ไทยช่วยไทย..ได้อะไรมากกว่าที่คิด
ความตั้งใจในเช้าวันนี้ ที่คิดไว้หลายวันแล้ว จะไปดูงานการค้าการขายเขาจัดกัน ณ หน้าที่ว่าการอำเภอทุกวันศุกร์ของเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๙ ช่วงนี้มีข่าวว่าจัดกันทุกอำเภอทั่วประเทศ
รู้จักกันดีในชื่อธงฟ้าราคาประหยัด หรือไทยช่วยไทย เพื่อคืนกำไรให้ผู้บริโภค
ครั้งนี้จัดเป็นครั้งที่ ๓ ของเดือน ตอนแรกเข้าใจว่าคนค้าคนขายน่าจะเยอะ แต่น้อยเกินคาด ร้านค้าในชุมชนคนเลาขวัญมีไม่มาก อาจเป็นเพราะฝนฟ้าไม่อำนวยก็อาจเป็นไปได้
คนที่บ้านถามว่าอยากไปซื้ออะไรเป็นพิเศษ ตอบได้ในทันทีว่า จะไปซื้อผักสดมาทำน้ำหมัก จะไปซื้อน้ำฟักทองมาดื่ม เขาบอกว่ามีอยู่เจ้าหนึ่งอร่อยมาก ก็เลยต้องไปเป็นส่วนหนึ่งของงานไทยช่วยไทย
คนที่นั่งข้างๆก็เลยจำใจต้องไปด้วย แต่ก็ดีไปอย่าง จะได้ไม่ต้องไปตลาดนัดในตอนเย็น
งานนี้หาแผงผักสดแทบจะไม่เจอ เห็นมีแต่ผักเคว รูปร่างคล้ายผักคะน้า กับ ผักหูเสือ ซึ่งเคยได้ยินแต่ชื่อ วันนี้เห็นตัวเป็นๆ เลยซื้อมากินและเผื่อไว้สำหรับปลูกด้วย
เขาบอกว่าต้นหูเสือหรือใบหูเสือนี้มีสารพัดประโยชน์ควรปลูกไว้ในรั้วบ้าน มีกลิ่นหอมแรงเฉพาะตัว ในภาคอีสานมักใช้ยอดอ่อนกินคู่กับเมนูลาบ หรืออาหารที่มีกลิ่นคาว เพราะช่วยดับกลิ่นได้ดี
เดินหาผักสดไม่ได้ ตัดสินใจซื้อผลไม้แทน ซื้อขนุนกับมะไฟหวาน ก็เพื่อขอซังขนุนกับเจ้าของร้าน แม่ค้าใจดีโกยซังขนุนใส่ถุงให้อย่างเยอะ เพียงพอที่ผมจะทำน้ำหมักได้ สัก ๓ - ๔ ลิตร
แค่นี้ก็ดีแล้ว สำหรับการมาเที่ยวชมงานไทยช่วยไทย แล้วได้ผักและผลไม้ถูกใจกลับบ้าน
แต่คนที่บ้านยังไม่พอ ยังเพลิดเพลินกับการจับจ่าย ทั้งที่ไม่อยากมาตั้งแต่แรก แต่เดินไม่หยุดฉุดไม่อยู่ แวะทุกร้าน เห็นยกเว้นแต่ร้านน้ำหวาน ร้านเสื้อผ้ามือสอง กับร้านรองเท้าเท่านั้น
ผมต้องเดินตามและเดินนำของที่ซื้อแล้ว หิ้วกลับมาไว้ที่รถถึง ๓ รอบ รอบแรกจำได้ว่าเป็นผลไม้ นำโดยทุเรียน มะม่วงอกร่อง เงาะ ลูกหว้า และมะนาว ของผมก็มีแค่ขนุนกับมะปรางหวาน เท่านั้น
