บนถนนสุโขทัยในวันนี้ ผู้คนอาจคุ้นตากับภาพของสถานศึกษา อาคารสำนักงาน หน่วยงานราชการ และการสัญจรที่ดำเนินไปตามจังหวะของเมืองใหญ่ แต่หากเดินลึกเข้าไปใน ซอยสุโขทัย 10หรือที่หลายคนรู้จักกันในชื่อ “ซอยโซดา” จะพบร่องรอยหนึ่งที่ดูเงียบงัน แต่มีเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ซ่อนอยู่ ร่องรอยนั้นคือ หอเก็บน้ำแฟลตโซดา สิ่งปลูกสร้างเก่าแก่ที่เกี่ยวข้องกับตำนานการผลิตน้ำโซดาหลวงในสมัยรัชกาลที่ 5
แม้วันนี้หอเก็บน้ำแห่งนี้จะดูเก่า ทรุดโทรม และเต็มไปด้วยคราบสนิม แต่หากมองให้ลึกกว่าสภาพภายนอก สิ่งที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงนั้นคือหลักฐานของยุคสมัยหนึ่งที่สยามกำลังก้าวเข้าสู่ความทันสมัย ทั้งด้านเทคโนโลยี การผลิต และวิถีการบริโภคแบบใหม่
จากถนนดวงเดือนสู่ถนนสุโขทัย
ย้อนกลับไปในสมัยรัชกาลที่ 5 ถนนสุโขทัยที่เราใช้สัญจรในปัจจุบัน เคยได้รับพระราชทานนามว่า ถนนดวงเดือนนอก และ ถนนดวงเดือนใน เป็นถนนที่สร้างขึ้นในช่วงเดียวกับการก่อสร้างพระราชวังดุสิต เมื่อ พ.ศ. 2441 ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 ถนนสายนี้จึงเปลี่ยนชื่อมาเป็น “ถนนสุโขทัย”
ปัจจุบัน ถนนสุโขทัยอาจไม่ใช่ย่านการค้าคึกคักที่เต็มไปด้วยผู้คนพลุกพล่าน แต่เป็นถนนที่มีลักษณะสงบ เรียบง่าย และมีหน่วยงานต่าง ๆ ตั้งอยู่ตลอดแนวสองฝั่งถนน ทอดยาวไปจนถึงแยกสุโขทัย ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานเขตดุสิต แต่เมื่อกว่าร้อยปีก่อน พื้นที่บริเวณนี้เคยมีความสำคัญมากกว่านั้น เพราะเป็นที่ตั้งของ โรงงานผลิตน้ำโซดาหลวง หรือ โรงน้ำโซดาดุสิต
หอเก็บน้ำเก่า: อนุสรณ์ของโรงน้ำโซดาดุสิต
บริเวณที่พักข้าราชบริพาร สำนักพระราชวัง หรือที่รู้จักกันในชื่อ แฟลตโซดา ยังมีหอเก็บน้ำเก่าหลงเหลืออยู่ หอเก็บน้ำนี้มีความสูงไล่เลี่ยกับอาคารแฟลต 5 ชั้น ตัวโครงสร้างเป็นแท่นเหล็ก 4 ขา รองรับถังเก็บน้ำขนาดใหญ่ด้านบน
ในสายตาของคนที่เดินผ่านไปมาทุกวัน หอเก็บน้ำอาจเป็นเพียงโครงเหล็กเก่า ๆ ที่คุ้นชิน แต่สำหรับผู้มาเยือน หรือคนที่สนใจประวัติศาสตร์ชุมชน สิ่งปลูกสร้างนี้กลับมีความหมายมากกว่านั้น เพราะมันคือร่องรอยที่ช่วยให้เราจินตนาการถึงอดีตของโรงงานผลิตน้ำโซดาในยุคแรก ๆ ของสยาม เป็นภาพสะท้อนของการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้ในประเทศ และเป็นหลักฐานที่บอกว่า ย่านดุสิตไม่ได้มีเพียงเรื่องราวของพระราชวัง ถนน หรือชุมชนเก่าเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องของการผลิต เครื่องจักร และวิถีบริโภคแบบใหม่ซ่อนอยู่ด้วย
