ความล้มเหลวต่อเนื่อง ๖๐ ปี ในการพลิกโฉมระบบการศึกษา  มีสาเหตุหลัก คือการดำเนินการไม่มีความเป็นระบบอย่างแท้จริง  ที่ Michael Fullan เรียกว่า Systemness   

ความเป็นระบบ (Systemness) ในที่นี้หมายถึงวิธีคิดและพฤติกรรมของคนในระบบ ที่ตระหนักว่าการกระทำของตนมีผลกระทบต่อส่วนอื่นๆ ของระบบด้วย  และรู้สึกว่าตนเองร่วมเป็นเจ้าของระบบนิเวศของระบบนั้น    เป็นสภาวะทางความคิดและวัฒนธรรมที่คนในระบบมีร่วมกัน    

ผมเชื่อว่า ขบวนการสร้าง “ความเป็นระบบ” (Systemness) ในระบบการศึกษา นี้     มีผลกระทบทั้งระดับบุคคล (individual)   และระดับระบบ (system)    ในระดับบุคคล ขบวนการนี้จะหนุนให้นักเรียนพัฒนาตนเองให้เป็นคนที่ไม่คิดเพียงผลประโยชน์ส่วนตน  แต่คำนึงถึงผลประโยชน์ที่อยู่เหนือตน คือผลประโยชน์ของระบบการศึกษา และอาจมีเป้าหมายกว้างสู่ผลในระดับสังคม    ซึ่งส่งผลต่อเนื่องสู่การสร้างพลเมืองคุณภาพสูง     Systemness ส่วนที่ส่งผลกระทบในระดับระบบการศึกษา จะเป็นสาระสำคัญของบทนี้     

 

การพัฒนาการศึกษาอย่างมีความเป็นระบบ (Systemness) ที่แท้จริงเป็นอย่างไร

ในหนังสือ The New Meaning of Educational Change, 6th Ed (2025) และงานศึกษาเรื่อง Systemness    Fullan ชี้ให้เห็นว่า Systemness (ความเป็นระบบ) ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่ต้องผ่านการจงใจสร้าง (Deliberate design) และเพาะบ่มอย่างอดทน   

วิธีพัฒนาระบบการศึกษาให้มี Systemness ที่แข็งแรงมั่นคง 

  • สร้างวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (Purpose-Driven Alignment)     ระบบต้องเปลี่ยนเป้าหมายจากการ "ทำคะแนนสอบให้สูง"    มาเป็นเป้าหมายที่มีความหมายต่อจิตวิญญาณของครูและเด็ก  เช่น "การสร้างพลเมืองที่มีสุขภาวะดีและมีทักษะแห่งอนาคต (Deep Learning)"     เมื่อเป้าหมายมีความหมาย  คนในระบบจะอยากร่วมมือกันเอง
  • ใช้ความร่วมมือแนวราบนำหน้า (Lead with Lateral Capacity Building)    รัฐต้องหยุดสั่งการจากบนลงล่าง แล้วหันมาลงทุนสร้างเครือข่ายให้ "โรงเรียนสอนโรงเรียน"  และ "ครูสอนครู"     โดยใช้โรงเรียนที่มีนวัตกรรม (เช่น กลุ่มโรงเรียนเครือข่ายของโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา หรือ กลุ่มโรงเรียนเครือข่ายของโรงเรียนรุ่งอรุณ เป็นต้น)  เป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีชีวิต
  • ใช้ระดับกลางเป็นตัวประสาน (The Power of the Middle)     ต้องเสริมพลังให้หน่วยงานระดับกลาง (เช่น เขตพื้นที่การศึกษา หรือ ศึกษาธิการจังหวัด) ทำหน้าที่เป็น "กาว" เชื่อมโยงทรัพยากร สร้างเครือข่าย และปกป้องโรงเรียนนวัตกรรมจากกฎระเบียบที่ล้าหลังของส่วนกลาง
  • คัดกรองและกำจัดนโยบายขยะ (Coherence Making)     ผู้บริหารระดับสูงต้องทำหน้าที่ "ลดภาระ (De-clutter)" ให้คนหน้างาน    โดยกล้ายกเลิกโครงการที่ซ้ำซ้อนหรือตัวชี้วัดที่ไม่จำเป็น เพื่อให้ครูมีเวลาและสมาธิโฟกัสกับเป้าหมายหลักเพียงไม่กี่อย่าง

ปัจจัยโครงสร้างพื้นฐานทางจิตใจและสังคมที่ขาดไม่ได้

  • ความไว้วางใจเชิงความสัมพันธ์ (Relational Trust)    นี่คือออกซิเจนของ Systemness    หากผู้บริหารไม่ไว้ใจครู  ครูไม่ไว้ใจผู้ประเมิน  ระบบจะเข้าสู่โหมด "ทำเพื่อเอาตัวรอด (Compliance)" ทันที
  • ภาวะผู้นำที่ร่วมเรียนรู้ (Lead Learner)    ผู้นำในระบบที่มี Systemness จะไม่ทำตัวเป็น "ผู้เชี่ยวชาญที่รู้ทุกเรื่อง"    แต่จะเป็นผู้นำที่ลงไปร่วมแก้ปัญหา  ลงไปในห้องเรียน และพร้อมเรียนรู้ข้อผิดพลาดไปพร้อมกับคนหน้างาน
  • ความปลอดภัยทางจิตวิทยา (Psychological Safety)    ต้องมีบรรยากาศที่คนทำงานกล้าบอกว่า "ฉันทำพลาด" หรือ "วิธีนี้ไม่ได้ผล"    โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกตัดเงินเดือนหรือลดขั้นวิทยฐานะ
  • ข้อมูลเพื่อการพัฒนา ไม่ใช่เพื่อลงโทษ (Data for Learning, Not Judgment)    ระบบยังคงต้องการการประเมิน   แต่ต้องเป็นการประเมินตามสภาพจริง ที่นำผลลัพธ์มาใช้ออกแบบการสอนต่อ    ไม่ใช่ตัวเลขเพื่อประจานหรือจัดอันดับ

