การทำความเข้าใจความถนัด ความชอบ และการเรียนรู้แบบแตกต่างกัน
ครูจะสามารถปรับการสอนให้ตรงจริตของผู้เรียนมากขึ้น ไม่ตัดสินเร็ว และไม่ผลักให้เด็กเกลียด ในวิชาที่เค้าไม่ถนัด
1. ความแตกต่างระหว่าง "ไม่ถนัด" กับ ไม่มีแรงจูงใจ
หากเด็กไม่เข้าใจ เราสามารถสอนใหม่ได้ แต่ถ้าเด็กไม่อยากเข้าใจ จง "ฟังให้มากขึ้น" ก่อนเริ่มสอน
ความถนัดของเด็ก ต้องการเทคนิคที่ช่วยให้เข้าใจ แต่ความไม่มีแรงจูงใจต้องการ คำถามเปิดใจก่อน
หากไม่ถนัด จะต้องการการสอนที่อธิบายซ้ำเดิม ช้าลง และมีตัวอย่างมากขึ้น
หากไม่มีแรงจูงใจ ต้องการครูที่ถามว่า เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับชีวิตเขายังไง มากกว่าการเร่งอธิบายเนื้อหา
การแยก 2 กลุ่มนี้สำคัญมาก เพราะวิธีช่วย นั้นต่างกันอย่างสิ้นเชิง
2. ต้นทุนทางสมอง ที่แตกต่างกันของเด็กแต่ละคน
- ความเร็วในการประมวลผล
- ความจำระยะสั้น
- ความสามารถด้านมิติสัมพันธ์
- ความถนัดที่แตกต่าง ภาษา เหตุผล ตัวเลข และศิลปะ
ครูมีหน้าที่ดึงความถนัด แล้วใช้จุดแข็งพาเด็กไปสู่เป้าหมายได้
3. ทำไมเด็กถึงเลือกเก่งบางวิชา
ตามทฤษฏีของ Self-Determination หากมีองค์ประกอบครบทั้ง 3 ข้อ เด็กมักจะ "เลือกที่จะเก่ง" ด้วยตนเอง
การที่เด็กจะทุ่มเทกับบางวิชา เพราะได้เห็นคุณค่าในสิ่งนั้น ได้เห็นความหมายของวิชานั้นๆ
4. ครูมีส่วนอย่างไรในการสร้าง ความถนัดในเด็ก
คุณครูสามารถสร้างอะไรได้มากกว่าความรู้
ครูที่ดี อาจไม่ใช่ครูที่มีคำตอบที่เก่งที่สุด แต่คือ ครูที่ฟังเด็กมากที่สดุ
ถ้าครูช่วยเด็ก ให้ค้นพบความถนัด เขาจะเริ่มสร้างเส้นทางได้เอง แม้ไม่มีเราอยู่ด้วย
5. ค้นหาจุดแข็งในการเรียนรู้ของเด็ก
เด็กอาจไม่ได้เก่งทุกด้าน แค่มีอย่างน้อย 1 ด้าน ที่เขาสามารถส่องแสงได้
คุณครูสามารถสร้างพื้นที่ที่หลากหลาย และให้ผู้เรียนเลือกวิธีแสดงออก
จุดแข็ง จะเริ่มเปิดเผยตัวเองออกมาโดยธรรมชาติ
6. สอนเด็กที่ไม่ถนัดอย่างไรให้เก่ง
ครูอาจต้องตั้งเป้าหมายเล็กที่พอจะสำเร็จได้ และใหญ่พอที่จะภาคภูมิใจได้
ลดสิ่งที่อาจทำให้เด็กขาดความมั่นใจ เด็กที่ไม่ถนัด ต้องการพื้นที่ปลอดภัย มากกว่าคำสอนที่สมบูรณ์
บางทีคุณอาจจะกลายเป็นคนที่ต้องกลับไปขอบคุณตนเอง ที่ไม่ตัดสินเด็กเร็วเกินไป ก็ได้