การดื่มน้ำโซดาในสยามเริ่มปรากฏขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 แม้จะไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าใครเป็นผู้นำเข้ามาจำหน่ายเป็นครั้งแรก แต่จากหลักฐานในจดหมายเหตุบางกอกรีกอเดอ เล่มที่ 2 วันที่ 22 ธันวาคม ค.ศ. 1866 หรือ พ.ศ. 2409 ทำให้ทราบว่า ก่อนจะเรียกเครื่องดื่มชนิดนี้ว่า “น้ำโซดา” มีการเรียกกันว่า “น้ำโชดะ” คำเรียกเล็ก ๆ นี้สะท้อนให้เห็นว่า น้ำโซดาในเวลานั้นยังเป็นสิ่งใหม่ในสังคมไทย เป็นเครื่องดื่มจากโลกตะวันตกที่ค่อย ๆ เข้ามาอยู่ในชีวิตของผู้คน พร้อมกับความเปลี่ยนแปลงด้านวัฒนธรรมการบริโภค
ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชดำริว่า คนไทยน่าจะสามารถผลิตน้ำโซดาจำหน่ายได้เอง จึงโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งโรงงานผลิตน้ำโซดาและน้ำหวานอัดลมขึ้น ในระยะแรก ได้โปรดให้ พระยาบุรุษรัตนราชพัลลภ หรือ นพ ไกรฤกษ์ ใช้เงินจากพระคลังข้างที่ซื้อเครื่องจักรจากต่างประเทศ และให้เจาะน้ำบาดาลบริเวณถนนดวงเดือนฝั่งเหนือ ใกล้ปากคลองรางเงินที่จะออกคลองสามเสน โรงงานแห่งนี้ได้รับพระราชทานชื่อว่า “โรงน้ำโซดาดุสิต”
หลังจากทรงเปิดไฟฟ้าเป็นพระฤกษ์ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2448 โรงงานจึงเริ่มผลิตน้ำโซดาและน้ำหวานอัดลม เพื่อใช้ในราชการ และจำหน่ายแก่ประชาชนทั่วไป น้ำโซดาที่ผลิตจากโรงน้ำโซดาดุสิตจำหน่ายภายใต้เครื่องหมายการค้ารูปพระโพธิสัตว์ พร้อมคำขวัญที่คนในยุคนั้นคุ้นหูว่า “โซดาดุสิต ชนิดเลิศ น้ำเกิดใต้ดิน รสกลิ่นหรู”
ถ้อยคำนี้ไม่เพียงเป็นคำโฆษณาสินค้า แต่ยังสะท้อนความภาคภูมิใจในการผลิตเครื่องดื่มสมัยใหม่ด้วยฝีมือคนไทย ใช้น้ำบาดาลจากพื้นที่ และอาศัยเครื่องจักรนำเข้าจากต่างประเทศ โรงน้ำโซดาดุสิตจึงเป็นเหมือนภาพแทนของยุคสมัยที่สยามกำลังเรียนรู้ ทดลอง และปรับตัวกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อพัฒนาบ้านเมืองให้ทันสมัย
กิจการที่รุ่งเพียงช่วงสั้น แต่ทิ้งเรื่องเล่าไว้นานกว่าศตวรรษ
แม้โรงน้ำโซดาดุสิตจะถือเป็นความพยายามสำคัญในการผลิตน้ำโซดาและน้ำหวานอัดลมภายในประเทศ แต่ในเวลานั้น การบริโภคน้ำโซดายังไม่แพร่หลายในหมู่ประชาชนทั่วไปมากนัก ขณะเดียวกันยังมีโรงงานผลิตน้ำโซดาจากประเทศสิงคโปร์เข้ามาตั้งโรงงานที่ถนนสี่พระยา ทำให้โรงน้ำโซดาดุสิตดำเนินกิจการได้ไม่นานนัก ก่อนจะต้องล้มเลิกไป