ลักษณะสำคัญของระบบการศึกษาที่มี Systemness อย่างสมบูรณ์

เมื่อระบบการศึกษาใดบ่มเพาะ Systemness ได้สำเร็จ    ระบบนั้นจะแสดงลักษณะทางกายภาพและวัฒนธรรมที่เด่นชัด ดังนี้

  • ความรับผิดชอบร่วมกันระดับองค์รวม (Collective Responsibility)    จะไม่มีคำว่า "นักเรียนของฉัน" หรือ "นักเรียนของคุณ" อีกต่อไป     ครูทุกคนในโรงเรียน (และโรงเรียนในเครือข่าย) จะรู้สึกรับผิดชอบต่อความสำเร็จของเด็กทุกคนร่วมกัน     หากโรงเรียน ก. ขาดแคลน โรงเรียน ข. จะยื่นมือเข้าช่วยโดยไม่ต้องรอคำสั่ง
  • ความเป็นเลิศคู่ความเสมอภาค (Excellence and Equity)     ระบบจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง    นวัตกรรมจะไม่กระจุกตัวอยู่แค่ในโรงเรียนชั้นนำของเมืองหลวง    แต่จะถูกถ่ายทอดและปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของโรงเรียนชายขอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ    ช่องว่างความเหลื่อมล้ำจะลดลง
  • มีภูมิคุ้มกันและซ่อมแซมตัวเองได้ (Self-Correcting and Resilient)     เมื่อเกิดวิกฤต (เช่น โรคระบาด หรือเทคโนโลยี AI เข้ามาก่อกวน)    ระบบที่มี Systemness จะไม่รอคู่มือสั่งการจากกระทรวง    แต่เครือข่ายครูและผู้บริหารจะจับกลุ่มกันคิดค้นวิธีแก้ปัญหา ปรับตัว และหาทางออกร่วมกันได้อย่างรวดเร็ว
  • คนทำงานมีความสุขและมีพลัง (High Morale and Retention)     อาชีพครูจะไม่ใช่อาชีพที่หมดไฟ (Burnout) ง่ายดาย    เพราะทุกคนรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า   มีอิสระทางวิชาชีพ (Autonomy)   และมีเครือข่ายสนับสนุนอยู่เสมอ

การไปถึงจุดนั้น ต้องอาศัยวิสัยทัศน์ที่ยาวไกล และความกล้าหาญทางการเมืองอย่างมาก   ที่จะรื้อถอนวัฒนธรรมอำนาจนิยมเดิมทิ้งไป

 

สองด้านของระบบที่ต้องประกบกันให้สนิท

สองด้านในที่นี้ คือ โครงสร้าง(structure)  กับวัฒนธรรม (culture)    ที่เป็นส่วนประกอบของระบบ    ระบบการศึกษาจะเข้มแข็ง ส่งมอบผลงานคุณภาพสูง และปรับตัวพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่องยั่งยืน ส่วนประกอบทั้งสองต้องเข้มแข็ง และทำงานเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน    โดยอาจมองว่า โครงสร้าง เป็น hard side  และวัฒนธรรมเป็น soft side ของระบบ ก็ได้   

Fullan แนะนำให้พัฒนาด้านวัฒนธรรมนำ   ตามด้วยการพัฒนาโครงสร้างหนุน   หรือพัฒนาไปด้วยกันก็ได้   สาเหตุสำคัญที่การพัฒนาระบบการศึกษาหยุดนิ่งมา ๖๐ ปี ก็เพราะระบบของประเทศต่างๆ พัฒนาเฉพาะด้านโครงสร้าง ไม่ได้พัฒนาด้านวัฒนธรรมการทำงาน   

โครงสร้างของระบบการศึกษา 

หมายถึงสิ่งที่เป็นทางการ จับต้องได้   ประกอบด้วย  นโยบาย ระบบการสั่งการ  ระบบรายงาน  กฎหมาย/ข้อบังคับ/คำสั่ง   หลักสูตร ระบบสอบ/ประเมิน   ตารางเรียน KPI/accountability  โครงสร้างการบริหาร   เป็นต้น     ทำหน้าที่เป็นเสมือน “สัญญาณ” ของระบบ    

เป็นสิ่งที่พัฒนาง่าย  ใช้เวลาน้อย  แต่อาจไม่ส่งผลที่ต้องการ หรือได้ผลไม่ยั่งยืน หากวัฒนธรรมของคนในระบบไม่สนอง     

 

โครงสร้างที่เป็นโทษหรือเป็นพิษ

นักวิชาการศึกษาเด่นๆ ของโลกเสนอเป็นเสียงเดียวกันว่า โครงสร้างของระบบการศึกษาที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน เป็นโครงสร้างแบบโรงงานอุตสาหกรรม (Industrial/Mechanistic Model)    ซึ่งมักมีลักษณะดังต่อไปนี้

