"ประวัติศาสตร์การขับรถของสตรีไทยไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของยานพาหนะ แต่เป็นสัญลักษณ์ของการก้าวเข้าสู่โลกสมัยใหม่ที่ผู้หญิงไม่ได้เป็นเพียงผู้โดยสารอีกต่อไป การริเริ่มของหม่อมเจ้าหญิงพิมพ์รำไพและนางฉาย ประเสริฐสารบรรณ คือภาพสะท้อนของความกล้าหาญในการเรียนรู้และก้าวข้ามขีดจำกัดทางสังคมในยุคเปลี่ยนผ่าน ทุกครั้งที่เราจับพวงมาลัยในวันนี้ จึงเป็นผลพวงจากความมุ่งมั่นในวันวานที่เปลี่ยนบทบาทของสตรีไทยให้กลายเป็นผู้ควบคุมทิศทางชีวิตและการเดินทางของตนเอง พร้อมๆ กับการขับเคลื่อนภาพลักษณ์ใหม่ของสตรีในหน้าประวัติศาสตร์ไทยให้สง่างามมาจนถึงปัจจุบัน"

          ทุกวันนี้ การขับรถอาจเป็นเรื่องธรรมดามากสำหรับชีวิตประจำวันของเรา หลายคนขับรถไปทำงาน
ขับรถไปส่งลูก ขับรถไปตลาด ขับรถกลับบ้านต่างจังหวัด หรือขับรถออกเดินทางท่องเที่ยวในวันหยุด สำหรับคนยุคนี้ รถยนต์คือพาหนะที่อยู่ใกล้ตัวจนแทบไม่ต้องคิดมาก เราขึ้นรถ สตาร์ตเครื่อง เปิดแอร์ ใส่เกียร์ แล้วออกเดินทาง

          แต่ถ้าย้อนกลับไปเมื่อกว่าร้อยปีก่อน ภาพเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องธรรมดาเลย

          ในสมัยที่รถยนต์เพิ่งเริ่มเข้ามาในสยาม รถยนต์ยังเป็นของใหม่ เป็นของหายาก เป็นเทคโนโลยีที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยเห็น ไม่เคยใช้ และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะบังคับมันอย่างไร ที่สำคัญ รถยนต์ในยุคแรกไม่ได้สะดวกเหมือนรถในปัจจุบัน บางคันยังไม่มีพวงมาลัยแบบที่เราคุ้นเคย แต่ใช้คันโยกในการบังคับเลี้ยวซ้าย–ขวา การขับรถจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการเดินทาง แต่เป็นการเรียนรู้เครื่องจักรสมัยใหม่ที่ทั้งแปลก ยาก และท้าทายมากสำหรับคนในยุคนั้น และในช่วงเวลาที่สังคมไทยกำลังทำความรู้จักกับรถยนต์อยู่นั้น มีชื่อของสตรีไทยพระองค์หนึ่งที่ควรถูกจดจำไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ พระนามของพระองค์คือ หม่อมเจ้าหญิงพิมพ์รำไพ รพีพัฒน์ หรือภายหลังคือ หม่อมเจ้าพิมพ์รำไพ โสณกุล พระองค์ได้รับการบันทึกว่าเป็น “สตรีไทยคนแรกที่ขับรถยนต์ได้”

หม่อมเจ้าหญิงพิมพ์รำไพ รพีพัฒน์ คือใคร

          ข้อมูลจากหนังสือของกรมศิลปากร เรื่อง รถยนต์เมื่อแรกมีในรัชกาลที่ ๕ ระบุไว้ชัดเจนว่า “สตรีไทยคนแรกที่ขับรถยนต์ได้ คือ หม่อมเจ้าหญิงพิมพ์รำไพ พระธิดาในกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์” ประโยคนี้สั้นมาก แต่มีความหมายทางประวัติศาสตร์ไม่น้อยเลย เพราะในวันที่รถยนต์ยังเป็นของใหม่มากในสยาม การที่สตรีไทยคนหนึ่งสามารถขับรถยนต์ได้ หมายถึงการก้าวเข้าไปสัมผัสเทคโนโลยีใหม่อย่างใกล้ชิด และยังสะท้อนบทบาทของผู้หญิงในช่วงเวลาที่สังคมกำลังเปลี่ยนผ่านจากโลกเก่าไปสู่โลกใหม่

