ปุณณมาสเถรคาถา
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๘ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา
๑๐. ปุณณมาสเถรคาถา
ภาษิตของพระปุณณมาสเถระ
ทราบว่า ท่านพระปุณณมาสเถระได้กล่าวคาถาไว้ดังนี้ว่า
[๑๐] ผู้ที่บรรลุความรู้สูงสุด (บรรลุนิพพานด้วยมรรคญาณ) เป็นผู้สงบระงับ สำรวมตนแล้ว
ไม่ข้องติดในธรรมทั้งหลายทั้งปวง
รู้ความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งโลก (อุปาทานขันธ์ ๕)
นับว่าได้กำจัดความเพ่งเล็งคือตัณหาในโลกนี้และโลกหน้าเสียได้
------------------
คำอธิบายเพิ่มเติมนี้ ดัดแปลงมาจาก
อรรถกถาปุณณมาสเถรคาถา
เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร.
ได้ยินว่า ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี พระเถระนั้นบังเกิดในกำเนิดแห่งนกจักรพรากเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไป มีจิตเลื่อมใสแล้ว จึงเอาจะงอยปากของตนคาบดอกสาหร่ายไป ทำการบูชาแล้ว. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ในกัปที่ ๑๗ แต่ภัทรกัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิถึง ๘ ครั้ง.
ส่วนในกัปนี้ เมื่อศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะ เสื่อมลง บังเกิดในตระกูลกุฎุมพี บวชแล้วบำเพ็ญสมณธรรมจุติจากนั้นแล้ว ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิดเป็นบุตรของพราหมณ์นามว่าสมิทธะ ในพระนครสาวัตถี ในพุทธุปบาทกาลนี้.
ในวันที่เขาเกิด หม้อเปล่าทุกใบในเรือนนั้น ได้เต็มไปด้วยสุพรรณมาศ (ถั่วทอง). ด้วยเหตุนั้น คนทั้งหลายจึงขนานนามเขาว่าปุณณมาส.
เขาเจริญวัยแล้วประสบความสำเร็จในวิชชาของพราหมณ์ทั้งหลาย กระทำการวิวาห์ ได้บุตรคนหนึ่ง เกิดเบื่อหน่ายการอยู่ครองเรือน เพราะเป็นผู้ที่สมบูรณ์ด้วยอุปนิสัย เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ฟังธรรม ได้เฉพาะแล้วซึ่งศรัทธา บรรพชาแล้ว ถึงพร้อมแล้วด้วยกิจทุกอย่าง หมั่นประกอบเนืองๆ ในกัมมัฏฐาน ๔ ขวนขวายวิปัสสนาแล้วบรรลุพระอรหัต.
ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ไว้ในอปทานว่า
ในกาลนั้น เราเป็นนกจักรพรากอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำสินธุ เรามีสาหร่ายล้วนๆ เป็นภักษา และสำรวมดีแล้วในสัตว์ทั้งหลาย เราได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี เสด็จไปในอากาศ จึงเอาจะงอยปากคาบดอกสาหร่าย บูชาแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี ผู้ใดตั้งศรัทธาอันไม่หวั่นไหวไว้ด้วยดีในพระตถาคตเจ้า ด้วยจิตอันเลื่อมใสนั้น ผู้นั้นจะไม่ไปสู่ทุคติ การที่เราได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ เป็นการมาดีหนอ เราเป็นนกจักรพรากได้ปลูกพืชไว้ดีแล้ว ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยดอกไม้ใด ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา.
ในกัปที่ ๑๗ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๘ ครั้ง มีพลมาก ทรงพระนามเดียวกันว่าสุจารุทัสสนะ. คุณวิเศษเหล่านี้คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า เราทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
ลำดับนั้น ภรรยาเก่าของท่าน ประสงค์จะเล้าโลมท่าน จึงประดับตกแต่งเข้าไปหาพร้อมด้วยบุตร ปรารภเพื่อจะกระทำการเปลือย โดยการกล่าวเล้าโลมที่ท่าน่ารัก.
พระเถระเห็นเหตุการณ์ของนาง เพื่อจะประกาศความที่ตนไม่เกี่ยวข้อง แม้ในอารมณ์ไหนๆ จึงได้ภาษิตคาถาว่า
ผู้ใดไม่ทะเยอทะยานในโลกนี้ หรือโลกอื่น ผู้นั้นเป็นผู้จบไตรเพท เป็นผู้สันโดษ สำรวมแล้ว ไม่ติดอยู่ในธรรมทั้งปวง เป็นผู้รู้แจ้งซึ่งความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปของโลก ดังนี้.
ผู้ใดรู้ความเกิดขึ้นและความสิ้นไปแห่งโลกมีขันธโลกเป็นต้นทั้งสิ้น ด้วยอาการครบทั้ง ๕๐ เป็นผู้จบไตรเพท เป็นผู้สำรวมแล้วไม่ติดอยู่ในธรรมไหนๆ ผู้นั้นไม่ทะเยอทะยานในธรรมทั้งปวง คือกำจัดเสียได้ สันโดษ บรรดาอาการที่ไม่เหมาะสมเช่นนั้น จะไม่สำคัญประการที่ไม่เหมาะสมไรๆ เลย.
ดูก่อนมารผู้อันธพาล เพราะฉะนั้น ท่านจงไปตามทางที่ท่านมาแล้วนั้นแหละ ดังนี้.
ครั้งนั้น หญิงนั้นรู้ว่า สมณะรูปนี้หมดความต้องการในเราและบุตร เราไม่อาจจะประเล้าประโลมสมณะรูปนี้ได้ จึงหลีกไป.