  • โครงสร้างแบบสั่งการและควบคุมเบ็ดเสร็จ (Top-Down Command and Control)    มีลักษณะ อำนาจการตัดสินใจกระจุกตัวอยู่ที่ส่วนกลาง (กระทรวงฯ หรือกรมฯ)    ส่วนกลางทำหน้าที่เป็น "นักคิด" และมองว่าโรงเรียน/ครูเป็นเพียง "ผู้ปฏิบัติ" (Implementers) ที่ต้องทำตามคำสั่งเป๊ะๆ    ผลเสียคือ  ทำลายอิสระในการตัดสินใจ (Autonomy) ของครู    เมื่อเกิดปัญหาหน้างาน ครูจะไม่กล้าตัดสินใจแก้ปัญหาเอง  แต่จะรอคำสั่งจากเบื้องบน    ทำให้ระบบเชื่องช้าและตอบสนองต่อวิกฤตไม่ทัน
  • โครงสร้างที่เสพติดการจับผิดและการสอบเดิมพันสูง (Hyper-Accountability & High-Stakes Testing)   มีลักษณะเป็นโครงสร้างที่นำเอาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (เช่น O-NET, PISA)  หรือตัวชี้วัดเชิงปริมาณอื่นๆ  มาผูกติดกับการให้คุณให้โทษ การเลื่อนขั้นเงินเดือน หรือการประเมินวิทยฐานะของครูและผู้บริหาร    ผลเสียคือ สร้าง "วัฒนธรรมความกลัว"    บีบให้ครูต้อง "สอนเพื่อสอบ (Teaching to the test)"    ทิ้งการเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning)     หันมาปั้นตัวเลข ทำรายงานเอกสารหลอกๆ  หรือจัดฉากเพื่อให้ผ่านเกณฑ์ประเมิน    ซึ่งทำลายความไว้วางใจ (Mutual Trust) ในระบบ
  • โครงสร้างแบบไซโลและนโยบายแยกส่วน (Fragmentation & Silos)    มีลักษณะ  หน่วยงานต่างๆ ในส่วนกลางทำงานแยกส่วนกัน (เช่น สำนักหลักสูตรไม่คุยกับสำนักวัดผล    หรือสำนักเทคโนโลยีไม่คุยกับสำนักอบรมครู)     แต่ละหน่วยงานต่างผลิต "โครงการ" หรือ "นโยบาย" ของตัวเองแล้วโยนโครมลงไปที่โรงเรียน    ผลเสียคือ ก่อให้เกิดภาวะ "นวัตกรรมล้นเกิน (Innovation Overload)"     ครูต้องรับภาระทำโครงการร้อยแปดพันเก้าที่ซ้อนทับกัน    ทำให้พลังงานกระจัดกระจาย (Fragmented)    ไม่มีเวลาโฟกัสกับการพัฒนาคุณภาพการสอนในห้องเรียนจริงๆ
  • โครงสร้างแบบ "ตัดเสื้อโหล" (Standardization / One-Size-Fits-All)    มีลักษณะคือ การใช้กฎระเบียบ หลักสูตรแกนกลางที่ตายตัว หรือตารางเวลาที่แข็งทื่อ     บังคับใช้กับทุกโรงเรียนเหมือนกันหมด โดยไม่สนใจความแตกต่างทางบริบทของพื้นที่ ชาติพันธุ์ หรือความพร้อมของทรัพยากร    ผลเสียคือ ปิดกั้นนวัตกรรมระดับพื้นที่    ทำให้โรงเรียนไม่สามารถออกแบบการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ชีวิตจริงของเด็กในชุมชนนั้นๆ ได้     เด็กที่ตามไม่ทันมาตรฐานกลางจะถูกตีตราว่าล้มเหลวและถูกผลักออกจากระบบ
  • โครงสร้างที่ลดทอนคุณค่าวิชาชีพครู (De-professionalization)    มีลักษณะ โครงสร้างที่มองว่าครูไม่เก่งพอ จึงพยายามสร้างคู่มือการสอนสำเร็จรูป (Scripted teaching)    หรือแพลตฟอร์มที่ตีกรอบให้ครูเดินตามทีละก้าว    รวมถึงโครงสร้างที่จ่ายค่าตอบแทนไม่สอดคล้องกับภาระงาน    ผลเสียคือ  ครูสูญเสีย "ทุนทางวิชาชีพ (Professional Capital)"    คนเก่งๆ จะรู้สึกเบื่อหน่าย  ภาวะหมดไฟ (Burnout) จะพุ่งสูงขึ้น  และทยอยลาออกจากระบบการศึกษา    ทิ้งไว้เพียงระบบที่ขับเคลื่อนด้วยความจำยอม (Compliance)

วัฒนธรรมของระบบการศึกษา

หมายถึงสิ่งที่เป็นนามธรรม จับต้องไม่ได้  อยู่ในความคิด ความเชื่อหรือกระบวนทัศน์ของคน    แสดงออกผ่านพฤติกรรมหรือการกระทำของสมาชิกของระบบ    เป็นสิ่งที่ไม่เป็นทางการ แต่ทรงพลัง    ตัวอย่างเช่น  ความเชื่อของครู (ว่าเด็กคิดเองได้)   ความกล้าลอง ความไว้วางใจ  ความสัมพันธ์  วิธีสอนในห้องเรียน   ปฏิสัมพันธ์ระหว่าครู-นักเรียน   ปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูด้วยกัน   ปฏิสัมพันธ์ระหว่างครู-ผู้อำนวยการโรงเรียน   เป็นต้น 

วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่พัฒนาขึ้นช้าๆ  ต้องใช้เวลา   พัฒนาผ่านประสบการณ์ และปฏิสัมพันธ์   

วัฒนธรรมที่เป็นโทษ หรือเป็นพิษ

วัฒนธรรมที่เป็นพิษ มักเกิดจากการมีโครงสร้างที่เป็นพิษอยู่เป็นเวลานาน    Fullan มักหยิบยกคำกล่าวคลาสสิกที่ว่า "Culture eats strategy for breakfast" (วัฒนธรรมกินกลยุทธ์เป็นอาหารเช้า) มาใช้อธิบายเสมอ     ไม่ว่ารัฐบาลจะเขียนนโยบายหรือโครงสร้างมาดีแค่ไหน  หากนำมาปลูกลงในวัฒนธรรมที่เป็นพิษ  นโยบายเหล่านั้นก็จะถูกบิดเบือนและล้มเหลว     วัฒนธรรมที่เป็นโทษคือวัฒนธรรมที่ถูกหล่อหลอมจาก "ความกลัวและการเอาตัวรอด" มากกว่าความปรารถนาดีที่จะทำงานและเรียนรู้ร่วมกัน    เป็นตัวทำลายความรู้สึกมีเป้าหมาย หรือคุณค่าในวิชาชีพครู  และทำให้ครูรู้สึกโดดเดี่ยว ไร้พลัง และแปลกแยกจากวิชาชีพของตนเอง

ลักษณะสำคัญของวัฒนธรรมที่เป็นโทษ (Characteristics of Toxic Cultures)

วัฒนธรรมที่บ่อนทำลายการเรียนรู้ และการพลิกโฉมการศึกษา  มักแสดงออกผ่านพฤติกรรมและความเชื่อร่วมกัน ดังต่อไปนี้

 

