รัฐสภา

My way (15) : วิถีพยัคฆ์เหยียบวายุ

ภาค 1: ย่างก้าวสู่ทำเนียบพญามังกร

ตึกรัฐสภาสอง… บัดนี้กลายเป็นแดนฝึกปรือฝีมือแห่งใหม่ของข้า ในตำแหน่ง เลขานุการคณะอนุกรรมาธิการจัดทำประชาพิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญ

ทั่วทั้งบริเวณเต็มไปด้วยผู้คนพลุกพล่าน ปานมดปลวกแย่งชิงเศษอาหาร การนำพาพาหนะคู่ใจเข้าออกช่างยากเย็นแสนเข็ญราวกับจะปีนป่ายขึ้นสู่สรวงสวรรค์ สุดท้ายข้าพเจ้าจึงต้องพึ่งพิงบาทวิถีเบื้องหน้าสวนสัตว์เขาดินวนา เป็นที่สถิตพักพิงชั่วคราว ยามเมื่อก้มหน้ามองดูตำราขอบข่ายภารกิจที่ต้องแบกรับ… งานก็ใหม่ คนก็ใหม่ แถมยังต้องแผ่ขยายอาณาเขตไปทั่วสากลโลก (ทั่วประเทศ) ในใจพลันบังเกิดความกังขา… ตัวข้าจะทานทนไหวหรือ?

ผู้ที่ฉุดดึงข้าเข้าสู่สมรภูมิแห่งนี้คือ ดร. ประวิทย์ ทองศรีนุ่น สสร. เมืองพัทลุง บุรุษผู้เป็นประธานอนุกรรมาธิการ เราสองเคยร่วมระกำลำบากในสำนักสมาพันธ์ครูประถมฯ มานานหลายหนาว พี่ประวิทย์ผู้นี้คือยอดนักสู้แห่งมวลชนครูประชาบาล ผ่านการอาบน้ำร้อนน้ำชามาทุกสระ มีมิตรสหายทั่วหล้า จึงกวาดต้อนยอดฝีมือจากทุกศาสตร์มารวมตัวกัน

ทว่า… เหนือฟ้ายังมีฟ้า คณะอนุกรรมาธิการชุดเรา ยังต้องอยู่ใต้ร่มเงาของพรรคใหญ่ (คณะกรรมาธิการใหญ่) ที่มี ศาสตราจารย์ ดร. อมร รักษาสัตย์ เป็นเจ้าสำนัก และมี ดร. สนั่น อินทรประเสริฐ เป็นเลขาธิการคอยบงการ พวกเขาจัดส่งสายสืบมาร่วมเป็นอนุกรรมการ และเป็นผู้กำถุงเงินงบประมาณเอาไว้ในมือ!

ภาค 2: คัมภีร์ดาบสองคม และ คลังสมบัติเคลื่อนที่

งานธุรการและการคลัง… ล้วนเป็นชนักปักหลังที่เลขานุการต้องแบกรับโดยแท้ แต่เดิมข้าพเจ้าไร้ซึ่งวรยุทธ์และประสบการณ์ในด้านนี้ จึงต้องเร่งเร้าศึกษาอย่างบ้าคลั่ง แม้จะมีโองการจากสภาส่วนกลาง (มติ ครม.) ประกาศยกเว้นคัมภีร์จัดซื้อจัดจ้าง มิระเบียบพัสดุมาแผ้วพาน แต่ในสายตาของข้า สิ่งนี้มิใช่โชคลาภ… มันคือ “ดาบสองคม” ที่พร้อมจะวกกลับมาทิ่มแทงหัวใจในภายหลัง!

ข้าพเจ้าจึงมิยอมละทิ้งระเบียบ หากแต่ใช้วิธีรวบรัดขั้นตอนตัดทอนเวลาให้ฉับไว เพราะทั้งตัวข้าและผู้ช่วย ต่างก็กินเบี้ยหวัดจากทางการ (ข้าราชการ) วินัยทหารย่อมครอบงำหัวศีรษะอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

• งานธุรการ: จัดเตรียมวาระปะฉะดะ, ร้องขอห้องหับ, แจกจ่ายเบี้ยประชุม, บันทึกถ้อยคำ และขับเคลื่อนมติ… ทุกสิ่งล้วนเป็นหน้าที่ของข้า

• งานการเงิน: ร่างแผน, ขออนุมัติ, คุมคลังเงินหลวง… นี่คือสิ่งที่ต้องระมัดระวังเป็นแสนล้านเท่า เพราะในโลกีย์วิญญูชน ทุกผู้คนล้วนหิวโหยเงินตรา!

