จูฬวัจฉเถรคาถา
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๘ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา
๒. ทุติยวรรค
หมวดที่ ๒
๑. จูฬวัจฉเถรคาถา
ภาษิตของพระจูฬวัจฉเถระ
ทราบว่า ท่านพระจูฬวัจฉเถระได้กล่าวคาถาไว้ดังนี้ว่า
[๑๑] ภิกษุที่มากด้วยความปราโมทย์ในธรรม
อันพระพุทธเจ้าทรงประกาศแล้ว
พึงบรรลุสันตบท (นิพพาน) อันเป็นธรรมเข้าไปสงบระงับสังขาร เป็นสุข
-------------------------
คำอธิบายเพิ่มเติมนี้ ดัดแปลงมาจาก
อรรถกถาจูฬวัจฉเถรคาถา
เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร.
ได้ยินว่า ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตตระ ท่านเกิดในตระกูลที่ยากจน สำเร็จการเลี้ยงชีพด้วยการรับจ้างคนอื่น เห็นพระเถระนามว่าสุชาตะ ผู้เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า แสวงหาผ้าบังสุกุลอยู่ มีใจเลื่อมใสเข้าไปหา ถวายผ้าแล้วกราบด้วยเบญจางคประดิษฐ์.
ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านเสวยราชย์ในหมู่เทพถึง ๓๓ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗๗ ครั้ง เป็นเจ้าประเทศราช ในวาระเป็นอเนก (นับครั้งไม่ถ้วน).
เมื่อท่านท่องเที่ยวไปมาในเทวดาและมนุษย์อยู่อย่างนี้ ในเมื่อศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่ากัสสปะ เสื่อมลง จึงบวชแล้วบำเพ็ญสมณธรรม แล้วท่องเที่ยวไปๆ มาๆ ในคติแห่งเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ตลอดพุทธันดรหนึ่ง แล้วเกิดในตระกูลพราหมณ์ กรุงโกสัมพี ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย ท่านได้มีนามว่าจูฬวัจฉะ.
จูฬวัจฉกุมารเจริญวัยแล้ว ถึงความสำเร็จในศิลปวิทยาของพราหมณ์ทั้งหลาย สดับพระคุณของพระพุทธเจ้าแล้วมีใจเลื่อมใส เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมแก่เขา. เขาได้ศรัทธาบรรพชาแล้วได้การอุปสมบท กระทำกิจแห่งบรรพชิตสำเร็จแล้ว เรียนกัมมัฏฐานที่เหมาะแก่จริตแล้วภาวนาอยู่.
ก็โดยสมัยนั้น ภิกษุชาวเมืองโกสัมพีได้เกิดแตกกัน.
ครั้งนั้น พระจูฬวัจฉเถระไม่ยึดถือลัทธิของภิกษุทั้งสองฝ่าย ตั้งอยู่ในโอวาทอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทานแล้ว เพิ่มพูนวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้ว.
สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
ครั้งนั้น สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตตระ ชื่อสุชาตะ แสวงหาผ้าบังสุกุลอยู่ที่กองหยากเยื่อ เราเป็นลูกจ้างของคนอื่นอยู่ในพระนครหงสาวดี ได้ถวายผ้าครึ่งผืนแล้ว อภิวาทด้วยเศียรเกล้า ด้วยกรรมที่ทำไว้ดีแล้วนั้น และด้วยการตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เราเป็นจอมเทวดา เสวยเทพสมบัติในเทวโลก ๓๓ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗๗ ครั้ง และได้เป็นเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์ โดยคณานับมิได้ เพราะถวายผ้าครึ่งผืนเป็นทาน
เราเป็นผู้ไม่มีภัยแต่ไหน เบิกบานอยู่ ทุกวันนี้ เมื่อเราปรารถนาก็เอาผ้าเปลือกไม้คลุมแผ่นดินนี้พร้อมทั้งป่าและภูเขาได้ นี้เป็นผลแห่งผ้าครึ่งผืน
ในกัปที่แสนแต่ภัทรกัปนี้ เราได้ให้ทานใดในกาลนั้น ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งผ้าครึ่งผืน
เราเผากิเลสทั้งหลาย แล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ครั้งนั้น พระจูฬวัจฉเถระบรรลุพระอรหัตแล้ว เห็นความพินาศจากประโยชน์ตนของผู้ที่ชอบการทะเลาะวิวาท ของภิกษุเหล่านั้น เกิดธรรมสังเวชและพิจารณาถึงคุณวิเศษที่ตนได้บรรลุแล้วด้วยอำนาจปีติและโสมนัส จึงได้ภาษิตคาถาว่า
ภิกษุผู้มากไปด้วยความปราโมทย์ ในธรรมอันพระพุทธเจ้าทรงประกาศแล้วพึงบรรลุสันตบทอันเป็นธรรมเข้าไปสงบระงับสังขาร เป็นสุข ดังนี้.
ก็ภิกษุเห็นปานนี้ย่อมบรรลุคือประสบสันตบทอันเป็นส่วนสงบระงับแล้ว ได้แก่พระนิพพาน ที่ชื่อเป็นที่เข้าสงบระงับสังขาร เพราะเข้าไปสงบระงับดับสังขารทั้งปวงได้ ชื่อว่าเป็นสุข เพราะเป็นสุขอย่างยิ่ง.