  • วัฒนธรรมการแยกตัวโดดเดี่ยว (Culture of Isolation / Individualism)   มีลักษณะ  หรือที่นักการศึกษาเรียกว่าสถาปัตยกรรมแบบ "รังไข่ (Egg-crate model)"     ครูต่างคนต่างอยู่  ปิดประตูห้องสอนของใครของมัน    มองว่า "ห้องเรียนคืออาณาจักรส่วนตัว"   ผลเสียคือ  เมื่อครูเผชิญปัญหาเด็กไม่เรียนหนังสือ  ครูจะเก็บเงียบไม่กล้าปรึกษาใคร เพราะกลัวถูกมองว่าไม่เก่ง     นวัตกรรมหรือเทคนิคการสอนดีๆ จะตายไปพร้อมกับครูคนนั้น ไม่เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้
  • วัฒนธรรมความร่วมมือจอมปลอม (Contrived Collegiality)    มีลักษณะ  เป็นวัฒนธรรมที่เกิดจากการที่รัฐสั่งให้ทำ PLC หรือสั่งให้ทำงานเป็นทีม     ครูจะมานั่งรวมกันตามเวลาที่กำหนด ถ่ายรูป จดรายงาน และเซ็นชื่อให้ครบ     แต่เนื้อหาการพูดคุยเป็นเพียงการบ่นเรื่องงานธุรการ หรือคุยเรื่องผิวเผิน    ผลเสียคือ สูญเสียเวลาอันมีค่า    หลอกตัวเองว่ากำลังพัฒนา และบั่นทอนแรงจูงใจ เพราะทุกคนรู้ว่ากำลัง "เล่นละคร" เพื่อส่งประเมิน  โดยไม่มีใครกล้าเปิดเผยจุดอ่อนหรือความล้มเหลวในการสอนของตนอย่างแท้จริง
  • วัฒนธรรมการทำตามคำสั่งแบบขอไปที (Culture of Compliance / Tick-box Culture)    มีลักษณะ  คนในระบบขับเคลื่อนด้วยความคิดที่ว่า "เจ้านายสั่งมา ก็ทำให้เสร็จๆ ไป"   โฟกัสไปที่การกรอกแบบฟอร์มให้ครบ ติ๊กถูกทุกช่อง (Tick-box) เพื่อให้รอดพ้นจากการถูกตำหนิ    ผลเสียคือ  ครูสูญเสียความเป็นเจ้าของ (Ownership) ในวิชาชีพ   ไม่สนใจว่าเด็กจะเกิดการเรียนรู้จริงหรือไม่  ขอแค่เอกสารหลักฐานหน้างานดูสวยงามและผ่านเกณฑ์ประเมินก็พอ
  • วัฒนธรรมแห่งการเพ่งเล็งจุดอ่อนและกล่าวโทษ (Deficit Thinking & Blame Culture)    มีลักษณะ   เมื่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตกต่ำ วัฒนธรรมนี้จะกระตุ้นให้คนชี้หน้าหาคนผิด  เช่น กระทรวงโทษเขตพื้นที่  เขตพื้นที่โทษ ผอ.  ผอ.โทษครู  และท้ายที่สุด ครูมักจะโทษ "ตัวเด็ก  พ่อแม่ หรือฐานะทางบ้าน" ว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กเรียนไม่รู้เรื่อง   ผลเสียคือ  ปิดกั้นการพัฒนาตนเองอย่างสิ้นเชิง     เพราะเมื่อเชื่อว่าปัญหามาจากปัจจัยภายนอก (เด็กไม่ฉลาด ครอบครัวไม่อบอุ่น)    ครูก็จะรู้สึกว่าตนเองไม่ต้องเปลี่ยนวิธีสอน
  • วัฒนธรรมความชินชาและต่อต้านเงียบ (Culture of Cynicism and "This Too Shall Pass")    มีลักษณะ  เกิดจากภาวะที่ครูเผชิญนโยบายใหม่ๆ ที่ถูกโยนลงมาทุกปีจนเกิดความเหนื่อยล้า (Change fatigue)    เมื่อมีนโยบายใหม่มา ครูจะไม่ตื่นเต้น ไม่เถียง    แต่จะคิดในใจว่า "เดี๋ยวผู้บริหารเปลี่ยน นโยบายนี้ก็หายไป เหมือนที่ผ่านๆ มา"   ผลเสียคือ  นโยบายที่สร้างสรรค์หรือจำเป็นจริงๆ จะไม่สามารถหยั่งรากได้เลย     เพราะคนหน้างานเลือกที่จะ "พยักหน้ารับ แต่ทำเหมือนเดิม (Malicious compliance)"

วิธีพัฒนาระบบการศึกษา ให้ โครงสร้าง และ วัฒนธรรม แข็งแรงและสอดคล้องกัน

Fullan ชี้ว่าเราไม่สามารถพัฒนาสองด้านนี้แยกจากกันได้ (เช่น ปีนี้ทำโครงสร้าง ปีหน้าค่อยทำวัฒนธรรม)    แต่ต้องใช้กระบวนการที่เรียกว่า "วิวัฒนาการร่วม (Co-evolution)"    ให้ทั้งสองด้านส่งเสริมซึ่งกันและกัน (synergy)   ผ่านวิธีการดังนี้