          หม่อมเจ้าหญิงพิมพ์รำไพ รพีพัฒน์ ต่อมาคือ หม่อมเจ้าพิมพ์รำไพ โสณกุล ประสูติเมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2441 และสิ้นชีพิตักษัยเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2510 พระองค์เป็นพระธิดาใน พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ หรือที่คนไทยรู้จักกันดีในฐานะ “พระบิดาแห่งกฎหมายไทย” โดยมีพระมารดาคือ หม่อมอ่อน รพีพัฒน์ ณ อยุธยา ชื่อของกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์นั้น มีความสำคัญอย่างมากในประวัติศาสตร์ไทย โดยเฉพาะด้านกฎหมายและการปฏิรูประบบยุติธรรม แต่ในอีกด้านหนึ่ง พระองค์ยังเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์รถยนต์ไทยยุคแรกด้วย

         เพราะกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการนำรถยนต์เข้ามาในสยาม และยังเป็นผู้ที่ทรงขับรถยนต์ได้ในช่วงเวลาที่แทบไม่มีใครขับรถเป็น ดังนั้น หม่อมเจ้าหญิงพิมพ์รำไพจึงไม่ได้เป็นเพียงสตรีคนหนึ่งที่บังเอิญอยู่ในเหตุการณ์สำคัญ แต่พระองค์อยู่ในครอบครัวและบริบททางประวัติศาสตร์ที่ใกล้ชิดกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยอย่างมาก ทั้งการรับเทคโนโลยีใหม่ ทั้งการเรียนรู้วิถีชีวิตสมัยใหม่ และทั้งการเปิดพื้นที่ใหม่ให้แก่บทบาทของผู้หญิงในสังคม

กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ทรงถวายการสอนขับรถยนต์ ร.5

          หากจะเข้าใจว่าทำไมการขับรถของหม่อมเจ้าหญิงพิมพ์รำไพจึงสำคัญ เราต้องย้อนกลับไปดูภาพของสยามในยุคที่รถยนต์เพิ่งเข้ามาใหม่ ๆ ในเวลานั้น ผู้คนยังคุ้นเคยกับการเดินทางด้วยเรือ รถม้า เกวียน หรือการเดินเท้า ถนนหนทางก็ยังไม่ได้ถูกออกแบบมารองรับรถยนต์แบบในปัจจุบัน รถยนต์จึงไม่ใช่เพียง “ยานพาหนะ” แต่เป็นสัญลักษณ์ของโลกสมัยใหม่

          มันคือเครื่องจักรที่เคลื่อนที่ได้โดยไม่ต้องใช้ม้า มันคือสิ่งที่ทำให้ระยะทางดูใกล้ขึ้น มันคือสิ่งที่เปลี่ยนความเข้าใจของผู้คนเรื่องเวลา การเดินทาง และความเร็ว ตามข้อมูลจากกรมศิลปากร รถยนต์คันแรกในเมืองไทยถูกสั่ง เข้ามาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยผู้สั่งเข้ามาคือ จอมพลเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี หรือ เจิม แสงชูโต ใน พ.ศ. 2440

          ต่อมาใน พ.ศ. 2447 กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เสด็จกลับจากกรุงปารีส และทรงนำรถยนต์ยี่ห้อ เมอร์เซเดส เดมเลอร์ สีแดง เข้ามาถวายรัชกาลที่ 5 รถคันนี้ได้รับพระราชทานนามว่า “แก้วจักรพรรดิ” เพียงแค่ชื่อรถก็สะท้อนให้เห็นแล้วว่า รถยนต์ในยุคนั้นไม่ใช่สิ่งของธรรมดา แต่เป็นของสำคัญ เป็นสิ่งแปลกใหม่ และเป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัยที่ราชสำนักให้ความสนใจ หลังจากนั้น รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้สั่งรถยนต์เข้ามาเพิ่มอีก 10 คัน เพื่อพระราชทานแก่พระบรมวงศานุวงศ์และเสนาบดี รถยนต์จึงค่อย ๆ เริ่มมีบทบาทในราชสำนักและในกลุ่มชนชั้นนำของสยาม แต่ถึงจะมีรถ ปัญหาใหญ่ก็คือ ยังแทบไม่มีใครขับรถเป็น

         ในปัจจุบัน ถ้าอยากขับรถ เราอาจไปเรียนขับรถกับโรงเรียนสอนขับรถ ฝึกสอบใบขับขี่ หรือเรียนรู้จากคนในครอบครัว แต่ในยุคแรกของรถยนต์ในสยาม ยังไม่มีระบบแบบนั้น ยังไม่มีโรงเรียนสอนขับรถแพร่หลาย
ยังไม่มีอู่ซ่อมรถทั่วไป ยังไม่มีช่างยนต์มากพอ และยังไม่มีคนจำนวนมากที่เข้าใจเครื่องยนต์

