วิถีแห่งข้า (ตอนที่ 16) วาตภัยม้วนกวาด ยุทธภพปั่นป่วน! หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจใหญ่ในเมืองหลวง ข้าพเจ้าสะพายห่อผ้าก้าวเท้ากลับคืนสู่ระนอง ทว่าสถานการณ์รอบกายกลับหมุนวนดั่งพายุคลั่ง สุขภาพของประมุขคนใหม่ทรุดโทรมลงอย่างน่าใจหาย ข้าพเจ้าต้องรุดออกตรวจตราพื้นที่ถี่ขึ้น—จะว่าไปทำงานก็มิใช่ จะว่าท่องเที่ยวก็มิเชิง คล้ายพเนจรไปบนเส้นทางสายเปลี่ยว ยามนั้น แผ่นดินสยามเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง เศรษฐกิจพังทลายดั่งตึกถล่ม ทว่าระนองกลับเป็นข้อยกเว้น! ในตลาดระนองธานี ปลาวัวย่างยังคงส่งกลิ่นหอมโชยโชยพร้อมนำไปปรุงแกงไตปลา ใบเหรียงสดเขียวขจียังคงตรึงราคาเดิม ลูกเนียงอ่อนยังคงวางกองเด่นเป็นสง่า และในตลาดยามอาทิตย์อัสดงหน้าสนามกีฬาเทศบาล แกงถุงพื้นบ้านยังคงมีให้เลือกสรรอย่างละลานตา ทราบได้ว่า…วิถีชีวิตของชาวประชาหาได้สั่นคลอนตามกระแสโลกไม่! หากแม้นท่านเดินทางผ่านปากคลองละอุ่น จุดที่นาวาซามูไรถูกระเบิดจมดิ่งสู่ก้นวารีเมื่อครั้งมหาสงครามโลกครั้งที่สอง ณ ที่นั้นมีตึกแถวโบราณตั้งตระหง่าน นาม “โรงเตี๊ยมไผ่เขียว” เป็นแหล่งซ่องสุมของผู้พิสมัยรสชาติปลาสดและเนื้อสัตว์ป่า ข้าพเจ้าแวะเวียนมาที่นี่ทุกครั้งยามออกท่องเขตละอุ่นและกระบุรี อาหารอันเป็นเอกลักษณ์ลือชื่อจนต้องอุทานด้วยความอัศจรรย์ใจคือ กบภูเขาทอดกระเทียมพริกไทยรสเด็ด ผัดเผ็ดหมูป่าอันร้อนแรง ต้มยำปลาเก๋ารสจัดจ้าน ผัดฉ่าปลาดุกทะเล และปูนิ่มทอดพริกไทยดำรสลึกล้ำ ลึกเข้าไปในตัวอำเภอละอุ่นอีกสิบเจ็ดลี้ มีร้านบะหมี่ซ่อนตัวอยู่หลังที่ว่าการเพียงร้านเดียว หากท่านไปถึงหลังยามเที่ยง (ช่ายสือ) ย่อมต้องคว้าน้ำเหลวกลับไปอย่างหิวโหย! ตรงข้ามโรงเตี๊ยมไผ่เขียวคืออุทยานแห่งชาติลำน้ำกระบุรี ที่ซึ่งมีสะพานไม้ทอดยาวให้ทัศนาป่าชายเลนอันอุดมสมบูรณ์ ยุคนั้นถึงกับมีบัณฑิตหนุ่มจากมหาวิทยาลัยโตเกียว เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาทำวิทยานิพนธ์เพื่อศึกษาพฤติกรรมของ “ปู” ณ สถานที่แห่งนี้ หากเหยียบย่างเข้าเขตกระบุรี แล้วมองหาอาหารตามสั่ง มิต้องลังเล…จงมุ่งหน้าสู่ “ร้านอาหารท่าเรือ” ริมฝั่งแม่น้ำกระบุรี ยามนั่งจิบน้ำชาพลางทอดสายตามองไปยังฝั่งพม่า ใจข้าพเจ้าพลันเกิดความโทมนัสและแค้นเคืองพวกตระกูลอังกริดยิ่งนัก! ด้วยแผ่นดินตรงนั้นเดิมทีเป็นของไทย ประชากรที่อาศัยอยู่ก็สายเลือดไทย ทว่ากลับถูกเฉือนแบ่งไปเสียได้ ร้านนี้มีกุ้งแม่น้ำเผาเป็นอาวุธเด็ด อาหารทะเลสดซึ้ง