การแบกรับเงินหลวงกองโต มิได้ต่างอะไรกับการเป็นกรรมกรแบกเศษกระดาษ ตั๋วเงินใบละพันมัดรวมกันหนึ่งพันใบ หนักหนึ่งกิโลกรัม มีมูลค่าหนึ่งล้านตำองทอง วันใดที่ต้องกรีธาทัพไปจัดงานในแดนไกล ต้องพกพาตั๋วเงินหนักสามกิโลกรัมติดตัว… ช่างเป็นภาระอันหนักอึ้งชวนให้ขวัญหนีดีฝ่อ!

การตรวจสอบฎีกาจ่ายเงินจะทำโดยโดดเดี่ยวระกำใจมิได้ ข้าพเจ้าจึงตั้งกองกำลังไร้ตำแหน่งขึ้นมาช่วยคัดกรอง ทว่า… ยามเมื่อเกิดเภทภัย เลขานุการย่อมต้องรับเคราะห์เพียงผู้เดียว ข้าพเจ้าจึงต้องมี “สมุดบันทึกรับ-จ่ายลับ” (ไดอารี่) ไว้ข้างกายหนึ่งเล่ม เพื่อบันทึกทุกสรรพสิ่งไว้เป็นหลักฐานคุ้มครองชีวิต

ไม่เพียงเท่านั้น งานพัสดุจัดจ้าง ตั้งแต่สั่งพิมพ์คัมภีร์ประชาพิจารณ์, มอบหมายงานให้ สสร. จังหวัด, จ่ายค่าเบี้ยบ้ายรายทางให้ทีมวิเคราะห์ข้อมูล ไปจนถึงค่าเช่าโรงเตี๊ยมจัดงานในหัวเมืองต่างๆ… ทุกตำลึงทองถูกตราไว้ในไดอารี่เล่มนั้นอย่างไร้ร่องรอยพิรุธ

เพียงหนึ่งสัปดาห์… ค่ายกลการบริหารของข้าพเจ้าก็เสร็จสมบูรณ์ ข้าพเจ้าดึงตัวยอดฝีมือผู้ทรงคุณธรรมและสติปัญญาเข้ามาร่วมทัพ ประทานเงินค่าเดินทางและเบี้ยเลี้ยงอย่างสาสม บ่อยครั้งยังส่งพวกเขาทะยานขึ้นสู่เวหา (นั่งเครื่องบิน) ไปปฏิบัติภารกิจในแดนไกล

ภาค 3: หนูช่วยราชสีห์ และ ยอดคนกลางสมรภูมิ

ณ โรงเตี๊ยมรอยัลคริฟ พัทยา บนยอดเขาพระตำหนัก… เหล่าผู้เฒ่า สสร. กำลังเปิดศึกน้ำลายถกเถียงหัวข้อประชาพิจารณ์กันอย่างเอาเป็นเอาตายตั้งแต่เช้าจรดเย็น จนหวิดจะมีการประลองยุทธ์ (วางมวย) ระหว่าง สสร. ผู้มีโทสะแรงกล้า

ยามนั้นประธานประวิทย์หันมาหาข้า ขอให้ช่วยคลี่คลายสถานการณ์ ข้าพเจ้าขอเวลาเพียงยี่สิบดีดนิ้ว (20 นาที) รังสรรค์ค่ายกลตรวจสอบ (Checklist) ตามหัวข้อสำคัญในร่างรัฐธรรมนูญ แล้วให้ทุกท่านทำเครื่องหมายเลือก คล้อยหลังเพียงครึ่งชั่วโมง… ลำดับความสำคัญจากมากไปหาน้อยก็ปรากฏชัด ความสงบสยบความเคลื่อนไหวทันที! ทุกฝ่ายแยกย้ายไปพักผ่อนเสพสุขในราตรีนั้น… ข้าพเจ้าคลี่คลายวิกฤตได้ด้วยวิชาโท “วัดผลการศึกษา” ที่เคยเล่าเรียนมาในอดีตนั่นเอง