  1. ใช้ "โครงสร้าง" เป็นนั่งร้านเพื่อสร้าง "วัฒนธรรม" (Structure as a Scaffold)    โครงสร้างที่แข็งแรงไม่ได้หมายถึงกฎระเบียบที่เข้มงวด    แต่หมายถึงการจัดสรรเวลา งบประมาณ และพื้นที่     ผู้นำต้องใช้เครื่องมือเชิงโครงสร้างเพื่อ "บังคับกลายๆ" ให้คนมาเจอกันในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้    ตัวอย่างเช่น  การปรับโครงสร้างตารางสอน (Structure) เพื่อให้ครูในสายชั้นเดียวกันมีเวลาว่างตรงกันสัปดาห์ละ 2 ชั่วโมงโดยมีเป้าหมายเพื่อเปิดพื้นที่ให้เกิดวัฒนธรรมการพูดคุยเรื่องการเรียนรู้ของเด็ก (Culture) อย่างสม่ำเสมอ    ซึ่งเป็นการสร้างโครงสร้างและวัฒนธรรม PLC – Professional Learning Community นั่นเอง   และผมขอเพิ่มเติมว่า แนวทางที่ทรงพลังยิ่งกว่า PLC คือ SLC – School as Learning Community   มีรายละเอียดในหนังสือ โรงเรียนเป็นชุมชนเรียนรู้ (๒๕๖๖)  โดย วิจารณ์ พานิช
  2. ปล่อยให้ "วัฒนธรรมใหม่" นำไปสู่การ "รื้อโครงสร้างเดิม" (Reculturing leads Restructuring)     เมื่อวัฒนธรรมความร่วมมือเริ่มแข็งแรง    ครูจะเริ่มค้นพบวิธีการสอนหรือการประเมินแบบใหม่ที่ดีกว่าเดิม     ผู้นำต้องพร้อมที่จะ "รื้อโครงสร้างหรือกฎระเบียบเก่า"  ที่กลายเป็นอุปสรรคต่อวัฒนธรรมใหม่นี้ เพื่อล็อกความสำเร็จให้ยั่งยืน    ตัวอย่างคือ  เมื่อกลุ่มครูพบว่าการประเมินเด็กแบบให้เกรดขัดขวางการเรียนรู้เชิงลึก (การเปลี่ยนวัฒนธรรม)     ผู้บริหารจึงตัดสินใจแก้ระเบียบโรงเรียนให้ยกเลิกการให้เกรดและเปลี่ยนเป็นการประเมินฐานสมรรถนะแทน (การเปลี่ยนโครงสร้างรองรับ)
  3. การสร้างความสอดคล้องโดยลดทอนสิ่งรบกวน (Coherence Making & De-cluttering)    การจะให้สองด้านนี้ align กัน ผู้นำระดับกลาง (Middle Tier) ต้องทำหน้าที่เป็น "ตัวกรอง"    กำจัดนโยบายหรือโครงสร้างขยะที่ไม่ตอบโจทย์วัฒนธรรมการเรียนรู้ออกไป (De-cluttering)    เพื่อให้ระบบเบาลงและมีทิศทางเดียวที่ชัดเจน
  4. เปลี่ยนผ่านสู่ "ความรับผิดชอบที่ชาญฉลาด" (Intelligent Accountability)    เปลี่ยนโครงสร้างการประเมินแบบภายนอกที่เน้นจับผิด (External Accountability) ให้กลายเป็นการสร้างโครงสร้างที่สนับสนุน "ความรับผิดชอบภายในร่วมกัน" (Internal Accountability)    ซึ่งขับเคลื่อนด้วยวัฒนธรรมความไว้วางใจระหว่างเพื่อนร่วมวิชาชีพ (Peer-driven)    เมื่อครูรู้สึกรับผิดชอบต่อกันและกัน โครงสร้างการประเมินจากรัฐจะกลายเป็นแค่เรื่องรอง

เมื่อโครงสร้างที่ดีและวัฒนธรรมที่ดีมาประกบกัน - ผลลัพธ์ 

เมื่อระบบพัฒนามาถึงจุดที่ Hard Side (โครงสร้าง)  และ Soft Side (วัฒนธรรม) ประสานกันเป็นเนื้อเดียว    ระบบการศึกษาจะเปลี่ยนสถานะจาก "เครื่องจักรกลไก" ไปสู่ "ระบบนิเวศที่มีชีวิตและทรงพลัง" ซึ่งจะมีลักษณะเด่นชัดดังนี้

  1. ความเชื่อมั่นในศักยภาพร่วม (High Collective Efficacy)    ระบบจะเต็มไปด้วยบุคลากรที่เชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า "พวกเราสามารถทำให้เด็กทุกคนเรียนรู้และประสบความสำเร็จได้ ไม่ว่าเด็กจะมาจากพื้นฐานครอบครัวแบบใด"    โครงสร้างสนับสนุนให้พวกเขาทำงานเป็นทีม และวัฒนธรรมทำให้พวกเขาเชื่อมั่นในทีม
  2. นวัตกรรมเลื่อนไหลและขยายผลได้เอง (Seamless Scalability of Innovation)    เมื่อมีใครสักคนในระบบคิดค้นวิธีการสอนที่ยอดเยี่ยมได้  โครงสร้างเครือข่าย (เช่น Hub Schools หรือแพลตฟอร์มส่วนกลาง) จะทำหน้าที่เป็นถนนชั้นดี    ในขณะที่วัฒนธรรมความไว้วางใจจะทำหน้าที่เป็นเชื้อเพลิง ทำให้นวัตกรรมนั้นถูกส่งต่อไปยังโรงเรียนอื่นๆ ทั่วประเทศได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องรอหนังสือสั่งการจากกระทรวง
  3. ความต่อเนื่องและยืดหยุ่นต่อวิกฤต (Resilience & Adaptability)    ระบบจะไม่ล้มครืนหรือหยุดชะงักเมื่อมีการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรี เปลี่ยนผู้อำนวยการ หรือเกิดวิกฤต (เช่น โรคระบาด)    เพราะความเป็นระบบ (Systemness) ได้ฝังรากลึกในวิธีคิดและโครงสร้างไปแล้ว     คนในระบบจะรู้ว่าต้องจัดโครงสร้างใหม่อย่างไรเพื่อรักษาวัฒนธรรมการเรียนรู้ของเด็กเอาไว้
  4. นโยบายมีเหตุผลและสัมผัสได้จริง (Systemic Coherence)    จะไม่มีปรากฏการณ์ที่คนหน้างานบ่นว่า "คนคิดไม่ได้ทำ คนทำไม่ได้คิด" อีกต่อไป     เพราะโครงสร้างและนโยบายทุกอย่างที่ถูกส่งลงมา จะมีความสอดคล้องและสมเหตุสมผลในมุมมองของครู     ทุกคนเข้าใจตรงกันว่าโครงสร้างนี้ถูกออกแบบมาเพื่อสนับสนุนวัฒนธรรมการสอนของพวกเขา ไม่ใช่เพื่อสร้างภาระ
  5. ความเป็นเลิศควบคู่กับความเสมอภาค (Excellence and Equity are Inseparable)   นี่คือปลายทางสูงสุด  เมื่อโครงสร้าง (การกระจายทรัพยากรอย่างเป็นธรรม)  และวัฒนธรรม (การไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง) สอดคล้องกัน ผลลัพธ์คือคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนในชนบทห่างไกล จะมีมาตรฐานที่สูงและยอดเยี่ยมไม่ต่างจากโรงเรียนชั้นนำในเมืองหลวง