         รถยนต์ในเวลานั้นจึงไม่ใช่แค่ของแพง แต่ยังเป็นของที่ “ใช้ยาก” มากด้วย ในยุคนั้นปัญหาใหญ่คือ ไม่มีใครขับรถเป็น และกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นหนึ่งในผู้ที่ทรงขับรถได้ จึงทรงสอนการขับรถให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชธิดา พระบรมวงศานุวงศ์ และมหาดเล็กหลายคน

        เมื่อมองจากบริบทนี้ จะเห็นได้ว่า การขับรถยนต์ในยุคนั้นต้องอาศัยความกล้า ความสนใจ และความพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ไม่ใช่เพียงจำทางได้ ไม่ใช่เพียงจับพวงมาลัยเป็น แต่ต้องเข้าใจเครื่องยนต์ เข้าใจการควบคุม และต้องกล้าที่จะขับสิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่ยังไม่คุ้นเคย 

ทำไมการที่ผู้หญิงขับรถได้ในยุคนั้นจึงไม่ใช่เรื่องเล็ก

       ถ้ามองด้วยสายตาของคนปัจจุบัน เราอาจรู้สึกว่า “ผู้หญิงขับรถได้” เป็นเรื่องปกติมาก แต่หากย้อนกลับไปในยุคที่สังคมยังมีกรอบบทบาทแยกหญิงชายอย่างชัดเจน การที่สตรีไทยคนหนึ่งสามารถขับรถยนต์ได้ ถือเป็นเรื่องที่มีนัยสำคัญมาก เพราะการขับรถไม่ได้หมายถึงแค่การเคลื่อนย้ายตัวเองจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง แต่มันหมายถึงการมีอำนาจในการควบคุมทิศทาง การออกสู่พื้นที่สาธารณะ การเรียนรู้เทคโนโลยี และการก้าวเข้าไปมีบทบาทในโลกสมัยใหม่ โดยเฉพาะในสมัยที่รถยนต์ยังอยู่ในวงจำกัดของราชสำนักและชนชั้นนำ การที่ผู้หญิงคนหนึ่งสามารถขับรถได้ จึงสะท้อนภาพของสตรีที่ไม่ได้เป็นเพียงผู้โดยสาร แต่เป็นผู้ควบคุมการเดินทางด้วยตนเอง

        ประเด็นนี้สำคัญมากในเชิงสังคม เพราะในหลายยุคหลายสมัย ผู้หญิงมักถูกมองผ่านบทบาทในบ้าน ในครอบครัว หรือในพื้นที่ส่วนตัว แต่การขับรถคือการออกมาปรากฏตัวในพื้นที่สาธารณะ เป็นการแสดงให้เห็นว่าผู้หญิงสามารถเรียนรู้และใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ได้เช่นเดียวกับผู้ชาย ดังนั้น เรื่องของหม่อมเจ้าหญิงพิมพ์รำไพจึงไม่ใช่แค่เรื่อง “ใครขับรถได้ก่อน” แต่เป็นเรื่องของ “ผู้หญิงคนแรก ๆ ที่ก้าวเข้าสู่พื้นที่ของความทันสมัย”

       รถยนต์ในยุคแรกของสยามไม่ได้เป็นเพียงเครื่องจักร แต่มันเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่าน จากโลกที่เดินทางช้า ไปสู่โลกที่เคลื่อนที่เร็วขึ้น จากสังคมที่อาศัยแรงคน แรงสัตว์ และเส้นทางน้ำ ไปสู่สังคมที่เริ่มใช้เครื่องยนต์ ถนน และระบบคมนาคมสมัยใหม่ จากชีวิตที่ผูกกับระยะทาง ไปสู่ชีวิตที่เริ่มมองเห็นความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ของการเดินทาง และในกระบวนการเปลี่ยนผ่านนี้ ผู้หญิงก็มีบทบาทอยู่ด้วย

        หม่อมเจ้าหญิงพิมพ์รำไพจึงเป็นชื่อหนึ่งที่ช่วยให้เราเห็นว่า ประวัติศาสตร์เทคโนโลยีไม่ได้มีแต่เรื่องเครื่องยนต์ ถนน หรือรถยนต์เท่านั้น แต่ยังมีเรื่องของมนุษย์ เรื่องของความกล้า เรื่องของการเรียนรู้ และเรื่องของผู้หญิงที่ก้าวเข้าไปอยู่ในจุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลง

