถานที่สำคัญหนึ่งในสี่ด้วยที่คนอ่าข่าเคารพนับถือมากที่สุด

           เมื่อพูดถึง แตห่อง แล้วขาดไม่ได้เลยต้องพูดถึง หนุ่มสาว ที่ขึ้นมาเล่นในแตห่อง และถูกพาดพิงกล่าวหาว่ามามั่วกามโลกีย์ ผมต้องทำความเข้าใจถึงการแบ่งผู้หญิงและผู้ชาย อ่าข่าได้แบ่งผู้หญิง 4 ช่วงชีวิต ช่วงแรก เรียกว่า อะบูหย่า แปลว่าเด็กน้อย ซึ่งเด็กน้อยนี้มีอายุตั้งแต่เกิดจนถึง 13 ปี 13 – 18 ปี เรียกว่า หมี่ เตอ เตอ จ่อ แปลว่า เข้าสู่วัยสาว 18 - 25 ปี เรียกว่า จอมา หมี่ โล แปลว่าพร้อมที่จะออกเรือน และ 25 ปีขึ้นไป อ่าข่าเรียกว่า หมี่ ดะ ดะ โอ๊ะ หรือ หมี่ ดะ ช่อ หม่อ แปลว่าสาวแก่ สัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงการเป็นสาวในช่วงไหน ดูได้จากการแต่งกาย เช่น หมวก 

          ในส่วนผู้ชาย แบ่งเป็น 2 ช่วง ช่วงแรกตั้งแต่เกิด จนถึงอายุ 13 ปี เรียกว่า อะลี หย่า แปลว่าเด็กชาย และ หลังจาก 13 ปี เรียกว่า ฮ่า เจ่ หญ่า โ แปลว่าเป็นผู้ชายเต็มตัว พร้อมที่จะมีเรือน มีตำราเขียนอยู่หลายเล่นที่พูดถึง คาจีระดะ ที่บอกว่าเป็นผู้ชายที่มีไว้เปิดพรหมจารีของหญิงชาวอ่าข่า แท้จริงคำนี้เพี้ยนมาจากคำว่า ฮ่า เจ่ หญ่า โย และในวิถีชีวิตของอ่าข่าไม่ได้มีอย่างที่ในหนังสือหรือสื่อเผยแพร่

่           หากจะพูดถึงเรื่อง แตห่อง มิดะ หญ่าดะ แล้วเป็นที่ถกเถียงกันมาในเมืองไทย การอธิบายจะต้องมีความน่าเชื่อถือ มีหลักฐานอ้างอิง มีความเป็นวิชาการ และที่สำคัญต้องมีหลักตรรกะ เพื่อแก้ข้อครหาที่ว่าคนอนุชนไม่ยอมรับการมีอยู่จริงของแตห่อง หรือสานสาวกอด ผมจึงได้ไปประเทศจีน พม่า ลาว เพื่อตามหาในเรื่องราวเหล่านี้ มีการอ้างอิงบุคคล สถานที่ ( หนังสือเล่มนี้กำลังจะเขียนเสร็จอีกไม่นาน ) จากการศึกษาเพื่อการเปรียบเทียบ ปรากฏว่าในเมืองจีน พม่า ลาว ไม่พบประวัติทั้งงานเขียน และในวิถีชีวิตทั้งที่เกี่ยวกับ ลานสาวกอด คาจีรดะ คาจีหมีดะ หรือประเด็นอื่นๆที่คนอ่าข่าในเมืองไทยไม่ยอมรับ และน่าแปลกอย่างยิ่งสิ่งเหล่านี้พบแค่เมืองไทยในแง่ตำราที่คนไทยเขียน แต่คนฝรั่งเขียนก็ไม่พบ ทั้งๆ ฝรั่งขึ้นไปเขียนเรื่องราวคนอ่าข่าในเมืองไทยก่อนคนไทยบางคนด้วยซ้ำไป 

          จึงมีคำถามมากมายว่า ความจริงๆคืออะไร ? ทำไมถึงเขียนอย่างนั้น เขียนหรือถ่ายทอดอย่างนั้นเพื่อนอันใด มีอคติหรือไม่ คำถามเหล่านี้ล้วนแต่เป็นที่น่าสนใจ อย่างไรก็ตามคนชนเผ่าอ่าข่าในฐานะเข้าของวัฒนธรรม ซึ่งต้องรู้ดีเกี่ยวกับเรื่องราวของเขา ได้ออกมาปฏิเสธแล้วว่าไม่จริง และเป็นเท็จ และขณะเดียวกันหลายสิ่งก็ยอมรับว่าเป็นจริงดังในหนังสือหรือสื่อเผยแพร่ออกมาถึงแม้ว่าโดยภาพรวมแล้วมีผลประทบต่อคนอ่าข่าก็ตาม เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง จึงอยากให้ทำความเข้าใจใหม่ว่าในวิถีชีวิตของคนอ่าข่าทั้งในประเทศจีน พม่า ลาว และเมืองไทย ที่มีประชากรคนอ่าข่า หรือ ฮัน หนี่ จู๋ 2 ล้านกว่าคน ยอมรับว่ามี แต ห่อง หรือ ลานวัฒนธรรม แต่ขอปฏิเสธการมีอยู่จริงของ ลานสาวกอด คาจีระดะ คาจีหมีดะ เพราะนั้นเป็นตำนานเท็จที่บางคนสร้างขึ้นมาเพื่อให้ชนเผ่าอ่าข่าเป็นคนแปลกในสังคมไทย

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 73469
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 2
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (2)

ท่านที่กำลังขุดค้นข้อเท็จจริงเรื่องลานสาวกอดน่าชมเชยครับ สังคมเข้าใจอะไรผิดๆมามากมาย เมื่อเข้าใจผิดก็มีทัศนคติที่ผิดๆ ก่อให้เกิดปัญหาตามมา

ผมไม่ทราบว่าจริงเท็จเช่นไร แต่สมควรหาความจริงออกมา เพราะสถานที่ผมทำงานอยู่ก็มีการบันทึกไว้ว่าสมัยก่อนสาวพรมจรรย์ทุกคนต้องนอนกับเจ้าโคตรเสียก่อนจึงจะสามารถไปแต่งงานได้...ผมกำลังพูดถึงชนเผ่าไทโซ่ที่ดงหลวง แต่เมื่อสอบถามผู้เฒ่าบอกว่าไม่เคยมี ไม่เคยรับรู้เรื่องนี้..แต่มีบันทึกในเอกสาร..?? สิ่งที่ตามมมาคือ ทัศนคติคนนอกที่มีต่อพี่น้องไทโซ่มันไม่ดี....

เคยฟังเหมียนกันครับเพื่อน เพลงนี้ของคุณ

จรัล มะโนเพสร เขียนถูกไม่ถูกไม่รู้นะ เรียนมาน้อย จบป.โทร อิอิ

สาขาภาษาล้านนา และ อาขยาน

เหอะๆๆ

มิดะครัย

ตำนานที่คุณ จ่าลัน จำมาแบบ ผิดๆครับ

ตำนานมิดะ มีอยู่ว่า มีหยิงในเผ่าคนหนึ่ง

ชื่อ ย่ามิ

เขาพูดอะไรมันจะชอบ ดะเขาครับ

จึงได้ฉายาว่า มิดะ

จอมดะ