ระนอง

ยุทธจักรเมืองฝนแปดแดดสี่: วิถีแห่งบุรุษเหล็กนาม “กำจัด”

ในโลกหล้าที่กว้างใหญ่ หากเปรียบชีวิตเป็นดั่งกระบี่เล่มหนึ่ง การเดินทางไปรับตำแหน่ง ณ เมืองระนอง เมื่อปีพุทธศักราช 2539 ของข้าพเจ้า ก็มิได้ต่างจากการนำกระบี่ไปลับคมท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายอย่างไม่ลืมหูลืมตา

“ฝนแปดแดดสี่” มิใช่คำร่ำลือที่เกินจริง!

ยามนั้นข้าพเจ้าในฐานะ ผู้ช่วยศึกษาธิการจังหวัด ก้าวเข้าสู่เมืองในฝันที่เคยเพียงจดจ้องผ่านหน้ากระดาษวารสาร การมาครานี้มิได้โดดเดี่ยว เพราะมีสหายร่วมศึกสมัยมัธยมศิลาอย่าง “สมชัย แสงกาศนีย์” เป็นผู้นำทางในยุทธจักรชายแดน สหายผู้นี้กว้างขวางปานมหาสมุทรอันดามัน กิจการล้ำลึกทั่วคาบสมุทร ตั้งแต่ไม้ในพม่าไปจนถึงคาสิโนในอินโดนีเซีย เมื่อมีพยัคฆ์พื้นที่เป็นมิตร ข้าพเจ้าจึงเรียนรู้วิถีแห่งดินแดนสองคาบสมุทรได้อย่างรวดเร็ว

ยามพม่าเปิดคาสิโนที่เกาะสน แขกเหรื่อไปมาข้าพเจ้าก็ดูแลอำนวยความสะดวกด้วยบัตรผ่านทางเสมือนตราสารอาญาสิทธิ์ แม้แต่ครั้งหนึ่งที่ต้องเผชิญคลื่นลมพยศร่วมกับท่าน “ยงยุทธ์ ทรัพย์เจริญ” เพื่อลำเลียงเสบียงงานเลี้ยงข้ามฝั่งทะเลไปชะอำ ข้าพเจ้าก็ฟันฝ่ามาได้ด้วยใจที่เด็ดเดี่ยว แต่การเสี่ยงภัยเช่นนั้น… “เมื่อคุณขอมา ข้าพเจ้าก็จัดให้เพียงครั้งเดียวแล้วเลิกรา!” เพราะวิถีของผู้กล้าย่อมรู้ว่าสิ่งใดควรพอ

คนจริงท่ามกลางเงาพม่า

ระนองในวันนั้นเป็นเพียงเมืองเล็กที่มีผู้คนราวแสน หากแต่มีอาคันตุกะจากแดนหม่องนับสามแสนกระจายตัวอยู่ทุกหย่อมหญ้า ฝ่ายความมั่นคงหวั่นเกรงว่าหากพม่าพร้อมใจจุดไฟเผาเมือง ระนองคงวอดวายในพริบตา แต่ปลัดจังหวัดผู้ตาคมกริบกลับกล่าวว่า “แววตาเหล่านั้นมิใช่แววตาของผู้วางเพลิง แต่เป็นแววตาของยอดกตัญญูที่ดิ้นรนเพื่อครอบครัว”

ทว่า… ในยุทธจักรย่อมมีคนถ่อยแฝงตัวในคราบผู้พิทักษ์ คดีสังหารญาติผู้ว่าฯ เมืองเกาะสองด้วยน้ำมือตำรวจไทย เป็นรอยด่างที่มิอาจลบเลือน ยามผู้ว่าฯ พม่าข้ามมารับศพ ท่านกล่าววาจาที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจว่า “ที่นี่… เลวทุกคน!” แม้จะเป็นคำกล่าวที่รุนแรงเกินจริงในสายตาข้าพเจ้า แต่ก็เป็นอุทาหรณ์ให้รู้ว่า “ปลาเน่าเพียงตัวเดียว ย่อมพาให้เหม็นไปทั้งคุ้งน้ำ”

ธรรมะและปัญญา ณ บ่อน้ำร้อน

ในสำนักงานศึกษาธิการ ข้าพเจ้าต้องใช้กระบี่ปัญญาเข้าจัดการกับเล่ห์เหลี่ยมมนุษย์ ทั้งการทุจริตสอบครูที่แก้ไขกระดาษคำตอบกันอย่างอาจหาญ และการใส่ความเท็จของครูบางจำพวกในที่ประชุมครูทั้งจังหวัด ข้าพเจ้ามิได้ใช้กำลัง แต่ใช้ “หลักฐานที่กระจ่างแจ้งดั่งแสงตะวัน” ฟาดฟันจนคนเขลาต้องจำนนต่อหน้าสาธารณชน

ยามว่างเว้นจากราชการ ข้าพเจ้ามักไปสนทนากับ “พระเทพสิทธิมงคล” หรืออาจารย์เสนอ ณ บ่อน้ำร้อน ท่านคือขุมทรัพย์แห่งปัญญา การเดินทางจากระนองสู่ภูเก็ตที่มีท่านนั่งเคียงข้างเปรียบเสมือนการอ่านตำราเล่มใหญ่ ท่านสอนว่าคนฝั่งตะวันตกมิชอบดูหนังตะลุงนานๆ เพราะสมาธิสั้นผิดกับคนฝั่งอ่าวไทยที่เป็นนักสู้งานนา ความอดทนจึงต่างกัน

ภารกิจสุดท้ายก่อนจากลา

ก่อนที่วิถีแห่งข้าราชการจะพาข้าพเจ้าเข้าสู่ สภาร่างรัฐธรรมนูญ ในปี 2540 ข้าพเจ้าได้มีโอกาสตามท่านผู้ว่าฯ ศิระ ชวนะวิรัช ไปเยือนกรุงย่างกุ้งพม่าในฐานะอาคันตุกะผู้ทรงเกียรติ ได้กราบเจดีย์ชะเวดากองที่งดงามเหนือคำบรรยาย

ชีวิตในระนอง 8 เดือน แม้จะสั้นนักแต่ก็เปี่ยมไปด้วยรสชาติ หากจะถามว่าข้าพเจ้าพรั่นพรึงสิ่งใดที่สุดในเมืองนี้? มิใช่พม่าร้อยเอ็ดเจ็ดย่าน้ำ แต่เป็น “โค้งบางใหญ่” ในยามราตรี!

ท่ามกลางแสงเทียนวับแวมที่ศาลข้างทางในคืนมืดมิด ข้าพเจ้าได้แต่กุมพวงมาลัยมั่น มิกล้าหันไปมองเบาะซ้าย ด้วยเกรงว่าจะพบ “นารีผมสยาย” มานั่งเคียงคู่…

นี่แหละชีวิต… ยิ่งใหญ่ในหน้าที่ แต่ก็ยังมีมุมที่หวั่นไหวต่ออาถรรพ์แห่งขุนเขา!