รอบสองเน้นเป็นพวกคาวหวาน มีน้ำพริกทุกรสชาติ ข้าวเหนียวหมูปิ้ง ขนมต้ม ข้าวเหนียวถั่วดำ ขนมบ้าปิ่น แซนวิช ผมรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย ก็เลยซื้อข้าวคลุกกะปิมาเตรียมไว้เป็นมื้อเช้า
จริงๆแล้วก็น่าจะพอ แต่เธอก็ยังอุตส่าห์ไปยืนรอคิวเข้าแถวกับเขาที่เต็นท์พาณิชย์จังหวัด
เพื่อซื้อข้าวสาร น้ำมันพืช น้ำตาล และไข่ไก่ ยืนรอนานมากจนผมรู้สึกหิวข้าว อากาศเริ่มจะร้อน ชาวบ้านที่เข้าแถวรอก็เริ่มจะกระสับกระส่าย แต่คนที่บ้านผมยืนยิ้มที่ได้มีส่วนร่วมในงานนี้
ผมมารู้ทีหลังว่าที่เธอยืนรอ มิใช่เพราะของราคาถูกมาก (แต่ก็ต้องซื้อในปริมาณที่จำกัด)
ข้าวสารถุงละ ๘๐ บาท ไข่ถาดละ ๘๐ บาท อีก ๒ รายการก็ราคาไม่แพง การได้ยืนรอบ้าง ได้เห็นผู้คน ได้เห็นเขาจัดข้าวของและจัดร้าน มันให้ความรู้สึกที่ตื่นเต้น
งานนี้ยังดีแม้มีร้านค้าไม่มากนัก แต่ได้พิธีกรประชาสัมพันธ์พูดคุยบอกกล่าวอยู่ตลอด ว่าร้านไหนมาจากไหน รสชาติอาหารเป็นอย่างไร จึงทำให้ลูกค้าจับจ่ายกันอย่างสนุกสนาน
โดยเฉพาะน้ำพริกกากหมูของชุมชนคนเลาขวัญ อร่อยสมคำร่ำลือตามที่ประชาสัมพันธ์กันจริงๆ
คราวนี้ก็ถึงรอบที่สาม หิ้วของกินเดินกลับมาที่รถ จัดของอีกครั้งว่าสิ่งใดจะไว้ท้ายรถ หรือจะจัดวางไว้ในรถ เพราะมันเต็มไปหมด ไม่น่าเชื่อแค่ชั่วโมงเดียว กับงานไทยช่วยไทย ได้อะไรมากกว่าที่คิด
สงสารก็แต่แม่ค้าทั่วไป ทำอย่างไรจะช่วยให้เขาขายได้ดีกว่านี้ เวลาเจ้าหน้าที่ของจังหวัดมาเปิดทำการขาย ถ่ายภาพเป็นระลึก ผู้คนมามุงหน้าร้านกันเต็มหมด แล้วไม่กลับไปอุดหนุนสินค้าอื่นๆกันอีกเลย
สิ่งที่ผมมองว่าน่าจะปรับปรุงก็คือการบริหารจัดการ รอนานมากและไม่คล่องตัว จังหวัดคงจะกลัวเรื่องเงินสดที่ได้จะไม่เป็นระบบ น่าจะเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีทำ เพื่อร่วมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
แยกร้านขายข้าวสาร ขายน้ำมันพืช น้ำตาล และไข่ไก่ ไปอยู่ท่ามกลางร้านค้าขายของชาวบ้าน โดยให้พนักงานเจ้าหน้าที่ เข้าไปมีส่วนร่วมกิจกรรมการค้า ภาพและรายได้น่าจะได้ใจทั้งสองฝ่าย
ผมเป็นห่วงครับ ยึดแต่นโยบายขายเอามันอยู่คนเดียว เดี๋ยวจะไม่มีใครคบนะจะบอกให้
ชยันต์ เพชรศรีจันทร์
๒๓ พฤษภาคม ๒๕๖๙







