การปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best practice)

การทำงานอย่าหวังผลเลิศ แต่ให้ค้นหาวิธีการอันเลิศ แล้วผลเลิศจะตามมาเอง

                ในการทำงานใดๆก็ตามจะหนีไม่พ้นเรื่องของวิธีการทำงาน  การทำงานที่ดีจะให้ผลงานที่ดีได้ โดยหลวงปู่พุทธอิสระ ได้เขียนลงในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งมีประโยคที่ให้แง่คิดที่ดีว่า การทำงานอย่าหวังผลเลิศ แต่ให้ค้นหาวิธีการอันเลิศ แล้วผลเลิศจะตามมาเอง เป็นไปตามทฤษฎีเชิงระบบที่ว่า นำปัจจัยนำเข้ามาผ่านกระบวนการจะได้เป็นผลผลิต แล้วนำเอาผลผลิตที่ได้มาสร้างปฏิกิริยาตอบกลับไปที่กระบวนการและปัจจัยนำเข้า

                ทุกหน่วยงานต่างก็อยากได้ อยากมีวิธีการปฏิบัติที่ดีหรือเป็นเลิศ  แต่การจะบอกว่าดีหรือเลิศนั้นจะต้องมีการเปรียบเทียบกันหรือที่เรียกว่า Benchmarking นั่นเอง อาจเปรียบเทียบผลงานของตนเองในปัจจุบันกับในอดีตหรืออาจเปรียบเทียบกับคู่แข่งหรือคนอื่นๆก็ได้ ในการเปรียบเทียบมาตรฐานนี้สามารถเปรียบเทียบได้ทั้งผลงาน (Results) หรือ วิธีการ (Processes) ก็ได้   แต่ที่จะช่วยชี้ชัดและได้รับการยอมรับกันดีว่าดีจริงในความเห็นหรือสายตาของคนอื่นๆ องค์การอื่นๆนั้นต้องเปรียบเทียบที่ผลลัพธ์ที่ได้ก่อน แล้วค่อยย้อนกลับไปดูวิธีปฏิบัติงาน เพราะผลลัพธ์เป็นผลของวิธีการปฏิบัติซึ่งเป็นเหตุ   เมื่อผลดีเหตุก็น่าจะดีไปด้วย

                การนำวิธีการปฏิบัติมาเปรียบเทียบกันเลยนั้นจะตัดสินกันได้ยาก แล้วจะแน่ใจได้อย่างไรว่าวิธีปฏิบัติที่บอกว่าดีนี้จะให้ผลลัพธ์ที่ดีแน่ เหมือนหลายๆครั้งที่ผมได้พบหรือมีโอกาสได้ร่วมทำกิจกรรมกลุ่มในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ กลุ่มก็มักจะเอาวิธีการปฏิบัติมาเปรียบเทียบกันเลย โดยกำหนดขั้นตอนการทำงานหลักๆเป็นปัจจัยหลักแห่งความสำเร็จที่จะเอามาเปรียบเทียบกัน กลายเป็นว่าไปเอาวิธีตามตำราที่มีอยู่มาเขียนหากใครทำได้ละเอียดหรือใกล้เคียงกับตำราที่เป็นที่ยอมรับกันอยู่แล้วมากกว่าก็จะมองว่าเป็นวิธีการปฏิบัติที่ดีกว่า ทำให้ยึดติดตราและไม่ได้พยายามคิดสร้างสรรค์วิธีการทำงานแบบใหม่ๆนอกตำรา จึงมักพบเสมอว่าโรงพยาบาลที่มีความพร้อมมากกว่ามักจะกลายเป็นมีวิธีการทำงานที่ดีกว่าเพราะทำได้ครบขั้นตอนมากกว่า ซึ่งผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง หากขั้นตอนที่ตำรากำหนดไว้ 10 ขั้นตอน โรงพยาบาลAทำได้ 9 ขั้นตอน โรงพยาบาล B ทำได้ 7 ขั้นตอน โรงพยาบาลC ทำได้ 5 ขั้นตอน หากเปรียบเทียบวิธีขั้นตอนการทำงานเลยคนจะมองว่าโรงพยาบาลAมีวิธีปฏิบัติที่ดีกว่า อีก 2 โรงพยาบาลต้องพยายามทำให้ได้ตามโรงพยาบาลA ถ้าเทียบอย่างนี้หลังจากแลกเปลี่ยนเรียนรู้แล้วคนในโรงพยาบาลอื่นๆก็มักไม่ค่อยทำตามวิธีของAที่กลุ่มเห็นว่าเป็นวิธีปฏิบัติที่ดี เพราะโรงพยาบาลอื่นอาจมีอุปสรรคด้านงบประมาณ ด้านคน ด้านเครื่องมือ สุดท้ายกลับไปก็ทำแบบเดิมๆของตนเองดีกว่า ไม่อยากจะปรับปรุงอะไร แต่หากนำเอาผลลัพธ์จากการปฏิบัติตามวิธีปฏิบัตินี้ของแต่ละโรงพยาบาลมาดูด้วย เช่นถ้าเป็นวิธีการทำแผลปลอดเชื้อ ปรากฎว่าทั้ง 3 โรงพยาบาลได้ผลลัพธ์เท่ากันคืออัตราการติดเชื้อร้อยละ 2 อย่างนี้จะบอกว่าของC ดีน้อยกว่าก็ไม่ได้  เพราะของ C ได้ผลเท่ากับA, B แต่ขั้นตอนน้อยกว่า ยุ่งยากซับซ้อนน้อยกว่า ใช้ทรัพยากรน้อยกว่า ใช้เครื่องมือน้อยกว่า น่าจะถือว่าของ C เป็น Best practice ที่อีก 2 โรงพยาบาลต้องนำมาดูหรือมาฟังแล้วว่าเขาทำได้อย่างไร ทำงานน้อยกว่าแต่ได้ผลดีเท่ากัน แต่ถ้าผลของ A 1%, B 2, C 2.5% แสดงว่าของ A ดีกว่าเพราะให้ผลลัพธ์ที่ดีชัดเจน ส่วนของ B และ C น่าจะทำไม่ครบขั้นตอนจึงมีการติดเชื้อมากกว่า ถ้าเป็นการเปรียบเทียบของภาคเอกชนจะเห็นได้ชัดเพราะจะดูจากผลกำไร ขากทุน จำนวนลูกค้า เป็นต้น