 

สร้างความเป็นระบบในสังคมที่ความเชื่อใจซึ่งกันและกันต่ำ

ความท้าทายสำคัญ ต่อการสร้าง “ความเป็นระบบ” (systemness) ในระบบการศึกษา โดยทั่วไปคือ   สังคมแวดล้อมระบบการศึกษามีความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน (mutual trust) ต่ำ    คนในระบบการศึกษา ก็มีสภาพเช่นเดียวกัน    ในบริบทที่มีความไว้วางใจต่ำ การพลิกโฉมระบบต้องใช้ความอดทนอย่างยิ่งยวด    ผู้นำต้องเปลี่ยนจาก "ผู้สั่งการที่ยืนถือไม้เรียว" มาเป็น "ผู้สนับสนุนที่ยืนเคียงข้าง" ค่อยๆ สร้างความเป็นระบบ (Systemness) ผ่านชัยชนะเล็กๆ ในแต่ละวัน

Fullan เสนอแก่นคิดภาคปฏิบัติว่า "ความไว้วางใจคือผลพลอยได้ ไม่ใช่จุดเริ่มต้น"   เพราะเราไม่สามารถ "สั่ง" ให้คนไว้ใจกันได้    และการจัดกิจกรรมละลายพฤติกรรม (Team building) ก็ไม่ได้ช่วยอะไรในระยะยาว     ความไว้วางใจจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคนในระบบได้ "ลงมือทำงานที่มีความหมายร่วมกัน และเห็นผลลัพธ์ว่ามันดีขึ้นจริงๆ"   

 สิ่งที่ต้องทำในสภาพระบบที่ความไว้วางใจต่อกันต่ำ

  1. เริ่มสร้างจาก "เกาะแห่งความปลอดภัย" (Create Pockets of Safety)    วิธีทำ  อย่าเพิ่งบังคับให้ร่วมมือกันทั้งระบบ    ให้เริ่มจากกลุ่มเล็กๆ (เช่น โรงเรียนนำร่อง หรือกลุ่มครูอาสาสมัคร) ที่พร้อมจะเปิดใจ   สร้างพื้นที่ที่พวกเขาสามารถทดลองสอน ล้มเหลวได้ โดย "ปราศจากการประเมินผลที่ส่งผลต่อเงินเดือนหรือตำแหน่ง"    เมื่อกลุ่มเล็กๆ นี้ทำสำเร็จและมีความสุข  จะเกิดแรงดึงดูดให้คนอื่นอยากเข้าร่วมเอง (Pull factor)
  2. ใช้ "เด็ก" เป็นจุดรวมสายตา (Focus on the Shared Purpose)    วิธีทำ  ในสังคมที่ผู้ใหญ่ระแวงกันเอง ให้เบนเข็มความสนใจทั้งหมดไปที่ "การเรียนรู้และสุขภาวะของนักเรียน"    เพราะนี่คือเป้าหมายเดียวที่ทุกคน (ครู ผู้บริหาร ผู้ปกครอง) เห็นตรงกัน     การคุยว่า "เราจะช่วยเด็กคนนี้ที่อ่านไม่ออกได้อย่างไร" จะช่วยลดกำแพงอัตตาลงได้ดีกว่าการคุยเรื่องการประเมินผลงานครู
  3. แสดงความเปราะบางเพื่อนำทาง (Model Vulnerability in Leadership)   วิธีทำ  ผู้นำระดับกระทรวง เขตพื้นที่ หรือ ผอ.โรงเรียน ต้องเป็นฝ่าย "ลดการ์ดลงก่อน"    ด้วยการยอมรับความผิดพลาดของตนเองอย่างตรงไปตรงมา   เช่น การกล่าวว่า "นโยบายที่ผมสั่งไปคราวก่อนมันสร้างภาระเกินไป    ผมขอโทษ เรามาหาวิธีแก้กันใหม่"     การยอมรับความจริงใจนี้คือจุดเริ่มต้นของการรื้อฟื้นความไว้วางใจที่ทรงพลังที่สุด
  4. สนับสนุนก่อนตรวจสอบ (Capacity Building precedes Accountability)     วิธีทำ  รัฐต้องหยุดการจับผิด    แล้วเททรัพยากรไปที่การ "สร้างเครื่องมือและทักษะ" ให้ครู    หากอยากให้ครูสอนแบบ Active Learning ต้องลงไปช่วยโค้ช ช่วยปรับตารางเวลา ช่วยลดงานเอกสาร     เมื่อครูรู้สึกว่า "ระบบนี้เกิดมาเพื่อช่วยฉันให้สอนง่ายขึ้น ไม่ใช่เพื่อจับผิดฉัน" ความไว้วางใจต่อตัวระบบ (System Trust) จะเริ่มเกิด