ครัวของเขาตั้งอยู่ใกล้ทางเดิน หากท่านหยุดยืนเพ่งมอง ย่อมต้องถูกพ่อครัวตะโกนขับไล่ด้วยความโกรธา เพราะเป็นกฎเหล็กห้ามผู้ใดแอบดูเคล็ดวิชาในห้องครัว! แต่หากท่านเป็นเพียงคนเดินทางผ่านทับหลี จงแวะกินข้าวมันไก่เจ้าเก่าแก่ แต่ต้องสืบความให้ดีมิเช่นนั้นจะเข้าร้านผิด ซาลาเปาก็เช่นกัน มีทั้งเจ้าเก่าดั้งเดิมและเจ้าใหม่โผล่ขึ้นมาประชันฝีมือ ยามเคลื่อนขบวนถึงอำเภอกะเปอร์ มิอาจรอดพ้น “ร้านข้าวแกงตรงข้ามที่ว่าการ” ไปได้ ที่นี่มีแกงส้มไข่ปลาลิวกิว เม็ดกลมใสสะท้อนแสงประดุจไข่มุก และปลาทอดขมิ้นเหลืองอร่ามกรอบนอกนุ่มใน จากนั้นข้าพเจ้าจะขับรถเลยไปซื้อกะปิชั้นเลิศที่บ้านฝั่งซ้ายมือ ซึ่งตำด้วยครกไม้ตามกรรมวิธีโบราณ ชาวบ้านลือกันว่า หากไปซื้อเจ้าอื่น พ่อค้าอาจใช้เท้าที่สวมรองเท้าบูทลงไปเหยียบย่ำแทนการตำ! วันใดที่ใจถวิลหา “โรตีที่ยอดเยี่ยมที่สุดในใต้หล้า” ข้าพเจ้าต้องมุ่งหน้าสู่ตลาดบ้านหงาว ณ “โรงเตี๊ยมสารพัดรส นิสรา” ที่นี่มีโรตีให้เลือกสรรหลากรูปแบบ จะกินเปล่า ๆ หรือจุ่มลงในน้ำแกงรสเข้มข้นก็สุดแท้แต่ ร้านนี้คือนายบ่อนผู้ให้กำเนิดแผ่นโรตีสำเร็จรูปที่แพร่หลายในยุทธภพทุกวันนี้ เมื่ออิ่มหนำสำราญแล้ว ขับรถตัดเข้าป่าชายเลน เดินทอดน่องท่ามกลางความร่มรื่นเงียบสงบ ก็นับเป็นความรื่นรมย์ประการหนึ่ง หากมีอาคันตุกะระดับผู้บัญชาการเดินทางมาตรวจราชการ มื้อค่ำย่อมต้องต้อนรับ ณ “ปากน้ำซีฟู๊ด” ลิ้มรสวารีสด ๆ พลางชมเกลียวคลื่นและแสงประทีปจากเรือประมงที่วับแวมกลางทะเลลึก ยามดวงจันทร์ลอยเด่น น้ำทะเลจะหนุนสูงซึ่งชาวระนองขนานนามว่า “น้ำใหญ่” ร้านนี้ทัศนียภาพงดงามตระการตา ส่วนราคานั้น…นับว่าสูงล้ำอยู่บ้างเป็นธรรมดา ตกดึกยามท้องร้องประท้วง ต้องรุดไปกินข้าวต้มกุ๊ยที่ “ร้านแอสโซ่” ข้างถนนเพชรเกษม เมนูที่ข้าพเจ้าโปรดปรานที่สุดคือปลาต้มเค็ม ส่วนอาหารอื่นรสชาติเข้าขั้นมาตรฐานมิได้โดดเด่น หากปรารถนาแกงส้มรสใต้แท้ ๆ ดุดัน แสบร้อนถึงทรวง ต้องแวะ “สมบูรณ์โภชนา” ฝั่งตรงข้ามเยื้องกับโรงแรมจันทร์สมธารา ทว่า…หากท่านเลือกที่จะลงเรือสำเภาข้ามฟากไปเสี่ยงโชคยัง “เกาะสน” แล้วเกิดมือขึ้น ลาภลอยมาเยือน ดวงเฮงดั่งมังกรติดปีก ขากลับข้าพเจ้าขอแนะนำให้แวะภัตตาคารหรูหราของโรงแรมอันดามันคลับ สั่ง “หมูหันหนังกรอบ” ตัวละห้าพันตำลึง (บาท) มาฉลองชัยให้สำราญใจ! ที่ข้าพเจ้าพรรณนาแต่เรื่องอาหารการกินมิหยุดหย่อน…ก็เพราะคนพัทลุงยึดถือคติพจน์โบราณสืบต่อกันมาว่า:
"เรื่องกินเรื่องเล็ก...ถ้ามิได้กิน เรื่องใหญ่!"
เยี่ยมมากเลยค่ะ