                การค้นหาวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศจึงควรเทียบเคียงผลลัพธ์มากกว่ากระบวนการ เมื่อได้ผลลัพธ์ที่ดีแล้วก็ไปดูว่าเขาทำอย่างไร เราจะได้นำเอาไปปรับปรุงวิธีการทำงานของเราบ้าง หากจะทำการแลกเปลี่ยนเรียนรุ้โดยใช้เครื่องมือธารปัญญา การกำหนดตารางอิสรภาพต้องกำหนดประเด็นที่จะแลกเปลี่ยนหรือKnowledge Vision ให้ชัด ตัวอย่างเช่น การดูแลผู้ป่วยเบาหวานที่ดี ทีมต้องมาตกลงกันก่อนว่า ที่ว่าดีนั้นคืออย่างไร กำหนดเป็นปัจจัยชี้วัดความสำเร็จออกมา อาจเป็นอัตราการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่เกิน 140 มก.% , อัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางไตไม่เกิน  อัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางตาไม่เกิน อัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการใช้ยาไม่ถูกต้อง อัตราความพึงพอใจในการเข้ามารับบริการ แล้วก็นำเกณฑ์เหล่านี้ไปกำหนดค่าคะแนนสำหรับให้คะแนนจาก 1-5 พอได้ตารางอิสรภาพขึ้นมาแล้วก็ให้แต่ละโรงพยาบาลประเมินตนเองตามผลลัพธ์จริงที่ทำอยู่ในโรงพยาบาล(เน้นต้องมีข้อมูลที่แสดงผลลัพธ์จริง ไม่ใช่นึกเอาเอง) พอประเมินเสร็จเอามาเปรียบเทียบกัน ก็จะได้โรงพยาบาลที่มีผลลัพธ์ดี ให้เขามาเล่าถึงวิธีการปฏิบัติที่ทำให้ผลลัพธ์ดีอย่างนี้ เรียกว่าBest practice ของกลุ่ม เมื่อแลกเปลี่ยนกันเสร็จแล้ว Note taker ก็บันทึกความรู้ที่ได้ให้โรงพยาบาลต่างๆนำไปคิดวิเคราะห์และประยุกต์ใช้กับโรงพยาบาลของตนเอง พอปฏิบัติไปได้สักระยะหนึ่งก็นัดกลับมาประเมินผลกันใหม่เพื่อปรับ Best practice ขึ้นเรื่อยๆ เป็นการหมุนเกลียวความรู้ (Knowledge spiral) หรือยกระดับความรู้ไม่มีที่สิ้นสุด

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน PracticalKM

คำสำคัญ (Tags)#kmกับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้

หมายเลขบันทึก: 7278, เขียน: 16 Nov 2005 @ 09:41 (), แก้ไข: 14 Jun 2012 @ 21:08 (), สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 5, อ่าน: คลิก


ความเห็น (5)

JJ
IP: xxx.12.97.116
เขียนเมื่อ 

เรียน ท่าน ผอ.ติ่ง

 ขอแสดงความยินดี ที่ท่านได้รางวัล "คนทำดี" สองเดือนซ้อนครับ

 ผมดีใจที่ท่าน นำสิ่งที่ หลวงพ่อพุทธอิสระ มาเสนอในวันสำคัญ คือ วัน "ลอยกระทง" ครับ

 ทำงาน เพื่องานครับ เราเป็นข้าราชการ โดยเฉพาะ ครู อาจารย์ ทำการ " พัฒนา ตน คน งาน และ องค์กร" และ ต้อง ปลูกฝัง คนรุ่นใหม่ๆครับ

JJ

สมลักษณ์
IP: xxx.28.21.4
เขียนเมื่อ 
   เข้าใจว่า ภาษาอังกฤษในวงเล็บเป็น Best Practice ครับ คงรีบจึงพิมพ์ผิด
พิเชฐ
IP: xxx.147.99.174
เขียนเมื่อ 
ขอบคุณครับ ผมได้แก้ไขแล้วครับ
สามารถ ศรีจำนงค์
IP: xxx.147.32.217
เขียนเมื่อ 

คุณหมอติ่งครับ

ผมว่าคำ "การปฏิบัติที่เป็นเลิศ" ที่ใช่แทนคำ Best Practice ออกจะยาวไปจะไม่ติดตลาด อ่านจากที่คุณหมอเล่าให้พวกเราฟัง sense มันน่าจะอยู่ที่คำว่า Best มากกว่า Practice ผมขอเสนอให้พิจารณาหลายคำดังต่อไปนี้นะครับ

        -  ยอดปฏิบัติ

        -  เยี่ยมปฏิบัติ

        - ปฏิบัติสุดเยี่ยม

        - ปฏิบัติเยี่ยมสุด

        - ปฏิบัติการสุดเลิศ

        - ผลงานดีสุด

        - ดีสุดที่ทำได้

    

       

 

 

phichet
IP: xxx.180.1.144
เขียนเมื่อ 
Thanks. In the other opinions,Would you like to tranlate"Best practice" in Thai?