ในการกรีธาทัพทำประชาพิจารณ์ตามภูมิภาค… ยอดฝีมือระดับกวนอู เตียวหุย มารวมตัวกันเพียบ! ทั้ง ท่านอุทัย พิมพ์ใจชน, ท่านอานันท์ ปัญญารชุน, ท่านพงษ์เทพ เทพกาญจนา, ดร. บวรศักดิ์ อุวรรโณ และ อาจารย์แก้วสรร อติโพธิ บุคคลระดับเจ้าสำนักเหล่านี้ ล้วนอยู่ในความอารักขาของคณะข้าพเจ้า ตั้งแต่เท้ารอบเหยียบพื้นดินยันทะยานขึ้นสู่ฟ้า ทั้งเรื่องอาหารการกินและโรงเตี๊ยมที่พัก

มีคราหนึ่ง ณ เมืองเชียงใหม่… ท่านอดีตนายกฯ อานันท์ ปัญญารชุน บังเกิดความกระสันอยากจะลิ้มรสอาหาร ณ เหลาจีนแห่งหนึ่งที่เคยไปเยือนเมื่อกาลก่อน ข้าพเจ้าจึงต้องสืบข่าวจากเจ้าเมืองเชียงใหม่ พลตำรวจเอกสวัสดิ์ อมรวิวัฒน์ จนสามารถนำพาท่านไปซดน้ำแกงได้อย่างสมอุรา

ทว่า… ในระหว่างที่กำลังเสพสำราญ พลันมีชายหนุ่มผู้หนึ่ง หนวดเคราเฟิ้มรุงรัง เดินอาดๆ ตรงเข้ามาหา แล้วทรุดกายลงนั่งยองๆ กับพื้น ยกมือคารวะท่านอานันท์พร้อมกล่าวว่า “ข้าพเจ้าเคยเห็นท่านในจอแก้ว (ทีวี)!” …นับแต่นั้นเป็นต้นมา หากต้องไปเยือนหัวเมืองใด ข้าพเจ้าเป็นต้องร้องขอ “กองกำลังมือปราบ” (ตำรวจติดตาม) มาอารักขาความปลอดภัยทุกคราไป!

ภาค 4: สัจธรรมข้าราชการ และ วิญญูชนจอมปลอม

การพำนักอยู่ในทำเนียบรัฐสภาเป็นเวลานาน ทำให้ข้าพเจ้ามองเห็นสัจธรรมอันแยกแยะระหว่าง “ข้าราชการส่วนกลาง” และ “ข้าราชการส่วนภูมิภาค” ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง เบี้ยหวัดจากท้องพระคลังจ่ายให้เท่ากัน… แต่สันดานการทำงานกลับต่างกันลิบลับ!

• พวกส่วนกลาง (เมืองกรุง): เงินเดือนคือค่าจ้างให้พวกมันนั่งติดอยู่กับเก้าอี้ หากจะให้เคลื่อนย้ายกายไปทำสิ่งอื่น เป็นต้อง “หยอดเหรียญ” (จ่ายค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าพาหนะ) พวกมันจึงจะยอมขยับเขยื้อน!

• พวกส่วนภูมิภาค (หัวเมือง): ถือว่าเงินเดือนคือการ “เหมาจ่าย” ชีวิตนี้มอบให้ราษฎร เบี้ยเลี้ยงมีก็เบิก ไม่มีก็ควักเนื้อตัวเองจ่าย… ไม่ทำถือว่าผิดบาป โดยเฉพาะพวก “แม่พิมพ์ของชาติ” (ครู) นั้น ชัดเจนที่สุด!

คำว่า “เขี้ยวลากดิน” ข้าเคยได้ยินมานาน… แต่เพิ่งมาเห็นของจริงตื่นตาตื่นใจก็ที่รัฐสภาแห่งนี้นี่เอง!

ข้าพเจ้าเคยอ่านตำรับตำราของศาสตราจารย์บางคนด้วยความเลื่อมใสในหลักการ ทฤษฎีอันสูงส่ง… แต่พอได้มาร่วมงานกันจริงๆ ถึงได้รู้ว่า… ที่พวกมันเขียนคัมภีร์เหล่านั้นออกมา ก็เพื่อหลอกขายเอาเงิน และที่เสนอหน้ามาตรงนี้ ก็เพื่อกอบโกยผลประโยชน์เข้ากระเป๋าตนเองทั้งสิ้น!