สิ่งที่ต้องไม่ทำในสภาพระบบที่ความไว้วางใจต่อกันต่ำ

  1. ห้ามใช้การประเมินเพื่อลงโทษหรือจัดอันดับ (Don't use Punitive Accountability)   เหตุผล  ในระบบที่คนระแวงกันอยู่แล้ว การเอาคะแนนสอบ (เช่น O-NET) หรือตัวชี้วัดมาจัดอันดับโรงเรียนและประจาน   จะยิ่งทำให้ครูและผู้บริหารหันมาทำลายกันเอง   ปิดบังข้อมูลที่แท้จริง   และสร้าง "ผลงานปลอม" เพื่อเอาชีวิตรอด
  2. ห้ามสั่งให้ทำ PLC หรือความร่วมมือแบบบีบบังคับ (Don't Mandate Collaboration)    เหตุผล  การออกระเบียบสั่งให้ครูที่ไม่ไว้ใจกันมานั่งทำกิจกรรมร่วมกัน (Contrived Collegiality) เป็นการการทรมานกัน    จะส่งผลให้การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กลายเป็นเพียงพิธีกรรมทางเอกสารที่ไร้วิญญาณ    และทำให้คนยิ่งเกลียดชังระบบ
  3. ห้ามใช้นโยบายแบบเหวี่ยงแหและซับซ้อน (Don't Implement Fragmented Policies)   เหตุผล  การสั่งการหลายๆ โครงการพร้อมกันโดยไม่ดูบริบทหน้างาน  จะทำให้ครูรู้สึกว่า "ผู้บริหารเบื้องบนไม่เคยเข้าใจชีวิตความเป็นอยู่ของครูเลย"    ซึ่งจะแปรเปลี่ยนความระแวงให้กลายเป็น "ความเกลียดชังและชินชา (Cynicism)"
  4. ห้ามให้คำมั่นสัญญาที่ทำไม่ได้จริง (Don't Over-promise and Under-deliver)    เหตุผล  ในสภาพที่ความไว้วางใจติดลบ การที่ผู้นำพูดสวยหรูว่าจะลดภาระครู    แต่ในทางปฏิบัติกลับส่งแบบฟอร์มประเมินใหม่มาให้ทำ    จะเป็นการทำลายเครดิตผู้นำอย่างย่อยยับ     การกระทำต้องสอดคล้องกับคำพูด ๑๐๐% (Consistency)

 

เคล็ดลับการพัฒนาระบบไทยจากความเข้มแข็งของฐานราก

 หลักการสำคัญคือ ความสำเร็จในการการพลิกโฉมการศึกษาไทย จะไม่เกิดจากนโยบายใหม่     แต่จะเกิดเมื่อ สิ่งดีที่มีอยู่แล้ว ได้รับการเชื่อม ขยาย และสนับสนุน จนกลายเป็นวิธีทำงานของทั้งระบบ   

ประเทศไทยมีโรงเรียนประมาณ ๑ พันโรงเรียน ที่มีคุณภาพสูง และมีความเป็น systemness สูง    ได้แก่โรงเรียนเครือข่ายจิตศึกษา นำโดยโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา    เครือข่าย holistic learning นำโดยโรงเรียนรุ่งอรุณ  และเครือข่าย TSQM – Teacher and School Quality Movement  สนับสนุนโดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)    และโรงเรียนกลุ่มอื่นๆ อีกประปราย    นี่คือความเข้มแข็งระดับฐานราก หรือระดับปฏิบัติ ที่มีอยู่แล้วในระบบการศึกษาไทย

การดำเนินตามแนวทางที่เสนอต่อไปนี้ ต้องคำนึงถึงการฟันฝ่าจุดอ่อนของสังคมไทย และระบบการศึกษาไทย ในเรื่องวัฒนธรรมอำนาจสั่งการ  ความไว้วางใจซึ่งกันและกันต่ำ  และอื่นๆ ด้วย     

ตามกรอบของ Michael Fullan ในหนังสือ The New Meaning of Educational Change 6th Ed, 2025   การขยายผลต้องเปลี่ยนจาก “ขยายโมเดล”    สู่การ “ขยายกลไกของการเรียนรู้ของระบบ”  คือต้องไม่คัดลอกวิธีการของโรงเรียนนำร่องไปใช้    แต่เรียนรู้หลักการ และนำเอาวิธีการไปปรับใช้ให้เหมาะต่อบริบทของตน   มีการเรียนรู้และปรับตัวอย่างต่อเนื่อง โดยใช้หลักการ การเรียนรู้จากประสบการณ์ (experiential learning)    

ตามแนวทางของ Fullan มี “เสายุทธศาสตร์” ๖ ประการ ในการขยาย systemness สู่กลไกระดับกลาง  และระดับนโยบาย ของการศึกษา    เพื่อในที่สุดแล้ว ขยายสู่โรงเรียนทั่วประเทศ    และความเป็น systemness ของระบบการศึกษาไทย มีความแข็งแรง และนำสู่การเรียนรู้เชิงระบบ และมีการพัฒนาต่อเนื่อง ได้อย่างแท้จริง   

เสายุทธศาสตร์ ๖ ประการ

  1. ไม่ขยาย “รูปแบบโรงเรียน”   แต่ขยาย “กลไกที่ทำให้สำเร็จ”    กลไกสำคัญจากเครือข่ายไทย ได้แก่  PLC ที่มีคุณภาพ,  การเรียนรู้เชิงลึก (PBL / inquiry),  วัฒนธรรมปลอดภัย,  ผู้นำแบบ learning leader     ต้องนำมา “ถอดรหัส (codify)” เป็น core practices ระดับชาติ
  2. Network the Networks    ปัจจุบันเครือข่ายยัง “แยกกัน”    สิ่งที่ต้องทำคือ  สร้าง Thailand Learning Network โดยเชื่อมเครือข่าย  ลำปลายมาศพัฒนา   รุ่งอรุณ  TSQM และอื่นๆ เข้าด้วยกัน   ให้เกิด collective systemness
  3. สร้างกลไกระดับกลาง   ซึ่งเป็นตัวคูณสำคัญที่สุดต่อการเปลี่ยนแปลง    หาก middle layer ไม่เปลี่ยน ระบบจะไม่เปลี่ยน”   ต้องทำให้ “เขต/จังหวัด” เป็น learning broker, system integrator, network facilitator
  4. ระดับนโยบายแสดงบทหนุน ไม่ใช่ควบคุม    นโยบายต้อง  “เอื้อ” สิ่งดีที่มีอยู่แล้ว    ไม่ใช่ “สั่งใหม่”
  5. เปลี่ยนระบบสัญญาณ คือการวัดผล (Assessment)    หากยังใช้การสอบแบบเดิม การขยายผล systemness จะไม่สำเร็จ 
  6. ขยายแนวลึก (depth)  ก่อนการขยายแนวกว้าง (breadth)    ขยายทีละจังหวัด  โดยเน้นทำให้ “ลึกจริง” ก่อน