นางฉาย ประเสริฐสารบรรณ : ผู้หญิงไทยคนแรกที่มีใบขับขี่

        กรณีของ หม่อมเจ้าหญิงพิมพ์รำไพ รพีพัฒน์ หลักฐานจากกรมศิลปากรระบุว่า พระองค์คือ สตรีไทยคนแรกที่ขับรถยนต์ได้ ส่วนหญิงไทยคนแรกที่ได้รับใบอนุญาตขับรถยนต์คือ นางฉาย ประเสริฐสารบรรณ โดยมีข้อมูลว่าใบอนุญาตออกเมื่อวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2476 และมีการกล่าวว่าเธอเป็นผู้หญิงที่ขับรถเป็น รวมทั้งสามารถแก้เครื่องยนต์เองได้ด้วย ซึ่งเป็นอีกมิติหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะไม่ใช่แค่ “ผู้หญิงขับรถได้” แต่เป็นผู้หญิงที่มีทักษะเกี่ยวกับเครื่องยนต์ด้วย ในยุคที่ความรู้ด้านช่างยนต์ยังเป็นเรื่องเฉพาะทาง และมักถูกมองว่าเป็นพื้นที่ของผู้ชาย การที่ผู้หญิงคนหนึ่งสามารถขับรถและแก้เครื่องยนต์ได้ จึงสะท้อนความสามารถ ความมั่นใจ และความเข้าใจเทคโนโลยีในระดับที่น่าชื่นชม

         สิ่งที่น่าสนใจในเรื่องนี้ คือ ประวัติศาสตร์ไม่ได้บอกเราแค่ว่า “ใครเป็นคนแรก” แต่ยังบอกเราว่า สังคมในเวลานั้นเป็นอย่างไร การที่รถยนต์ถูกนำเข้ามาในสยาม สะท้อนการเปิดรับเทคโนโลยีตะวันตกของสังคมไทยในช่วงรัชกาลที่ 5 การที่กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ทรงขับรถได้และทรงสอนผู้อื่น แสดงให้เห็นว่าการใช้เทคโนโลยีใหม่ในยุคนั้นต้องเริ่มจากคนกลุ่มเล็ก ๆ ที่มีโอกาสเข้าถึงความรู้และเครื่องมือก่อน

        การที่หม่อมเจ้าหญิงพิมพ์รำไพขับรถได้ แสดงให้เห็นว่าผู้หญิงก็เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และการที่นางฉาย ประเสริฐสารบรรณได้รับการกล่าวถึงในฐานะหญิงไทยคนแรกที่มีใบขับขี่ ก็สะท้อนการเข้าสู่ระบบสมัยใหม่ที่มีระเบียบ กฎเกณฑ์ และเอกสารรับรองความสามารถในการขับรถ ดังนั้น เรื่องนี้จึงเป็นมากกว่าประวัติศาสตร์ยานยนต์ แต่เป็นประวัติศาสตร์ของความเปลี่ยนแปลง ประวัติศาสตร์ของการเรียนรู้
และประวัติศาสตร์ของผู้หญิงไทยในโลกสมัยใหม่

       ประวัติศาสตร์การขับรถของสตรีไทยไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของยานพาหนะ แต่เป็นสัญลักษณ์ของการก้าวเข้าสู่โลกสมัยใหม่ที่ผู้หญิงไม่ได้เป็นเพียงผู้โดยสารอีกต่อไป การริเริ่มของหม่อมเจ้าหญิงพิมพ์รำไพและนางฉาย ประเสริฐสารบรรณ คือภาพสะท้อนของความกล้าหาญในการเรียนรู้และก้าวข้ามขีดจำกัดทางสังคมในยุคเปลี่ยนผ่าน ทุกครั้งที่เราจับพวงมาลัยในวันนี้ จึงเป็นผลพวงจากความมุ่งมั่นในวันวานที่เปลี่ยนบทบาทของสตรีไทยให้กลายเป็นผู้ควบคุมทิศทางชีวิตและการเดินทางของตนเอง พร้อมๆ กับการขับเคลื่อนภาพลักษณ์ใหม่ของสตรีในหน้าประวัติศาสตร์ไทยให้สง่างามมาจนถึงปัจจุบัน.....

รายการอ้างอิง

กรมศิลปากร. (2566). รถยนต์เมื่อแรกมีในรัชกาลที่ ๕. กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม.
Siamcar. (2566, 5 มิถุนายน). รู้จัก! สตรี 5 แผ่นดิน ที่ได้ใบขับขี่รถยนต์คนแรกของไทย. Siamcar.
The People. (ม.ป.ป.). สตรี 5 แผ่นดินที่เชื่อว่าได้ ‘ใบขับขี่’ เป็นคนแรกในไทย เธอคือ นางฉาย ประเสริฐสารบรรณ. The People.