หลายคนรับเงินไปแล้วแสร้งลืม มิยอมสะสางบัญชีหนี้สิน (ล้างหนี้) ทำเอาข้าพเจ้ารู้สึกเวทนาและเห็นใจเจ้าหน้าที่การเงินยิ่งนัก

ทว่า… ในบรรดาคนโฉด ยังมีพญามังกรผู้ทรงคุณธรรมข้าพเจ้ายกย่องนับถือชั่วชีวิต นามนั้นคือ ดร. สายหยุด จำปาทอง ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการ ยามที่ท่านเดินทางกลับมาจากแดนผู้ดี (อังกฤษ) ข้าพเจ้านำเงินค่าตอบแทนไปมอบให้ ท่านกลับโบกมือปฏิเสธพร้อมกล่าววาจาอันอาจหาญว่า:

“ยามข้าพเจ้าอยู่อังกฤษ มิได้มาลงแรงช่วยงาน ข้าพเจ้าย่อมมิอาจรับเงินก้อนนี้ไว้ได้!”

หลังจากเสร็จสิ้นศึก สสร. ข้าพเจ้าต้องแบกรับเอกสารฎีกาจ่ายเงินอยู่หลายปี กว่าที่กองกำลังตรวจสอบเงินแผ่นดิน (สตง.) จะเข้ามาตรวจค้น แม้เอกสารหลักจะไม่สมบูรณ์ร้อยส่วน แต่ด้วย “คัมภีร์ไดอารี่ลับ” ของข้าพเจ้า ก็ช่วยรักษาชีวิตไว้ได้ คณะของข้าพเจ้ามิถูกทักท้วงและมิถูกเรียกเงินคืนแม้แต่ตำลึงเดียว! ทว่า… ในใจของข้าพเจ้าได้กรีดเลือดสาบานเป็นภาษาชาวใต้ไว้แล้วว่า… “หลาบแล้ว!” (เข็ดขยาดไปจนตาย)

ภาค 5: คติพจน์หนุ่มใต้กับสาวเหนือ

ดร. ลิขิต ธีระเวคิน สสร. ผู้ทรงภูมิ เคยกล่าวไว้ว่า “คนใต้เป็นคนซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา” พร้อมกับเล่านิทานเปรียบเปรยไว้เรื่องหนึ่ง…

มีหนุ่มชาวใต้ผู้หนึ่ง เดินทางไปเกี้ยวพาราสีสาวชาวเหนือ เริ่มแรกต่างฝ่ายต่างเปรียบเทียบภาษาของภาคตนว่าเหมือนหรือต่างกันฉันใด

หนุ่มใต้เอ่ยบอก: “ตัวข้ามา ‘คร่าว’ (รอ) แม่นาง… ภาษาเหนือว่าอย่างไร?”

สาวเหนือตอบเสียงหวาน: “ท่า”

สาวเหนือถามต่อ: “แล้วรู้จักคำว่า ‘ขี้จุ๊’ ไหม?”

หนุ่มใต้พยักหน้า: “บ้านข้าเรียก ‘ขี้หก’ (โกหก)”

เจรจากันไปเรื่อยๆ จนเปลี่ยนภาษาคำต่อคำ:

• หัน = เห็น

• หื่อ = ให้

• ผ่อ = แล, ดู

• บ่ = หม้าย (ไม่)

• ยะ = ทำ

• ไค้หัน = อยากแล (อยากเห็น)

• โตย = ด้วย

• จะอั้น = พันนั้น (อย่างนั้น)

• จะไปพั่ง = อย่าแขบ (อย่ารีบ)

• จะได = ทำปรือ (อย่างไร)

• ลำ = หรอย (อร่อย)

• แลงนี้ = หวันเย็น (เย็นนี้)

สนทนากันอรรถรสลึกล้ำ… พลันสาวเหนือเกิดอาการลมตีในท้อง ท้องอืดแน่นเฟ้น จนเผลอปล่อยประจุลมปราณอันมีกลิ่นอายไม่พึงประสงค์ (ตด) ออกมาดัง ปึ๋ง!

ด้วยความอับอายขายขี้หน้า นางจึงแสร้งทำเป็นบิดกายยกแขนขึ้นแก้เขิน แล้วจีบปากจีบคอกล่าวว่า… “อุ๊ย… เมื่อย!”

หนุ่มใต้ผู้ซื่อตรงและไร้มารยาเสแสร้ง พลันโพล่งสวนขึ้นมาทันทีว่า:

“อ๋อ… อาการแบบนี้ บ้านผมเรียก ‘ตด’ ครับ!”