อย่างไรก็ตาม แม้กิจการโรงน้ำโซดาจะไม่ได้ดำรงอยู่ยาวนาน แต่ร่องรอยที่หลงเหลืออย่างหอเก็บน้ำแฟลตโซดากลับยืนอยู่มานานกว่าหนึ่งศตวรรษ และกลายเป็นอนุสรณ์เงียบ ๆ ที่เล่าเรื่องอดีตให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ หอเก็บน้ำแฟลตโซดาอาจไม่ได้สวยงามเหมือนโบราณสถานสำคัญ ไม่ได้มีความโดดเด่นแบบวัดวัง หรืออาคารประวัติศาสตร์ที่ได้รับการบูรณะอย่างงดงาม แต่คุณค่าของมันอยู่ตรงที่การเป็น “ร่องรอยจริง” ของอดีต
มันเคยเป็นส่วนหนึ่งของระบบการผลิต เคยเกี่ยวข้องกับน้ำบาดาล เครื่องจักร ไฟฟ้า โรงงาน และการเริ่มต้นผลิตเครื่องดื่มสมัยใหม่ในสยาม ในอีกมุมหนึ่ง หอเก็บน้ำแห่งนี้ยังตั้งอยู่ท่ามกลางชีวิตผู้คนในเมืองใหญ่ ผ่านแดด ผ่านฝน ผ่านการเปลี่ยนแปลงของถนน ชุมชน และเมืองดุสิตมาแล้วหลายชั่วอายุคน คนที่อยู่ใกล้ชิดอาจมองเห็นจนชินตา แต่สำหรับนักเดินทางหรือผู้สนใจประวัติศาสตร์ชุมชน หอเก็บน้ำแห่งนี้คือสิ่งที่ทำให้ซอยเล็ก ๆ กลายเป็นพื้นที่แห่งความทรงจำ
สำหรับผู้ที่สนใจเสน่ห์ของชุมชนและประวัติศาสตร์ในเขตดุสิต ซอยโซดา หรือ ซอยสุโขทัย 10 เป็นอีกหนึ่งจุดหมายที่น่าไปเยือน การเดินทางสามารถใช้รถส่วนตัว หรือรถประจำทางหลายสาย ได้แก่ สาย 12, 14, 18, 64, 515 และ 524 เมื่อลงรถแล้วเดินเข้าไปในซอยสุโขทัย 10 ก็จะพบพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับตำนานโรงน้ำโซดาดุสิต และหอเก็บน้ำเก่าที่เป็นอนุสรณ์ของการผลิตน้ำโซดาหลวง แม้จะไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวใหญ่โต แต่ที่นี่เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบเดินย่านเก่า ชอบค้นหาเรื่องเล่าที่ซ่อนอยู่ในพื้นที่ธรรมดา และสนใจประวัติศาสตร์เมืองในมุมที่ไม่ค่อยถูกพูดถึง
หอเก็บน้ำแฟลตโซดาอาจเป็นเพียงสิ่งปลูกสร้างเก่าที่บางคนเดินผ่านโดยไม่ทันสังเกต แต่แท้จริงแล้วมันคือพยานของยุคสมัยที่สยามกำลังก้าวเข้าสู่ความทันสมัย มันเล่าเรื่องถนนสุโขทัยในอดีต เล่าเรื่องโรงน้ำโซดาดุสิต เล่าเรื่องพระราชดำริในการผลิตน้ำโซดาเอง และเล่าเรื่องการเปลี่ยนผ่านของเมืองจากพื้นที่ราชสำนักสู่ชุมชนเมืองในปัจจุบัน
บางครั้ง การท่องเที่ยวที่น่าจดจำที่สุด อาจไม่ได้อยู่ที่สถานที่งดงามหรือโด่งดังที่สุด แต่อยู่ที่การหยุดมองสิ่งเล็ก ๆ ที่ยังหลงเหลืออยู่ แล้วค่อย ๆ ฟังว่าอดีตกำลังเล่าอะไรให้เราฟัง หอเก็บน้ำแฟลตโซดา จึงไม่ใช่เพียงเศษซากของโรงงานเก่า แต่เป็นบทบันทึกของความทรงจำ เป็นร่องรอยของความทันสมัย และเป็นอีกหนึ่งเสน่ห์เงียบ ๆ ของเขตดุสิตที่ควรค่าแก่การรู้จัก.......