วิถีแห่งข้า (4): คลองลานอาลัย ลานกระบือระอุ ฝีมือคงที่ มิคิดชิงชัย ข้าพเจ้านิยมชมชอบในความสามัญ ฝีมือการสอบรับตำแหน่ง “ผู้ช่วยฯ ระดับ 5” จึงมิได้โดดเด่นติดทำเนียบสิบยอดฝีมือ หากแต่เพียงพอที่จะได้รับการบรรจุในประกาศระลอกแรก ในกาลก่อนนั้น ข่าวคราวจากส่วนกลางเปรียบประดุจเมฆหมอก คนภูธรทำได้เพียงรอคอยอ่าน “มติชน” เพื่อยลประกาศแต่งตั้ง ระบบคุณธรรมในครานั้นยังถือว่าเที่ยงธรรม เหล่าผู้อำนวยการกองล้วนคัดสรรจากผู้แกร่งกล้าและมีคุณธรรมจากหัวเมือง กองเจ้าหน้าที่ (กจ.) จึงเป็นที่พึ่งพิงของเหล่าผู้กล้าบ้านป่า “พี่แอ๋ว-พี่สุนทร” คือนามที่พวกเราเรียกขานด้วยความเคารพ แม้จะมี “เด็กฝาก” แฝงเร้นอยู่บ้างแต่น้อยนิดนัก ข้าพเจ้ามิได้ใส่ใจ ขอเพียงตำแหน่งเดียวให้ตัวข้ามีที่ยืนในยุทธภพนี้ก็เพียงพอ วาสนามาเยือน เลื่อนชั้นรวดเร็ว ชีวิตในคลองลานกำลังสำราญใจ พลันถึงวันที่ 30 กันยายน ปีพุทธศักราช 2529 ราชโองการแต่งตั้งก็มาถึง ข้าพเจ้าต้องเคลื่อนย้ายสู่ “ลานกระบือ” ดินแดนทางทิศบูรพาของกำแพงเพชร กรมการเจ้าหน้าที่ช่างสันทัดกรณี ออกคำสั่งในวันสิ้นปีงบประมาณเพื่อมิให้ข้าราชการเสียประโยชน์ด้านเงินเดือน ข้าพเจ้าได้รับ “ปรับพอก” สองขั้น อีกทั้งผลงานในอดีตที่แบกรับภาระเกินตัวเข้าเกณฑ์ ก.ค. ท่านผู้ใหญ่อย่าง “บุญโชติ จันทร์สุพัฒน์” และคณะ เล็งเห็นความชอบ มอบรางวัลให้อีกสองขั้น ภายในหกเดือน เงินเดือนข้าพเจ้าพุ่งทะยานจาก 4,685 บาท สู่ 5,745 บาท… ในวงนักเลงเรียกขานว่า “รอเข้าฮอส” เตรียมทะลวงสู่ระดับ 6 ในมิต้าช้า อำลาขุนเขา สู่แดนน้ำมัน เมื่อต้องจากคลองลาน ข้าพเจ้าใจหายมิใช่น้อย อาลัยในบรรยากาศพงไพรและมิตรสหาย ลานกระบือแม้เป็นที่ราบทำนา แต่กลับเลื่องชื่อที่สุดในแผ่นดินเพราะเป็น “ขุมทรัพย์สีดำ” หรือบ่อน้ำมันนั่นเอง สหายสมุห์บัญชีอำเภอกล่าวยิ้มๆ ทิ้งท้ายเป็นปริศนาว่า “ไปเถิด… ลานกระบือมิใช่หมู” รั้งตำแหน่งสำนัก ศึกนอกศึกใน ขบวนเกียรติยศส่งตัวข้าพเจ้าประกอบด้วยนายอำเภอ สัสดี และเหล่าขุนนางท้องถิ่น เมื่อถึงถิ่นใหม่ ศึกษาธิการอำเภอท่านเป็นชาวสุพรรณฯ ผู้รื่นรมย์ นิยมการร้องเพลงฉ่อย มีสภากาแฟอยู่ที่ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อวรมัน แหล่งชุมนุมของยอดฝีมือจากบริษัทไทยเชลล์ฯ ต่อมาท่านปลีกวิเวกไปศึกษาต่อ ทิ้งให้ข้าพเจ้าต้อง “รักษาการ” อีกครา สำนักงานมีเพียง “รำพึง” สตรีผู้เดียวที่เป็นกำลังหลัก ประหนึ่งคลองลานมิมีผิดเพี้ยน ข้างที่ว่าการมีร้านอาหารของ “ลุงสมคิด” เป็นที่พึ่งยามยากยามไร้เบี้ยหวัด ตราไว้ในบัญชี “ส.ด.” (สิ้นเดือน) ค่อยชำระความ ส่วนที่ลานหน้าอำเภอมีวัวหนุ่มนามว่า “บุญช่วย” ทรงพลังและอ้วนพี เดิมทีมันคือรางวัลใหญ่ของงานประจำปี แต่ไร้ผู้มีวาสนาชิงได้ มันจึงกลายเป็นพัสดุของหลวงไปโดยปริยาย บทเรียนกฎหมายวัว ชาวลานกระบือผูกพันกับวัวควาย มักปล่อยพวกมันเตร่เตร่ตามมรรคา วันหนึ่งผู้ใหญ่บ้านใจถึงผู้หนึ่งมาบอกเล่าด้วยความลำพองว่า รถกรมชลประทานชนวัวของแก แกเรียกค่าเสียหายไปสามพันบาท โดยอ้าง “ป้ายรูปวัว” ของกรมทางหลวงว่าคือป้ายศักดิ์สิทธิ์ เปรียบดังทางม้าลายของสัตว์สี่เท้า ข้าพเจ้าถามว่าเขายอมรึ? แกตอบด้วยความภูมิใจว่า “ฝ่ายนั้นเถียงข้อกฎหมายสู้ข้ามิได้ ยอมลงนามชดใช้เป็นหลักฐาน” ทว่า… หนึ่งเดือนล่วงผ่าน ผู้ใหญ่บ้านกลับมาด้วยสีหน้าอมทุกข์ ฝ่ายกรมชลประทานมิได้โง่งม พวกเขาใช้หลักฐานการจ่ายเงินนั้นเอง เป็นดาบกลับมาทิ่มแท้ ฟ้องร้องเจ้าของสัตว์ที่ปล่อยปละละเลยจนรถหลวงเสียหาย เรียกค่าทำขวัญถึงสองหมื่นบาท! นี่จึงเป็นบทเรียนอันล้ำค่า… ป้ายเตือนรูปวัวนั้นมีไว้ให้ระวัง มิใช่ “กฎหมายวัว” ที่จะให้สัตว์เป็นใหญ่เหนือยวดยานอย่างที่เข้าใจกันมา!
My way 4
วิถีแห่งข้า
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
ธนิตย์ สุวรรณเจริญ · 9 พ.ค. 2569
Rapeephan Thilanan · 9 พ.ค. 2569
พล.ต. มารวย ส่งทานินทร์ · 9 พ.ค. 2569