การขยายสู่ระดับกลาง (เขต/จังหวัด)

เป้าหมายคือ ทำให้ทั้งเขต หรือทั้งจังหวัด เป็น “ระบบเรียนรู้” (learning system)    โดยใช้ ๕ กลไกคือ   

  1. เครือข่ายเรียนรู้เขต/จังหวัด    มีโรงเรียนโรงเรียนเข้าร่วมในช่วงต้น ๒๐–๕๐ แห่ง/เขตหรือจังหวัด    ประกอบด้วยโรงเรียนต้นแบบ และโรงเรียนทั่วไป  เรียนรู้ร่วมกัน
  2. วงจรเรียนรู้ของเครือข่าย    จัดทุก 3–6 เดือน   มีการ ตั้งปัญหาร่วม  ทดลอง  แลกเปลี่ยน  และปรับปรุง  อย่างต่อเนื่อง 
  3. พัฒนาทักษะใหม่ให้แก่ผู้นำระดับกลาง    ฝึก ผอ. เขต และศึกษานิเทศก์ ให้เป็น coach / facilitator
  4. ใช้ข้อมูลอย่างถูกต้อง    คือใช้ข้อมูลเพื่อ “พัฒนา”   ไม่ใช่ใช้ “ตรวจสอบ”
  5. อิสระโดยมีกลไกหนุน    โรงเรียนมีอิสระ  หนุนโดยกลไกเครือข่าย 

กลไกนโยบายระดับชาติ

สร้างกลไกนโยบาย สู่การทำงานที่สอดคล้อง (coherence) กัน    ด้วย ๕ กลไกหลัก ดังต่อไปนี้   

  1. กรอบนโยบายเพื่อความสอดคล้องระดับชาติ    เสนอให้กำหนดจำนวนน้อยเรื่อง  ห้ามเพิ่ม (เพื่อไม่ให้มากจนเฝือ)    ในที่นี้เสนอ ๓ เรื่อง คือ Deep learning, Equity, และ Well-being
  2. ลดโครงการริเริ่มที่สั่งการจากส่วนกลาง    ให้เหลือครึ่งเดียวหรือน้อยกว่า    และจับมัดรวมเป็นงานเดียว    เพื่อลดภาระของครู    ให้ครูมีเวลาเอาใจใส่ศิษย์ 
  3. ปฏิรูปการประเมิน   ลดน้ำหนักของการสอบ   เปลี่ยนมาวัด performance   และประเมิน portfolio แทน   
  4. ปรับงบประมาณ หนุนกิจกรรมที่มีประโยชน์จริง    ได้แก่ กิจกรรม PLC, coaching, networking    ตัดหรือลดงบประมาณ การเข้ารับการฝึกอบรม   
  5. ความต่อเนื่องของภาวะผู้นำ    ไม่เปลี่ยนทิศทุก ๒–๓ ปี    มี “พันธะสัญญาระยะยาว”

สิ่งที่ต้องทำ

  1. ถอดบทเรียนให้ชัด   จาก ๑,๐๐๐ โรงเรียนต้นแบบ   ได้ฐานข้อมูลความรู้ของชาติ 
  2. ลงทุนในคน   ไม่ใช่เพียงลงทุนในนโยบายเท่านั้น   คนในที่นี้ได้แก่ ครู  ผู้อำนวยการโรงเรียน  ศึกษานิเทศก์ ผู้อำนวยการเขต 
  3. สร้างกลไกการเรียนรู้แนวราบ   โรงเรียนแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันเอง
  4. นโยบายต้องไม่ขัดวัฒนธรรมการเรียนรู้    คือ โครงสร้างกับวัฒนธรรมต้องคล้องจองกัน ไม่ขัดกัน   
  5. เริ่มเล็ก แต่ลึก   เพียง ๕ - ๑๐ จังหวัดนำร่อง
  6. มีระบบ feedback loops  เพื่อการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง 

สิ่งที่ต้องไม่ทำ

  1. ลอกวิธีของโรงเรียนต้นแบบมาทั้งหมด โดยไม่ปรับบางส่วนให้เข้ากับบริบทของตน
  2. ทำตามการสั่งการจากเบื้องบน    ซึ่งจะทำให้ไม่เกิด systemness   และไม่ยั่งยืน
  3. เพิ่มโครงการใหม่   ที่นำสู่การดำเนินการแยกส่วน 
  4. ไม่ปรับการวัดผล
  5. มองข้ามความสำคัญของผู้นำระดับกลาง 
  6. เร่งผลเร็ว   ซึ่งจะนำสู่ผลลัพธ์ระดับตื้น 

เส้นทางสร้างการพลิกโฉมระบบ (๕ - ๗ ปี)   

ระยะที่ ๑   เชื่อมโยง (ปีที่ ๑ - ๒)   เชื่อมเครือข่าย   ทดลองจังหวัด/เขต นำร่อง

ระยะที่ ๒  ขยายเชิงลึก (ปีที่ ๓ - ๔)   สร้าง systemness ระดับจังหวัด/เขต

ระยะที่ ๓   ขยายผล (ปีที่ ๕ - ๗)   ปรับนโยบายให้สอดคล้อง    ขยายสู่ทั้งประเทศ   

 

สรุป

ความเป็นระบบ (systemness)  เป็นทั้ง “เครื่องมือ” (means)  และเป็น “เป้าหมาย” (end) ของการพัฒนาระบบการศึกษา ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน    ทำให้ระบบการศึกษา เป็นระบบที่เรียนรู้และปรับตัวได้อย่างต่อเนื่อง (learning system)    และทำให้ผู้เรียน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอื่นๆ ตระหนักว่า ตนเองเป็นส่วนหนึ่งของระบบ   และเกิดค่านิยมในการมีชีวิตเพื่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าผลประโยชน์ส่วนตน   คือผลประโยชน์ของระบบ  ของสังคม และของโลก   

วิจารณ์ พานิช

๖ ม.ย. ๖๙  ปรับปรุง ๑๓ เม.ย. ๖๙